ในยุคที่ดิจิทัลกำลังเข้ามาDisrupt ธุรกิจ เอสซีจีองค์กรใหญ่ที่มีอายุถึง 105 ปี และมีพนักงานทั้งในไทยและต่างประเทศถึง 57,000คน กำลังถูกมองว่าจะมีนโยบายในการลดขนาดขององค์กร ด้วยการลดคนหรือไม่เพื่อให้ทำงานคล่องตัวและเร็วขึ้น
รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ยืนยันว่า “แผนการลดคนของเอสซีจีไม่มีแน่นอน และยังรับคนใหม่ทุกปี แต่ในขณะเดียวกันวันนี้จะต้องมีการ Reskill และ Training พนักงานอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นกว่าเดิม เพื่อให้พนักงานมีทักษะในการทำงานที่หลากหลายและแตกต่างจากเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการทำธุรกิจใหม่ๆขององค์กรด้วย”
“พนักงานคือ asset ที่สำคัญที่สุดขององค์กร ยิ่งองค์กรจะได้รับผลกระทบเท่าไหร่คนยิ่งสำคัญมากขึ้น ต้องยอมรับว่าในอนาคตข้างหน้ามีการเปลี่ยนแปลงที่สูงและมาเร็วมาก การให้ความสำคัญด้วยการพัฒนาคนให้มีความสามารถรอบตัว เป็นการเตรียมรับมือที่ดี และยังทำให้องค์กรสามารถทำงานได้คล่องตัวและเร็วขึ้นด้วย”
เอสซีจี อาจจะไม่ใช่องค์กรที่ถูกดิจิทัล disruptได้อย่างรวดเร็วเหมือนธุรกิจธนาคาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ แต่มีบางบิสสิเนสยูนิตที่ถูกผลกระทบอย่างจัง และเปลี่ยนตัวเองได้อย่างรวดเร็ว ไปแล้ว เช่น SCG Paper ที่เปลี่ยนเป็น SCG Packaging เมื่อ 4 ปีที่แล้ว
จนปัจจุบัน SCG Packaging สามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส สร้างยอดขายและสร้างกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
ผลประกอบการยังทรงๆ
สำหรับผลประกอบการของ เอสซีจี ประจำปี 2560 มีรายได้จากการขาย 450,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน จากราคาขายของสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีกำไร 55,041 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อน จากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
ในปี 2560 เอสซีจีมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอาเซียน เท่ากับ 106,597 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24 จากยอดขายรวม โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากการขายในภูมิภาคอื่น ๆ 80,084 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 จากยอดขายรวม
สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีมูลค่า 573,412 ล้านบาท โดยร้อยละ 24 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในปี 2560 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้
ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ในปี 2560 มีรายได้จากการขาย 206,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีก่อน มีกำไรสำหรับปี 42,007 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อน
ธุรกิจซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในปี 2560 มีรายได้จากการขาย 175,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อน จากการขยายตัวของการดำเนินงานในภูมิภาคอาเซียน มีกำไรสำหรับปี 7,230 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 15 จากปีก่อน
ธุรกิจซิเมนต์ เป็นธุรกิจหนึ่งที่มีผลประกอบการที่ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามสภาพตลาดในประเทศไทยที่ยังคงซบเซาและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โครงการใหญ่ๆของรัฐหลายโครงการยังคงชะลอตัว ซึ่งคาดการณ์ว่าปีหน้าธุรกิจนี้น่าจะดีขึ้นจากความคืบหน้าเรื่องในเรื่องคมนาคม และ โครงการต่างๆของรัฐ
ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ในปี 2560 มีรายได้จากการขาย 81,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และมีกำไรสำหรับปี 4,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 จากปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากการขายสินทรัพย์ในบริษัทกระดาษสหไทย
สำหรับปัจจัยเสี่ยง ในปี 2561 ที่ยังต้องระมัดระวังคือ
1.ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีและแพคเกจจิ้งที่เพิ่มขึ้น
2. ราคาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่า
3 ตลอดจนสภาพการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรง โดยเฉพาะซีเมนต์
ดังนั้น เอสซีจีจึงเร่งเตรียมความพร้อมในหลายด้าน อาทิ การขยายธุรกิจบริการและ Solutions อย่างต่อเนื่อง การนำเทคโนโลยี Automation และ Robotics เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ พร้อมกันนี้จะจัดตั้ง Reskill Training Program เพื่อพัฒนาทักษะพนักงาน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ใหม่เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ
จับตามอง 3 ธุรกิจใหม่
1.ด้านธุรกิจบริการ เอสซีจีมีความพร้อมที่จะขยายไปสู่การบริการรถนักเรียนและรถพยาบาล โดยนำเทคโนโลยี GPS มาต่อยอดเป็น Solutions ใหม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองในด้านการดูแลความปลอดภัยของบุตรหลาน รวมถึงระบบ GPS เพื่อติดตามรถพยาบาลที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการรักษาทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วยระหว่างการเดินทาง
2.เอสซีจี เอ็กซ์เพรส ยังได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดียิ่งด้วยบริการจัดส่งพัสดุด่วนที่ทันสมัย และเป็นรายเดียวในตลาดในขณะนี้ที่มีนวัตกรรมบริการส่งพัสดุด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิ โดยที่ผ่านมาได้ขยายจุดบริการแล้วกว่า 500 สาขา และจะขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศในช่วงกลางปี 2561
3.ด้านการลงทุนในดิจิทัลสตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการรถขนส่งตามมาตรฐานชั้นนำของเอสซีจี โลจิสติกส์ ที่พร้อมให้บริการกว่า 7,000 คันทั่วอาเซียน ผ่านดิจิทัลแพลทฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
และที่สำคัญ เอสซีจี ยังคงให้ความสำคัญกับการ ใช้งบประมาณการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา ใช้ไปรวมกว่า 4,178 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.9 ของยอดขายรวม
สำหรับยอดขายสินค้า HVA ในปี 2560 คิดเป็น 175,541 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 39 ของยอดขายรวม
