อีคอมเมิร์ซจีนนำเข้าสินค้าไทยกว่า 2 หมื่นล้าน ‘ทุเรียนอบแห้ง’ ‘หมอนยางพารา’ คงสินค้ายอดฮิต “เจดีเซ็นทรัล” จับมือ “เจดีดอทคอม” ชูกลยุทธ์ส่งเสริม SMEs ไทยดันสินค้าเข้าตลาดจีน จับมือ 3 หน่วยงานบันทึกข้อตกลงเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ-ใช้ IT พัฒนาระบบโลจิสติกส์-ให้ความรู้แก่นักศึกษา

 ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด เปิดเผยว่าหลังจากเปิดตัวแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ “เจดีเซ็นทรัล” มาเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือน ลูกค้าให้ความสนใจเป็นอย่างดี โดยสังเกตได้จากอัตราการสั่งซื้อของเจดีเซ็นทรัลซึ่งอยู่ที่ 3-4% (เข้าเว็บ 100 คนสั่งซื้อ 3-4 คน) ขณะที่อีคอมเมิร์ซเจ้าอื่นมีอัตราอยู่ที่ 1-2%

ญนน์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณ 2-3 พันล้านบาท ในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในประเทศ โดยร่วมมือกับ DHL Kerry และไปรษณีย์ไทย เพื่อให้สินค้าถึงมือลูกค้าเร็วที่สุดโดยปัจจุบันใช้ระยะเวลาเร็วที่สุดอยู่ที่ภายใน 1 วันในกรณีที่มีออร์เดอร์ก่อน 11 โมงเช้าลูกค้าจะได้รับสินค้าช่วงเย็น โดยสินค้ายอดนิยมของเจดีเซ็นทรัลยังคงเป็นหมวดโทรศัพท์มือถือและแฟชั่น

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา เจดีเซ็นทรัลก็ได้เปิดตัว JD Thailand Official Flagship Store (thailand.jd.hk) ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าของประเทศไทยอย่างเป็นทางการบน JD.com (เว็บไซต์จีน) รวมถึงที่ JD.com นำเข้าสินค้าโดยไม่ได้ผ่าน Flagship Store ทั้งหมด ทำให้สินค้าของไทยได้ส่งไปตลาดจีนเป็นมูลค่าเฉลี่ย 2 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าที่เป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนคือผลไม้เกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมอนยางพารา และทุเรียนอบแห้ง ตามด้วยสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม อาหาร-เครื่องดื่ม และของใช้ในบ้าน

ล่าสุด เจดีเซ็นทรัลจับมือเจดีดอทคอมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกัน 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ (DITP) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DEPA) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) โดยเซ็น MOU ร่วมกัน 3 ฉบับ

ฉบับที่ 1 ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วย “การส่งเสริมและสนับสนุนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ” เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและผลักดันสินค้า SMEs ไทย

ฉบับที่ 2 ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ว่าด้วย “การพัฒนาการประกอบการธุรกิจดิจิทัล” โดยนำเสนอไอทีโซลูลั่นส์ (IT Solution) สำหรับการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และระบบห่วงโซ่อุปทาน

ฉบับที่ 3 ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าด้วย “การพัฒนาศักยภาพและให้องค์ความรู้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย”

ญนน์ กล่าวอีกว่า ข้อตกลงความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการและธุรกิจภาคเทคโนโลยีดิจิทัลให้สามารถพัฒนาวิธีจัดการและจัดเก็บการขนส่ง (Logistics Solution) และระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain System) ครอบคลุมไปถึงการใช้ระบบ AI (Artificial Intelligence) อีกทั้งหลังจากนี้จะมีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (e-Learning Center) โครงการนำร่องเมืองอัจฉริยะ (Smart Citied Initiatives) และที่สำคัญจะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้ส่งสินค้าให้เข้าถึงตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์ม JD

ญนน์ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2562 จะมีผู้ประกอบการจำนวน 10,000 รายที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าในเจดีเซ็นทรัล

ด้านคริสทีน หว่อง รองกรรมการบริหารฝ่ายสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจดี กรุ๊ป มองว่าการที่ภาครัฐสนับสนุนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซถือเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่นโยบาย Thailand 4.0 และยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคต่างประเทศเป็นอีกช่องทางที่ช่วยผู้ประกอบการ SME มีรายได้เพิ่มขึ้น


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer