5 digital trends change lifestyle

 

ในวันที่เทคโนโลยีมีบทบาท และเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนโดยไม่รู้ตัว

เอ็นโวโรเซล (ไทยแลนด์) เชื่อว่าการ Disturb ของเทคโนโลยีจะสร้างการเปลี่ยนการทำตลาดของนักการตลาดรุ่นใหม่ให้เปลี่ยนไปจากเดิม ผ่าน 5 เทรนด์ที่จะกลายเป็นกระแสหลักของโลกในปี 2018 ต่อเนื่องไปในอนาคต ซึ่งในประเทศไทยเทรนด์บางเทรนด์อาจจะดูไม่เด่นชัดนัก โดย Marketeer ของเริ่มจากเทรนด์ที่คาดว่าจะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงกับคนไทยก่อนเทรนด์อื่นๆ

 

1.From Store to Stream

eMarketplace ได้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ผู้ขายสามารถขายสินค้าได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน หรือพื้นที่ขายในโลกออฟไลน์

จากข้อมูลของ เอ็นโวโรเซล (ไทยแลนด์) พบว่า ในแต่ละเดือนมีการพูดคุยซื้อขายสินค้าผ่าน eMarketplace ทั่วโลกมากถึง 550 ล้านคน และมีการประกาศขายสินค้ามากกว่า 18 ล้านรายการ

เอ็นโวโรเซล (ไทยแลนด์) เชื่อว่าในอนาคตการซื้อขายผ่าน eMarketplace และร้านค้าออนไลน์ ได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม สู่การ Livestream แทนภาพถ่ายสินค้าแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงตามไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค และการรุกตลาดอย่างหนักหน่วงของฟีเจอร์ Facebook Live ที่เข้ามาตีตลาดของ Youtube

โดยเอ็นโวโรเซล (ไทยแลนด์) ให้ข้อมูลว่าในปี 2016 ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ดู Live VDO เติบโตเพิ่มขึ้น 81% จากปี 2015

80% ของผู้ดู Live VDO ต้องการให้แบรนด์ Livestream แนะนำสินค้า หรืออื่นๆ มากกว่าอ่านบล็อกหรือคอนเทนต์ของแบรนด์

ส่วนประเทศไทยเชื่อว่าเทรนด์นี้จะเข้ามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเป็นเทรนด์แรกๆ เพราะประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการ Livestream ผ่าน Facebook สูง จะเห็นได้ว่าใน Newsfeed จะมีพ่อค้าแม่ค้าออกมา Live ขายสินค้าจำนวนมาก ไม่รวมถึง Live เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่การ Livestream ในไทยยังคงกระจุกตัวอยู่กับผู้ค้ารายย่อย แต่ยังไม่มีแบรนด์ไหนนำมาเป็นจุดขายหลักในการทำตลาด

สิรินพร จิวานันต์ กรรมการผู้จัดการเอ็นโวโรเซล (ไทยแลนด์) ได้ยกตัวอย่างบริษัทขายไข่มุกอย่าง Xinda Zhan ในประเทศจีน ที่สร้างจุดขายไข่มุก ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อเลือกซื้อหอยมุกจากฟาร์ม Xinda Zhan ผ่าน Livestream ในราคาตัวละ 300 บาท เพื่อลุ้นว่าหอยมุกที่เลือกมีไข่มุกในนั้นหรือไม่ ถ้าโชคดีก็อาจจะได้ไข่มุกหลายเม็ด ทำให้ผู้บริโภครู้สึกสนุกในการลุ้น จนธุรกิจนี้สามารถสร้างการเติบโตด้วยรายได้ 140 ล้านบาท หรือ 30ล้านหยวน ภายใน 5 เดือน

แต่ Live อาจจะไม่ใช้ Livestream ของร้านค้าออนไลน์อย่างเดียว สิรินพร ได้ให้ความเห็นว่า ในวันนี้ Physical Retail หลายแบรนด์ได้ปรับตัวสู่การให้ประสบการณ์การทดลองสินค้าผ่าน Live ที่ไม่ใช่การถ่ายทอดสด

อย่างเช่น IKEA มีแอปพลิเคชั่นให้ผู้บริโภคนำเฟอร์นิเจอร์ IKEA มาจัดวางที่ห้องของตัวเองในโลกเสมือนก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าจริง รวมถึง Yves Saint Laurent แบรนด์เครื่องสำอางที่มีบริการสแกนหน้าลูกค้าและให้ลูกค้าทดลองแต่งหน้าเสมือนสร้างประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ

 

2.From Plain to Play Content

กีฬาอีสปอร์ตได้เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคนยุคใหม่ ให้เล่นและดูกีฬาที่เป็น Traditional น้อยลง

โดยในอเมริกากระแสอีสปอรต์ได้เปลี่ยนพฤติกรรมคนดูโอลิมปิกลดลง 15% NFL : National Football League ลดลง 9% และ Premier League ลดลง 19% โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

และกีฬาอีสปอร์ตยังทำให้แบรนด์และสโมสรใหญ่ๆ เข้ามาสนับสนุนกีฬาอีสปอร์ตมากขึ้น

ส่วนประเทศไทยกีฬาอีสปอร์ตได้บรรจุเป็นกีฬาไม่นานมานี้

ถ้าเอาเล่นเกมมารวมกันทั้งหมด คนไทยเล่นเกมเป็นอันดับที่ 20 ของโลก จากจำนวนผู้เล่น 18.3 ล้านคน เติบโตเฉลี่ย 15%

โดยส่วนใหญ่คนไทยเล่นเกมผ่านมือถือ และใช้เวลาในการเล่นเกม 21 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

การเติบโตของนักเล่นเกมในประเทศไทยเป็นโอกาสทางการตลาดของนักการตลาดในการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านเกม และเกิด Engagement มากกว่าการดูโฆษณาที่ผู้บริโภครู้สึกเป็นการยัดเยียดให้ชม

สิรินพร แนะนำการสื่อสารผ่านผู้บริโภคยุคใหม่ แบรนด์ควรสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบเกมเพื่อให้ผู้บริโภค engagement กับแบรนด์ทุกวันโดยไม่รู้ตัว เช่น ในต่างประเทศแบรนด์ซีเรียลและเครื่องดื่ม Nesquik ได้ประยุกต์เกมกับเทคโนโลยี AR ให้ลูกค้าเก็บเล่นเกมเก็บคะแนนด้วยการใช้ Logo และกล่อง Nesquik เป็นจุดมาร์กให้เออาร์ทำงาน

 

3.From Human Touch to Human Less

หลงทางไปไหนไม่ถูก ส่วนใหญ่จะเลือกถาม Google Map มากกว่าคนแถวนั้น ได้บอกอะไรเราบางอย่าง

ในปีหน้าสิรินพร เชื่อว่าคนไทยจะหันมาพึ่ง Self Service มากขึ้น จากความคุ้นชินและความชอบในการคอนโทรลทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพนักงานที่เป็นคนที่บางครั้ง Service Mind อาจไม่ดีนัก

ส่วนในต่างประเทศเทรนด์นี้ได้เริ่มชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นสนามบิน Changi Airport Terminal 4 ในประเทศสิงคโปร์ได้กลายเป็นสนามบินที่แทบจะไม่ได้ใช้คนในการให้บริการ จากการได้ติดเครื่อง Fast and Seamless Travel ให้ผู้โดยสารเช็คอิน รับ boarding pass โหลดกระเป๋าด้วยตัวเอง

หรือลอว์สันประเทศญี่ปุ่นนำร่องให้บริการตะกร้าช็อปปิ้งอัจฉริยะที่คิดราคาสินค้าพร้อมนำสินค้าใส่ถุงแบบอัตโนมัติไม่ต้องพึ่งแคชเชียร์คิดเงิน

 

หรือ Uberที่ร่วมมือกับวอลโว่ พัฒนารถไร้คนขับเพื่อลดปัญหาการหาคนเข้ามาสมัครขับรถ และอื่นๆ

 

4.From Word of Mouth to Word of Mouse

Word of Mouth จากคน และ Influencer อาจใช้ไม่ได้ผลกับการทำการตลาดอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคยุคใหม่จะเชื่อดิจิทัลมากขึ้น

เอ็นโวโรเซล (ไทยแลนด์) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ใรปีที่ผ่านมาจำนวน Smart Watch ทั่วโลกมีมากถึง 75 ล้านเครื่อง และเพิ่มเป็น 141 ล้านเครื่องในปีนี้

การเติบโตของ Smart Watch ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้พึ่งพาดิจิทัลช่วยเหลือในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่นการใช้ Smart Watch เป็นเครื่องนับก้าว วัดระดับการเต้นของหัวใจ มอนิเตอร์การวิ่ง และอื่นๆ ที่คนไม่สามารถเก็บข้อมูลได้แม่นยำ  

รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยี AI และ Wearable Device อื่นๆ ที่จะกลายเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการคำนวณวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะบุคคล และแนะนำสิ่งที่เหมาะสมกับผู้บริโภคแต่ละคนในรูปแบบ Individualization

 

5.From Actual to Virtual

สิรินพร มองว่าการคุ้นเคยกับ Self Service มากขึ้น การ Socialize ระหว่างคนด้วยกันน้อยลง คนจะหันไป Socialize กับ Digital Human และ Chat bot มากขึ้น เพราะอย่างน้อย Digital Human ก็พูดแต่เรื่องดีๆ ให้สบายใจ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกดี และหลงรัก

และ Chat bot ได้กลายเป็นเครื่องมือของการตลาดที่แบรนด์จะใช้ในตอบโต้กับผู้บริโภค เช่นในอเมริกา โดมิโนพิซซาได้ใช้ Chat bot รับการสั่งซื้อพิซซ่าของลูกค้าเป็นต้น