กลยุทธ์เบอร์ 1 ตลาดน้ำตาล ‘มิตรผล’ ขอหวานจากธรรมชาติคว้าใจผู้บริโภค

ความน่าสนใจของเจ้าตลาดน้ำตาลมูลค่าหมื่นล้านในไทยอย่าง “มิตรผล” คือการเปิดเกมเดินหน้ารุกบิ้วอัพโปรดักส์ในเซกเมนต์น้ำตาลจากธรรมชาติอย่าง “น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ” เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่หันมาดูแลสุขภาพกันอย่างจริงจัง หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการปรุงแต่งเยอะ อีกทั้งยังมีทัศนคติที่ดีกับสินค้าที่มาจากธรรมชาติ

ซึ่งทางมิตรผลเองมองเห็นโอกาสในการรุกตลาดกลุ่มลูกค้าที่ว่า จึงเลือกหยิบเอาผลิตภัณฑ์อย่าง น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ ที่ผลิตจากอ้อยธรรมชาติ 100% ผ่านกระบวนการผลิตน้อยกว่า เป็นตัวชูโรงในการรุกตลาด พร้อมปล่อยแคมเปญการตลาดภายใต้แนวความคิดหลัก Less is More น้อยๆ เป็นธรรมชาติๆ ย่อมดีกว่า” สะท้อนแนวความคิดที่ว่า “สิ่งที่มาจากธรรมชาติ ผ่านการปรุงแต่งน้อยๆ นั้นดีที่สุด” และหนังโฆษณาใหม่อย่าง “ธรรมชาติเค้ารู้กัน”

‘ธรรมชาติและความยั่งยืน’ สะท้อนผ่านตัวสินค้า ตลอดจนมาตรฐานกระบวนการผลิต

เป็นเรื่องธรรมดาของการทำธุรกิจที่ไม่สามารถหยุดนิ่งอยู่กับที่และหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นมูฟเมนต์ใหม่คือการเดินหน้าพัฒนาสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการอะไรบางอย่างของผู้บริโภคได้

ผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ (Nature Cane Sugar) คือหนึ่งในก้าวสำคัญของแบรนด์ มิตรผล ที่ต้องการตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดน้ำตาล โดยมุ่งพัฒนาสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ที่สำคัญผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังมีทัศนคติที่ดีกับสินค้าที่มาจากธรรมชาติผ่านกระบวนการผลิตและการปรุงแต่งที่น้อยกว่า

“หากมองในมุมของโปรดักส์ น้ำตาลอ้อยธรรมชาติ คือน้ำตาลปรุงแต่งน้อย ธรรมชาติมาก แถมยังให้รสชาติที่แตกต่างจากน้ำตาลทั่วไป ซึ่งการคงความเป็นธรรมชาติไว้ด้วยการผ่านกระบวนการผลิตที่น้อยกว่าน้ำตาลสูตรปกติ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์น้ำตาลที่ได้ออกมามีความหอมหวาน มีสีสัน และมีกลิ่นของอ้อยธรรมชาติแตกต่างจากน้ำตาลขาวปกติ”

ผ่าแคมเปญ Less is More สื่อสารกับผู้บริโภคอย่างไรให้ตรงจุด!

เริ่มต้นจากการปล่อยคลิปวิดีโอบนสื่อออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงแนวความคิดหลักในการพัฒนาสินค้าที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค รวมถึงแนวคิดในการพัฒนาธุรกิจที่เน้นหนักไปที่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกฝ่าย

มิตรผล จึงผุดแคมเปญ ‘Less is More อะไรที่น้อยๆ เป็นธรรมชาติๆ ย่อมดีกว่า” สะท้อนให้เห็นแนวความคิดที่ว่า “สิ่งที่มาจากธรรมชาติ ผ่านการปรุงแต่งน้อยๆ นั้นดีที่สุด”

สอดคล้องกับตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้ำตาลอ้อยธรรมชาติที่ผลิตจากอ้อยธรรมชาติ 100% รวมถึงยังเป็นการสื่อสารไปยังผู้บริโภคเพื่อให้เห็นถึงแนวความคิดการพัฒนาสินค้าและธุรกิจที่จำเป็นในทุกกระบวนการ และต้องคำนึงถึงทั้งในส่วนของผู้บริโภค สังคม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผลกระทบต่อสังคมและธรรมชาติ

โดยแคมเปญ Less is More จะถูกสื่อสารผ่าน 3 แนวความคิดหลัก ประกอบไปด้วย

Less is More Tasty”: ชี้ให้เห็นจุดเด่นของน้ำตาลอ้อยธรรมชาติ 100% นั่นก็คือเรื่องของ รสชาติความหวานที่เป็นธรรมชาติ

เริ่มต้นจากการปล่อยคลิปวิดีโอสำหรับปล่อยบนสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ธรรมชาติเค้ารู้กัน” มีตัวละครหลักเป็นลูกช้างตัวน้อย ที่มาคอยดักรถของหญิงสาวที่ซื้อน้ำตาลอ้อยธรรมชาติมิตรผลติดรถมา “เพราะช้างน้อยรู้ดีว่าน้ำตาลจากมิตรผลมาจากธรรมชาติ จึงอยากได้จนถึงขั้นต้องมาดักรอ!”

ต่อด้วยการเร่งสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคผ่าน Food Blogger ให้มาทดลองสร้างสรรค์เมนูอาหารจากน้ำตาลอ้อยธรรมชาติ มิตรผล เพื่อพิสูจน์ว่า “แค่เปลี่ยนน้ำตาล อาหารก็อร่อยขึ้น”

ตัวอย่างเมนูขนมไทยๆ อย่าง “สังขยาฟักทอง” โดย foodbymay ที่แค่เปลี่ยนน้ำตาลทั่วไปมาใช้มิตรผลน้ำตาลอ้อยธรรมชาติ 100% ก็ทำให้อาหารมีรสชาติที่ดีกว่าเดิม หวานหอมขึ้นกว่าเดิม

หรือใครสายเฮลตี้ต้องพบกับ “สแน็กบาร์ธัญพืช” จาก Eat Clean and Workout  ที่ทั้งทำง่ายและเพิ่มรสชาติด้วยน้ำตาลอ้อยธรรมชาติ กินง่ายอร่อยกว่าเดิม

Less is More Happy”: โฟกัสให้เห็นข้อดีของผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน “กระบวนการผลิตที่น้อยกว่า รักษาความเป็นธรรมชาติไว้” ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับความสุขของคนเราที่ไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งมากจนเกินพอดี ชีวิตก็มีความสุขได้ทั้งร่างกายและจิตใจ สื่อสารออกมาเป็นคลิปวิดีโอ 3 เรื่อง ประกอบไปด้วย

แต่งหน้าจัด VS แต่งหน้าธรรมชาติ: เพื่อสื่อถึงการแต่งหน้าที่เกินความพอดีก็ไม่อาจทำให้คุณสวยที่สุด

ปรุงแต่งมาก VS ปรุงแต่งน้อย: เพื่อสื่อถึงอาหารที่ปรุงแต่งเกินความพอดีก็อาจไม่ใช่เมนูที่อร่อยที่สุด

กระบวนการมาก VS กระบวนการน้อย: เพื่อให้คนฉุกคิดว่าการบริโภคอะไรที่ปรุงแต่งน้อยๆ ย่อมดีกว่า

“จะเห็นว่าอะไรที่มันเกินความพอดี ปรุงแต่งมากจนเกินไป
ก็อาจทำให้เราเสียสมดุลบางอย่างในชีวิตไป”

Less is More Love”: แนวความคิดสุดท้ายที่มิตรผลต้องการสื่อสารไปยังผู้บริโภค คือเรื่องของมาตรฐานที่รับการรับรองจาก BONSUCRO องค์กรควบคุมมาตรฐานกลางที่ผู้ประกอบการชั้นนำในวงการน้ำตาลทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 458 รายทั่วโลก สมาชิกส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยผู้ประกอบการที่ใช้น้ำตาลในการดำเนินธุรกิจ กลุ่มโรงงานผู้ผลิต กลุ่มชาวไร่อ้อย ซัปพลายเชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ฯลฯ

คิดภาพง่ายๆ BONSUCRO ก็เปรียบเสมือนคนกลางที่คอยให้การรับรอง ควบคุมดูแลธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลคุณภาพสินค้า ขั้นตอนกระบวนการผลิต การดูแลพนักงาน การทำธุรกิจที่โปร่งใสระหว่างซัปพลายเชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตลอดจนการตั้งราคาซื้อ-ขายน้ำตาลที่เป็นธรรม

“นั่นหมายความว่าแบรนด์ผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำตาลที่ได้รับการยอมรับจาก BONSUCRO คือองค์กรที่ผ่านมาตรฐานจากการรับรองระดับโลก ซึ่งจำเป็นต้องใส่ใจและควบคุมคุณภาพในทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ รวมถึงมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีแนวทางการพัฒนาทั้งในส่วนขององค์กร แบรนด์ และตัวผลิตภัณฑ์ เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกๆ ฝ่าย”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer