ป๋าเต็ดบอก “เพราะมีให้ดูฟรีบ่อย คนไทยเลยไม่ค่อยเสียตังค์ให้กับคอนเสิร์ตไทย”

บัตรคอนเสิร์ตศิลปินไทย คนไทยจะยอมจ่ายเงินโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 บาท ส่วนบัตรคอนเสิร์ตต่างประเทศไม่ว่าจะ 5,000 หรือ 10,000 คนไทยกลับยอมจ่ายอย่างไม่ลังเลแม้จะต้องต่อคิวซื้อนานแค่ไหนก็ตาม

ประโยคข้างต้นคือสิ่งที่ ยุทธนา บุญอ้อม หรือที่หลายคนรู้จักกันในนามของป๋าเต็ด เจ้าพ่องาน Music Festival ระดับประเทศกล่าวกับสื่อมวลชน

แม้จะเป็นประโยคที่ฟังแล้วเศร้า แต่มันก็คือเรื่องจริงที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

โดยป๋าเต็ดยังได้พูดถึงเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่ค่อยยอมจ่ายเงินให้กับคอนเสิร์ตไทยไว้อย่างน่าสนใจอีกว่า

“สมัยนี้มีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะก็จริง แต่ก็ยากที่จะหาศิลปินที่สามารถเป็น Magnet ดึงดูดให้คนมาเสียเงินซื้อบัตรได้ อีกอย่างในเมื่อมีงานฟรีให้ดูคอนเสิร์ตของศิลปินพวกนี้มากมาย คนดูก็เลยไม่รู้จะเสียเงินมาซื้อบัตรไปทำไมกัน”

ซึ่งทางออกของป๋าเต็ดในการแก้ปัญหาที่คนไทยไม่ค่อยยอมเสียเงินให้กับคอนเสิร์ตไทย รวมไปถึงการที่มีคู่แข่งในธุรกิจ Show Biz เกิดขึ้นมากมาย ก็คือการจัด Festival ในรูปแบบใหม่ขึ้นมาเป็นของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่าYAK Fest (ยักษ์ เฟส) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 นี้ ณ เขาใหญ่

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้ว YAK Fest กับ Big Mountain งานที่กลายเป็นภาพจำของป๋าเต็ดนั้นแตกต่างกันอย่างไร

ต้องอธิบายให้เข้าใจแบบนี้ เจ้าของลิขสิทธิ์ Big Mountain คือแกรมมี่ และหลังจากที่ป๋าเต็ดได้ลาออกมา แกรมมี่ก็ให้ป๋าเต็ดบริหารงาน Big Moutain เหมือนเดิม

แต่ YAK Fest คืองานที่จัดขึ้นโดย บริษัท แก่น 555 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ป๋าเต็ดเป็นเจ้าของและบริหารงานเองทั้งหมด และงาน YAK Fest ก็คืองาน Music Festival ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง บริษัท แก่น 555 จำกัด และ บริษัท คูล เอเจนซี่ จำกัด ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอีเวนต์ในไทย ด้วยงบลงทุนประมาณ 25-30 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณไปกับการทำ Production

โดยป๋าเต็ดบอกว่า YAK Fest ไม่ใช่ Music Festival อย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน แต่เป็นงานเทศกาลที่จะมีกิจกรรม workshop ให้ทำประมาณ 60% และอีก 40% เป็นส่วนของดนตรี (ถ้านึกภาพไม่ออก ขอให้ลองคิดถึง Wonderfruit ซึ่งเป็นงานที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกัน)

สำหรับงบประมาณในการทำ Marketing ป๋าเต็ดเปิดเผยว่าจะใช้งบในการทำให้ผู้คนรู้จัก YAK Fest ประมาณ 3 ล้านบาท และด้วยความที่ไม่ใช่ Music Festival นี่จึงเป็นความท้าทายในการทำ Marketing ของป๋าเต็ดที่ต้อง Educate ผู้คนให้เข้าใจว่าจริง ๆ แล้ว YAK Fest คืออะไรกันแน่

ส่วนเป้าหมายที่คาดหวังในการจัด YAK Fest ป๋าเต็ดมองว่าเพียงแค่คืนทุนเขาก็พอใจแล้ว เพราะวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อกำไร แต่เป็นเพื่อสร้างแบรนด์ให้คนได้มารู้จักกับงานรูปแบบใหม่ ๆ และเมื่อมีคนรู้จัก จะหวังกำไรจากการจัดงานในครั้งต่อไปก็ยังไม่สาย

เหมือนกับ Big Mountain ที่ครั้งแรก ๆ ผู้คนก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่พอมีการจัดงานในครั้งต่อ ๆ ไปบัตรก็ขายแทบจะไม่ทัน


เพิ่มเติมจากประเด็นในข้างต้น : ป๋าเต็ดเปิดเผยว่าการทำ Music Festival ที่ดี รายได้ควรจะมาจากการขายบัตร 70% และอีก 30% มาจากสปอนเซอร์ ซึ่งจากข้อมูลที่ได้มาในประเทศไทยมีเพียง 2 งานเท่านั้นที่ทำได้

นั่นก็คือ Big Mountain และ S20 ที่เป็นเทศกาลสงกรานต์ EDM ข้อมูลตรงนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายในธุรกิจ Music Festival นั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ การจะหาเงินจากกระเป๋าของผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนแต่ก่อน


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer