ตลาดฟิล์มกรองแสง มีมูลค่าเท่าไร ? ตลาดนี้โตเพราะรถใหม่ก็ได้ รถเก่าก็ดี
เป็นที่ทราบกันดีว่า 1-2 ปีนี้ ตลาดรถยนต์กลับมาเติบโตอย่างคึกคักเนื่องจาก ภาษีรถคันแรกหมดไป

โดยในปีนี้ค่ายรถหลากหลายค่ายได้ประเมินตัวเลขว่าปีนี้ตลาดรถยนต์ใหม่ ทะลุถึง 1 ล้านคัน เติบโตจากปีก่อนกว่า 12% ส่งผลให้ตลาดรถยนต์เติบโตอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เองได้ส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกันอย่าง “ตลาดฟิล์มกรองแสง” นั้นเติบโตตามไปด้วย

ตลาดฟิล์มกรองแสงจะรถใหม่ก็ได้ หรือรถเก่าก็ดี

โฉลก วณิชชากรพงศ์ บริษัท ลีวณิชย์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิลม์กรองแสงติดรถยนต์ Hi-Kool ได้ให้ข้อมูลว่า “มูลค่าตลาดฟิล์มกรองแสงประเทศไทยมีตัวเลขเติบโตประมาณ 12-15% ต่อปี ซึ่งปีนี้ก็คาการณ์ว่าตลาดจะเติบโตได้เหมือนที่ผ่านมา โดยจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท และในปี 2562 ก็คาดว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10%”

ตลาดฟิล์มกรองแสงนี้ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่รถยนต์ใหม่เพียงเท่านั้น แต่รถยนต์เก่าหรือ After Market ก็มีส่วนผลักดันตลาดให้มีการเติบโต โดยอายุการใช้งานของฟิล์มต่อรถ 1 คัน จะมีอายุเฉลี่ย 5-6 ปี ก็จะเสื่อมคุณภาพทำให้การกรองแสงลดลง

ปัจจุบันตลาดฟิล์มกรองแสงนั้นจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่ 2 ตลาดคือ ตลาดรถยนต์ใหม่ และตลาดรถยนต์เก่า หรือ After Market และถ้าแบ่งสัดส่วนมูลค่าตลาดฟิล์มกรองแสง คือ 40% มาจากรถยนต์ใหม่และอีก 60% มาจากตลาด After Market เห็นได้ว่า After Market นั้นมีสัดส่วนที่เยอะกว่าเนื่องจากรถยนต์เก่าที่มีความต้องการเปลี่ยนฟิล์มมีมากกว่ารถยนต์ใหม่ในตลาดนั่นเอง

และรถเก่าอายุตั้งแต่ 6-7 ปีที่ต้องการเปลี่ยนฟิล์ม (After Market ) ในปี 2561 นั้นมีประมาณ 800,000 คัน เติบโตจากปี 2560 ประมาณ 15-20% และในปี 2562 นั้นก็ถูกคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 10%

ตามที่ศูนย์วิจัยกสิกรประเมินไว้ว่า ปีนี้คือจุดพีคที่สุดของตลาดรถยนต์ คือทะลุ 1 ล้านคัน แต่ในปีหน้าจะลดลง 2-3% นั้นจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ “ตลาดฟิล์มกรองแสง” หรือไม่นั้น กลับบอกได้ว่าไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเลย เนื่องจากตลาดฟิล์มกรองแสงนั้นไม่ได้พึ่งพาแค่รถยนต์ใหม่เท่านั้น แต่รถเก่าที่ต้องการเปลี่ยนฟิล์มกลับมีผลต่อตลาดในระดับที่มากกว่ารถยนต์ใหม่นั่นเอง

ราคายังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

เมื่อทราบถึงภาพรวมของตลาดไปแล้วจะไม่กล่าวถึงก็ไม่ได้นั่นคือ ปัจจัยการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ระดับแรกยังคงมาจาก “ราคา” โดยส่วนใหญ่ในตลาดระดับราคามีตั้งแต่ 4,000 บาท (รวมค่าติดตั้ง) จนถึงในระดับราคากว่า 30,000 บาท (รวมค่าติดตั้ง) แต่ 70% ของตลาดอยู่ในช่วง 5,000-6,000 บาท (รวมค่าติดตั้ง) เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ผู้บริโภครับได้ และส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อได้ง่ายนั่นเอง

นอกจากเรื่องราคาแล้ว การตัดสินใจจากอะไรเป็นลำดับต่อไปนั้น คือคุณภาพและแบรนด์ ในยุคนี้ฟิล์มต้องดำ มองจากข้างนอกไม่เห็นแต่ต้องมองออกไปชัดเจน รวมถึงฟิล์มต้องไม่มันวาวแต่ต้องดูสว่าง นี่คือสิ่งที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องการ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอากาศร้อน ฟิล์มดำๆ เลยจำเป็นต่อผู้บริโภคนั่นเอง แต่ผู้บริโภคในตลาดชอบฟิล์มดำก็จริงแต่ไม่ชอบความมันวาว เพราะจะทำให้รู้สึกว่ามืดไปกลัวจะมองจากข้างในไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ คุณสมบัติที่ฟิล์มต้องมี นั่นก็คือ กันรังสี UV ดำอย่างเดียวไม่พอ ต้องกัน UV ได้ด้วยถึงจะคุ้มค่า

ตลาดนี้ก็มี Hi-End

อย่างที่ทราบกันไปแล้วระดับราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อแต่ยังมีคนอีกกลุ่มหรือที่เรียกกันว่ากลุ่ม Hi-End ที่ไม่สนใจเรื่องราคาซึ่งจะอยู่ในระดับการติดฟิล์มที่ 15,000 ขึ้นไป (รวมค่าติดตั้ง) เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้ใช้งานรถหรู หรือพวกระดับ Super Car จึงจำเป็นต้องใช้ฟิล์มให้เหมาะสมต่อราคารถนั้นเอง

ด้านคุณสมบัตินั้นต้องได้รับมากกว่าฟิล์มธรรมดา ต้องสามารถกัน UV ได้ถึง 99% ลดความร้อน ต่อให้จอดกลางแจ้ง เพิ่มความสวยงามให้ตัวรถ รวมทั้งต้องมีความดำสนิทจากภายนอก สะท้อนแสงน้อย มองเห็นทัศนวิสัยได้ดี ไม่รบกวนการเชื่อมต่อของอุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น มือถือ Easy Pass GPS เป็นต้น และต้องมีอายุการใช้งานได้มากกว่า 10 ปีขึ้นไป

เห็นได้ว่าตลาดฟิล์มกรองแสงนั้นไม่ได้มีเฉพาะตลาด Mass เท่านั้น แต่ยังมีตลาด HI-End อีกด้วย ซึ่งก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของแบรนด์ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายที่จะต้องทำสินค้ามาตอบสนองตลาดเหล่านี้

สุดท้ายนี้สำหรับด้านการแข่งในตลาดฟิล์มกรองแสงนั้นนับว่ามีการแข่งขันที่ดุเดือดเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเปิดตลาดอย่างต่อเนื่องแต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค คือการมุ่งเน้นคุณภาพสินค้าและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ นั่นเอง

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer