“โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข” ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัญญ์ที่ไม่สิ้นสุด

ยุคสมัยเปลี่ยน บริบทการดำเนินธุรกิจย่อมต้องปรับเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไม่ได้คือการให้ความสำคัญกับเรื่องพัฒนาสังคม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า “องค์กรจะยั่งยืน ต้องเติบโตควบคู่กับสังคม” ยิ่งองค์กรเติบโตเท่าไร ย่อมต้องคิดถึงสังคมมากขึ้น เพราะนี่คือหัวใจของการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนแท้จริง

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมองค์กรยักษ์ใหญ่อย่าง “โตโยต้า” ถึงให้ความสำคัญกับสโลแกน “โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข” มากว่า 55 ปีในประเทศไทย  ไม่ว่าจะเผชิญมรสุมเศรษฐกิจแค่ไหน โตโยต้ากับประเทศไทยต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกัน

วันนี้มีโอกาสพูดคุยกับสองผู้บริหารที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโตโยต้า คุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และคุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บ.โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย กับแนวคิดการสร้างความสุขที่นักการตลาดต้องรู้

 

“แบ่งปัญญ์” อย่างไม่สิ้นสุด

จากคำถามที่ว่า “ความสุขของสังคม” เริ่มต้นจากอะไร เริ่มที่ตรงไหน และสังคมของเราจะมีความสุขที่ยั่งยืนได้อย่างไร…

ความสุขนั้นเกิดได้จากหลายรูปแบบ แต่รูปแบบความสุขที่โตโยต้าเล็งเห็นนั้น คือ ความสุขที่ยั่งยืน อันเกิดจากการที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ หรือสร้างความสุขให้ผู้อื่น และคนเหล่านั้นสามารถส่งต่อความสุขให้กับคนอื่นๆ ต่อไปได้อย่างไม่สิ้นสุด หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นความสุขที่เกิดจาก ‘การแบ่งปัน’

แล้วการแบ่งปันอย่างไรจึงยั่งยืนที่สุด เราเชื่อว่าการแบ่งปันที่ไม่สิ้นสุดคือการ ‘แบ่งปัญญ์’ หรือการ ‘แบ่งปันภูมิปัญญา’ เมื่อผู้คนมีปัญญา เราเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสุขของสังคมไทยอย่างยั่งยืน” ผู้บริหารเริ่มต้นเล่า

 

3 กิจกรรมใหญ่ สร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้กับสังคม

ภายใต้แนวคิด “แบ่งปัญญ์” นี้ โตโยต้าได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบ่งออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย

1 ด้านสังค: ภายใต้ “มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย” เพื่อส่งเสริมสังคมในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการดำเนินการขององค์กรสาธารณกุศล และการแบ่งปันโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ห่างไกล

ตลอดจนการแบ่งปันความรู้เรื่องการใช้รถใช้ถนนและการขับขี่อย่างปลอดภัย ปลูกฝังวินัยจราจรและน้ำใจของการขับขี่รถที่ดีให้กับสังคมไทย ภายใต้โครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว”

 

 

2 ด้านสิ่งแวดล้อม: ผ่านโครงการ “โตโยต้าเมืองสีเขียว” ที่มุ่งเน้นในการดำเนินงานภายในองค์กรอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมกับชุมชนเพื่อส่งต่อองค์ความรู้แก่สังคมไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

 

3 ด้านเศรษฐกิจ: ผ่านโครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ที่ว่าด้วยการนำปัจจัยแห่งความสำเร็จ และประสบการณ์ในการทำธุรกิจขององค์กร มาแบ่งปันแก่ธุรกิจชุมชนของไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กลายเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

 

ทั้ง 3 ด้านล้วนเป็นการแบ่งปันภูมิปัญญา ผ่านการให้โอกาสทางการศึกษา การส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารเน้นย้ำว่าทุกโครงการจะทำภายใต้แนวคิดของการแบ่งปันภูมิปัญญา จะนำไปสู่ “การแบ่งปันที่ไม่สิ้นสุด”

 

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ยกระดับการศึกษาพัฒนาชีวิตเด็กและเยาวชน

ทำอย่างไรที่จะช่วยสังคมอย่างยั่งยืนได้? คำตอบของโตโยต้าคือการแบ่งปัญญ์ให้กับเด็กและเยาวชนเพื่อที่เขาจะช่วยเหลือตัวเองได้ จากนั้นเมื่อเขาเติบโตพร้อมจิตสำนึกในการช่วยเหลือผู้อื่น เขาก็จะใช้ปัญญาและความสามารถช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป ตรงนี้ที่ผู้บริหารย้ำความสำคัญของแนวคิดการแบ่งปัญญ์

เป็นที่มาของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ด้วยความตระหนักว่าชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งย่อมอยู่บนรากฐานที่มั่นคงของการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดี โครงการนี้จึงมุ่งมั่นในการดำเนินงานผ่าน 3 ส่วน ได้แก่

1.       พัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และคนพิการ

2.       ส่งเสริมการดำเนินการขององค์กรสาธารณกุศลต่างๆ

3.       ส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน

ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีจุดประสงค์เพื่อจะยกระดับชีวิตของเด็กและเยาวชน รวมถึงชุมชนที่ยังขาดแคลนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นประชากรที่มีศักยภาพเพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญของประเทศ และเป็นการสร้างสังคมไทยให้มีความเข้มแข็งต่อไป

ร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการจัดโครงการ ‘ทุนการศึกษาเพื่อนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตจากพื้นที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์’ เนื่องจากเห็นว่าการแบ่งปันโอกาสแก่เด็กและเยาวชนเหล่านี้ จะเป็นการสร้างบุคลากรด้านการพยาบาลเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตบริเวณโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนได้ในอนาคต จึงดำเนินโครงการ โดยมีข้อแม้กับนักเรียนผู้ได้รับทุนว่า “หลังจากคุณเรียนจบ คุณต้องนำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาพื้นที่ของคุณ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่แสดงให้เห็นถึงการแบ่งปันที่ไม่สิ้นสุดนั่นเอง

 

ซึ่งตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้มอบทุนสนับสนุนเพื่อส่งเสริมสังคมไทย แบ่งออกเป็นโครงการเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต จำนวน 9 โครงการ  และส่งเสริมการดำเนินการขององค์กรสาธารณกุศลที่มีทิศทางการดำเนินงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ จำนวน 57 โครงการ

และอีกหนึ่งด้านที่มูลนิธิฯ ให้ความสำคัญ คือการส่งเสริมสังคมทางด้านการศึกษา โดยแบ่งปันโอกาสแก่เยาวชนที่ขาดแคลนเป็นทุนการศึกษาไปแล้วทั้งสิ้น 13,641 ทุน โดยหวังว่านักเรียนทุนจะนำภูมิปัญญาและโอกาสที่ได้รับ ไปถ่ายทอด ต่อยอด เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น

นอกจากนี้ด้วยปัจจุบันสภาวะสังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงของประชากรผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยกำลังจะเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ส่งผลให้เกิดความขาดแคลนบุคลากรด้านการดูแล รวมถึงปัญหาเยาวชนที่ถูกละเลยจากพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

มูลนิธิฯ จึงได้กำหนดนโยบายใหม่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับแนวโน้มของปัญหาสังคมสูงวัยและปัญหาเยาวชน จึงร่วมมือกับสภาการพยาบาล สนับสนุนทุนการศึกษาพยาบาลสาขาผู้สูงวัย รองรับสังคมสูงวัย และสนับสนุนทุนวิจัยโครงการศูนย์พยาบาลต้นแบบในชุมชน เพื่อลดปัญหาขาดแคลนบุคลากรในการดูแลผู้สูงอายุ และ มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว สำหรับทุนพัฒนาศักยภาพเด็กในเมืองหลวง โดยจัดค่ายเยาวชนให้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดปัญหาความรุนแรงในสังคม

“มูลนิธิฯ หวังว่าทุนดำเนินกิจกรรมนี้จะเป็นการแบ่งปันโอกาสและภูมิปัญญาในการสร้างบุคลากรเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการตอบโจทย์ปัญหาสังคม ตลอดจนพัฒนาเยาวชนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และขับเคลื่อนความสุขที่ยั่งยืนแก่สังคมไทย”

 

ให้อย่างยั่งยืน ด้วยธุรกิจชุมชนพัฒน์

แม้ว่า OTOP และ SMEs เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่จากสถิติพบว่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน เนื่องจากประสบปัญหาในการบริหารจัดการธุรกิจ

โตโยต้าจึงนำองค์ความรู้ในการทำธุรกิจของโตโยต้าที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อันได้แก่ วิถีโตโยต้า ระบบการผลิตแบบโตโยต้า และปรัชญาลูกค้าเป็นที่หนึ่ง มาถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการ OTOP และ SMEs ภายใต้โครงการ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556

โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ถ่ายทอดประสบการณ์ “ไคเซ็น-การปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินงานอย่างมืออาชีพ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่านี่จึงเป็นอีกหนึ่งแนวคิดการแบ่งปัญญ์ เปรียบเสมือนคำกล่าวที่ว่า “ถ้าท่านให้ปลาแก่คนจน เขาจะมีปลากินเพียงแค่วันเดียว แต่ถ้าท่านสอนวิธีจับปลาให้เขา เขาจะมีกินตลอดชีวิต”

 

มาดูกันว่าประกอบด้วยขั้นตอนอย่างไรบ้าง

  • การแบ่งปันขั้นแรก คือการที่โตโยต้าได้ส่งพนักงานเกษียณอายุผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตแบบโตโยต้า โดยร่วมมือกับผู้แทนจำหน่าย ในการดำเนินงานศึกษาปัญหาและปรับปรุงธุรกิจชุมชนต่างๆ รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำธุรกิจแก่เจ้าของกิจการและพนักงานทั้งหมด
  • ผลลัพธ์ที่จะได้หลังจากการปรับปรุงธุรกิจตามแนวทางโตโยต้า คือต้นทุนที่ลดลง และกำไรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การแบ่งปันในขั้นที่สอง นั่นคือความสุขและรายได้ที่เพิ่มขึ้นของพนักงานและคนในชุมชน
  • การแบ่งปันในขั้นสุดท้าย จะเกิดเมื่อธุรกิจชุมชนสามารถพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ปรับปรุงธุรกิจได้ด้วยตัวเอง โตโยต้าจะตกลงกับผู้ประกอบการในการยกระดับให้กลายเป็น ศูนย์การเรียนรู้ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์สู่ธุรกิจชุมชนอื่นๆ ต่อไป
  • ปัจจุบัน โตโยต้าได้ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ธุรกิจชุมชนแล้วทั้งหมด 12 แห่ง ใน 12 จังหวัด และได้ยกระดับธุรกิจตัดเย็บเสื้อโปโล ฮาร์ทโอทอป จ.กาญจนบุรี และวิสาหกิจชุมชนข้าวแตนสมุนไพรสายทิพย์ จ. ขอนแก่น เป็นศูนย์การเรียนรู้โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ ลำดับที่ 1 และ 2 ตามลำดับ

“เร็วๆ นี้ โตโยต้าจะขยายโครงการสู่ธุรกิจชุมชนเพิ่มเติมในอีก 10 จังหวัด ควบคู่ไปกับการนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินโครงการฯ มาร่วมแบ่งปันเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการประชารัฐ โดยความร่วมมือกับหอการค้าไทย และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่วนในอนาคต บริษัทฯ มีการวางแผนที่จะขยายโครงการโตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และขยายศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค ด้วยความร่วมมือกับภาครัฐ ชุมชน และผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ” 

 

โตโยต้าเมืองสีเขียว สู่ความท้าทาย ‘Toyota Environmental Challenge 2050’

จากพันธสัญญาที่เป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทโตโยต้าทั่วโลก ในการลดผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นศูนย์และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน หรือ ‘Toyota Environmental Challenge 2050’

“เรามีพันธสัญญา ‘Toyota Environmental Challenge 2050’ ที่เป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทโตโยต้าทั่วโลก ในการลดผลกระทบเชิงลบด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นศูนย์ นอกจากนั้น เรายังมุ่งแบ่งปันองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่สังคมไทย ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั่วประเทศ และเพิ่มผลกระทบเชิงบวกเพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน”

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จึงยึดมั่นในการบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการ ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ นั่นคือ การจัดซื้อ การขนส่ง ต่อเนื่องมาถึงกระบวนการกลางน้ำ คือการผลิตในโรงงาน จนถึงปลายน้ำ นั่นคือ ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการนำผลิตภัณฑ์มารีไซเคิลหรือการกำจัดซากอย่างถูกวิธี

ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทุกกระบวนการทำงาน เริ่มตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กระบวนการจัดซื้อจากผู้ผลิตชิ้นส่วนรถโตโยต้า (Supplier) การขนส่ง (Logistic) ต่อเนื่องมาถึงกระบวนการกลางน้ำ คือการผลิตรถยนต์ในโรงงานโตโยต้าทุกแห่ง (Toyota) และสุดท้ายคือ กระบวนการปลายน้ำ ซึ่งหมายถึงผู้แทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้า (Dealer) และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Product) เช่น รถยนต์ไฮบริด เป็นต้น

นอกจากกระบวนการผลิตแล้ว โตโยต้ายังมีการกระจายความรู้ ทำกิจกรรมปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว เช่น กิจกรรมปลูกป่าชายเลน เพื่ออนุรักษ์ผืนป่าชายเลนบริเวณสถานตากอากาศบางปู  กิจกรรมปลูกป่านิเวศ  โดยใช้ “หลักการปลูกป่านิเวศอย่างยั่งยืน” ตามแนวคิดของ ศ.ดร. อากิระ มิยาวากิ ที่ทำให้ป่าเติบโตเร็วขึ้น 10 เท่าตามวิวัฒนาการธรรมชาติ  หรือ กิจกรรมลดเมืองร้อนด้วยมือเรา ร่วมกับชุมชนและโรงเรียนทั่วประเทศในการดำเนินกิจกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นที่ของตน

เพื่อความยั่งยืนยังได้ขยายผลป่านิเวศในโรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ โดยการเปิดศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพและความยั่งยืน “ชีวพนาเวศ” เมื่อปี พ.ศ.2559 แบ่งปันองค์ความรู้ในเรื่องความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพแก่นักเรียนและผู้สนใจ และในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เราจะเปิดตัว “โตโยต้าเมืองสีเขียว อยุธยา” ศูนย์การเรียนรู้แห่งแรกนอกโรงงาน เพื่อขยายองค์ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสู่สาธารณชนให้มากขึ้น

ศูนย์การเรียนรู้ ชีวพนาเวศ
ศูนย์การเรียนรู้ ชีวพนาเวศในมุมสูง

ในปีนี้โตโยต้ายังร่วมมือกับจังหวัดอยุธยาในการบูรณะเรือนจำเก่า จุดสกัดหัวรอ จังหวัดอยุธยา ให้กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ละแวกใกล้เคียงได้เกิดจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมนำไปสู่การลงมือปฏิบัติต่อไป

นอกจากจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมแล้ว โตโยต้าคาดหวังว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่เชื่อมโยงกับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของอยุธยา ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (HA:MO) ในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Eco Tourism

ด้วยการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง คือความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่สังคมไทย เพื่อแบ่งปันความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ

ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็น “เมืองสีเขียว” พัฒนาคุณภาพการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ โตโยต้า เมืองสีเขียว…เพื่อธรรมชาติ เพื่อทุกชีวิต

และนี่เป็นปัจจัยสำคัญ ว่าทำไมโตโยต้าถึงทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้างนวัตกรรมยานยนต์ที่ประหยัดพลังงานมากที่สุด เพราะสำหรับโตโยต้าแล้วการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุด คือการบริหารจัดการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ด้วยกิจกรรมที่ทำมาอย่างต่อเนื่องทั้งหมด ไม่ว่าด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนด้านเศรษฐกิจ ภายใต้นิยามการ “แบ่งปัญญ์” อย่างไม่สิ้นสุด ผู้บริหารหวังว่าผู้ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมจะนำภูมิปัญญาดังกล่าวไปส่งต่อแก่คนอื่นๆ

เช่น นักเรียนทุนที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาจะนำโอกาสที่ได้ไปต่อยอดในการช่วยเหลือผู้อื่น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสิ่งแวดล้อมจะนำความรู้และจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมไปถ่ายทอดแก่คนใกล้ตัว หรือธุรกิจชุมชนที่ได้รับประสบการณ์จะนำประสบการณ์ไปส่งต่อแก่ธุรกิจชุมชนอื่นๆ ต่อไป

ทั้งหมดคือการขับเคลื่อนความสุขสู่สังคมไทย ผ่าน “การแบ่งปันที่ไม่สิ้นสุด” อย่างแท้จริง


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer