ในวันที่ชาบูแบบบุฟเฟ่ต์ทั้งเจ้าเล็กและเจ้าใหญ่ มักจะตั้งราคาขายหัวละไม่เกิน 400 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แตกต่างจาก Shabu de bear ที่แม้จะเป็นแบรนด์เล็กๆ แต่พวกเขากลับกล้าที่จะตั้งราคาขายอยู่ที่หัวละ 599 ไปจนถึง 799 บาท

แม้ราคาจะสูงกว่าคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาด แต่จนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ Shabu de bear ได้ขยายไปมากถึง 8 สาขา และทำให้มูลค่าของแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นจาก 150,000 บาท เป็น 450,000 บาท

Shabu de bear คือแบรนด์ที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก Passion ในอาหารของ อ๊อฟ ฉัตรทิพย์ แม้นหมาย ชายหนุ่มผู้คลุกคลีอยู่ในวงการ Marketing ผ่านร้อนผ่านหนาวและเป็นส่วนสำคัญในการปลุกปั้นแบรนด์ระดับประเทศให้เติบโตมาแล้วมากมาย

จนเมื่อมีโอกาสได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ อ๊อฟใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนไปสมัครเป็นผู้ช่วยในร้านอาหาร เป็นตั้งแต่เด็กเดินโต๊ะ เด็กเสิร์ฟ ไปจนถึงผู้ช่วยพ่อครัว ด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องของค่าตอบแทน แต่เป็นเพราะความรักในการทำอาหารที่ไม่เคยหายไปไหน และหวังว่าประสบการณ์ตรงนั้นจะสามารถนำกลับมาต่อยอดความฝันที่อยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเองได้

เมื่อเรียนจบ กลับมาที่ไทย เขาจึงไม่รีรอที่จะทำตามความฝัน ตัดสินใจเปิดร้านอาหารที่ชอบอย่างชาบู ในเมืองที่ชอบอย่างเชียงใหม่ เมืองที่ใครๆ ก็ให้นิยามว่านี่คือตลาดปราบเซียน

ซึ่งก็ดูว่าเหมือนจะเป็นนิยามที่จริง เพราะแม้จะมีประสบการณ์ในการทำ Marketing ให้องค์กรใหญ่ๆ มามากมาย แต่ในช่วงแรกที่ Shabu de bear เข้าไปนั้นแทบจะขายไม่ได้ หรือบางวันไม่มีแม้แต่ลูกค้าสักคนที่เข้ามากิน

สุดท้ายแล้วอ๊อฟสามารถเปลี่ยนร้านที่แทบจะไม่มีคนเข้ามาให้กลายเป็นร้านที่ลูกค้าต้องรอต่อคิวแทบจะทุกเย็นได้ยังไง

แล้วนอกจากสูตรลับความอร่อยในหม้อต้ม เขายังมีสูตรลับทางการตลาดที่ทำให้ธุรกิจเติบโตและเตรียมจะขยายเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้าอะไรอีกบ้าง

เตรียมท้องของคุณให้ว่าง แล้วมาสัมผัสความกลมกล่อมของแบรนด์หม้อต้มที่น่าจับตามองไปด้วยกัน

ทำไมถึงเป็นเชียงใหม่

ตอนนั้นผมคิดง่ายๆ เลยว่าอะไรที่กรุงเทพฯ ฮิต ต่างจังหวัดก็จะฮิตตาม บวกกับช่วงนั้นเชียงใหม่ยังไม่มีอาหารแบบชาบู จะมีก็แต่พวกจิ้มจุ่มที่เป็นพื้นเมืองทั่วไป และด้วยความที่อยากจะย้ายไปอยู่เชียงใหม่ เพราะชอบวัฒนธรรม ชอบบรรยากาศ ก็เลยตัดสินใจไปเปิด Shabu de bear ที่นั่น

ทีแรกก็นึกว่าชาบูจะเป็นความใหม่ที่กลายเป็นความแตกต่าง แต่เปล่าเลย มันกลายเป็นความใหม่ที่เราต้องใช้ต้นทุนในการ educate ตลาด คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าเราเป็นจิ้มจุ่มแบบที่เขาเคยกินกัน แล้วในเมื่อมันมีจิ้มจุ่มที่ถูกกว่า มันก็เลยมีคนจำนวนไม่เยอะที่เลือกเข้าร้านเรา

จำได้เลยตอนไปเปิดแรกๆ มีวันหนึ่งที่บิลออกมา 0 บาท คือทั้งวันไม่มีคนเข้าร้าน ผมก็ว่ามันไม่ใช่ละ เราพลาดอะไรไป เลยมานั่งทบทวนตัวเองใหม่ ตัดสินใจลงเรียนคอร์สธุรกิจเพื่อเรียนรู้อินไซต์ของคนที่นั่น จันทร์-ศุกร์ ทำงานที่กรุงเทพฯ วันเสาร์ก็บินไปเชียงใหม่เพื่อไปเรียนไปดูตลาด

จนวันหนึ่งได้ลองไปเซอร์เวย์แถวนิมมาน ถามว่าเขารู้จักร้านเราไหม ปรากฏว่าทุกคนส่ายหน้า ก็เลยรู้ว่าเราทำของอร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำการตลาดควบคู่ไปด้วย เริ่มตั้งแต่ educate ให้พวกเขารู้ว่าชาบูมันแตกต่างจากจิ้มจุ่มยังไง เพิ่มซูชิเข้าไปให้ร้านดูน่าสนใจมากขึ้น แล้วก็ปรับเมนูบางอย่างที่เข้ากับคนเชียงใหม่มากขึ้น

สุดท้ายก็มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจากผลตอบรับที่ดีในตอนนั้นก็กลายมาเป็น Shabu de bear สาขาสองที่ I’m park จุฬา ที่เรานั่งคุยกันอยู่ตรงนี้ และก็พัฒนาเรื่อยๆ จนมีทั้งหมด 8 สาขา คือที่ เชียงใหม่ สามย่าน พระราม 3 รามอินทรา เมืองทอง ศรีราชา หาดใหญ่ และที่กำลังจะเปิดเร็วๆ นี้คือภูเก็ต

นอกจากความอร่อย จุดเด่นที่ทำให้ Shabu de bear แตกต่างคืออะไร

มันคือความไม่กั๊ก ถึงร้านเราจะแพงกว่าคู่แข่งก็จริง แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพ ผมว่ามันคุ้มค่า เนื้อเราก็ให้แบบเกรดพรีเมียม ซูชิเราก็ไม่ได้ปั้นแบบข้าวใหญ่ๆ แล้วปลาเล็กๆ เพราะผมว่าคนที่ยอมจ่ายเงินให้กับเราเขาไม่ได้มาซื้อแค่ความอิ่ม แต่เขามาซื้อประสบการณ์ร่วมกับคนที่อยู่ในโต๊ะ ที่ต่างคนต่างอยากจะมอบอะไรที่มีคุณภาพให้แก่กัน

สูตรลับทางการตลาดในหม้อต้มของ Shabu de bearเป็นอย่างไร

ร้านเราจะทำการตลาดแบบ dynamic ที่จะยึดคุณภาพเดิมเอาไว้อยู่ แต่จะปรับเปลี่ยนราคาและเมนูบางอย่างให้เหมาะกับคนในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันไป

อย่างราคาที่เชียงใหม่กับกรุงเทพฯ ก็ไม่เท่ากัน ที่เชียงใหม่จะถูกกว่าเพราะด้วยเรื่องกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ว่าเราจะลดคุณภาพนะ เพียงแต่เมนูบางอย่างที่กรุงเทพฯ มี เชียงใหม่อาจจะไม่มี แต่ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหน Shabu de bearก็ยังถือว่าพรีเมียมกว่าคู่แข่งที่อยู่รอบข้าง

หรืออย่างถ้าคุณมากินที่ร้านเราปีที่แล้วกับปีนี้ เมนูก็จะไม่เหมือนเดิม มันไม่ใช่แค่ minor change แต่มันคือการเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดที่ทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกเบื่อ สามารถกลับมาซื้อซ้ำบ่อยๆ และทำให้ธุรกิจเราอยู่อย่างยั่งยืนได้ ไม่ใช่เป็นแค่ธุรกิจที่ทำตามกระแสแต่พอไม่นานก็หายไปจากตลาด

ในช่วงกลางวันที่ไม่มีลูกค้า ธุรกิจอย่างชาบูจัดการกับต้นทุนที่เป็นโต๊ะว่างอย่างไร

ผมถามกลับกัน ถ้าในเมื่อตอนเย็นผมสามารถทำกำไรได้แล้ว แล้วทำไมผมจะต้องดึงลูกค้าให้เข้าร้านตอนกลางวันด้วยการจัดโปรโมชั่นให้เสียแบรนด์ หรือทำไมจะต้องเหนื่อยเพิ่ม จ้างลูกน้องเพิ่ม ทั้งที่ผลรวมในวันนั้นอาจจะได้กำไรเท่ากับการเน้นขายแค่ตอนเย็นหรือช่วงวันหยุดเหมือนเดิมก็ได้

การทำธุรกิจแบบบุฟเฟ่ต์ มันไม่ใช่ว่าจะต้องมานั่งคิดเป็นรายหัว แต่มันคือการคิดแบบภาพรวม แล้วใช้การถัวเฉลี่ยมากกว่า

ขยายแบบแฟรนไชส์แล้ว ไม่กลัวว่าในระยะยาวคุณภาพจะดรอปลงหรือ

ข้อดีของการทำแฟรนไชส์ทำให้เราขยายธุรกิจได้โดยที่ไม่ต้องแบกรับต้นทุนเอาไว้ทั้งหมด อีกทั้งบางพื้นที่ที่เราไม่ชำนาญ คนที่เป็น franchisee ของเราก็จะช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้ เพราะถ้าเขาจะซื้อไปเปิด ยังไงก็คงจะเปิดในพื้นที่ที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องการจัดการ จากประสบการณ์ที่คลุกคลีการทำร้านอาหารมา 1 ปีเต็มๆ บวกกับการลองผิดลองถูกกับตัวเองมาเยอะ เรื่องนี้ผมว่าผมทำได้ดี มีระบบ Management ที่แข็งแรง มีครัวกลางคอยช่วยในการบริหาร มีทีมงานมืออาชีพที่คอยช่วยวางแผน และมีคนของเราเข้าไป survey คุณภาพของทุกสาขาอยู่เป็นประจำ ถ้าสาขาไหนดรอปลงเราจะรู้ จะแก้ไขปัญหาได้ทันที และไม่ทำให้ภาพรวมของแบรนด์เสียอย่างแน่นอน

อะไรคือสิ่งที่ทำให้มูลค่าของแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นจาก 150,000 เป็น 450,000

มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาไม่ใช่แค่ในแง่ของแบรนด์ แต่หมายถึงประสบการณ์ ทีมงาน และระบบที่เรามีมากกว่าเดิม คนที่ซื้อแฟรนไชส์ 450,000 มันไม่ใช่แค่ได้ของ ได้โลโก้ Shabu de bearไปติด เรามีความเข้าใจในเรื่องของความต้องการลูกค้า การทำตลาด การวางแผนทางการเงิน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์สูงสุด

ทุกวันนี้นอกจากการบริหารธุรกิจตัวเอง ผมยังรับให้คำปรึกษากับ SME ที่เริ่มทำธุรกิจ (หากใครสนใจก็แอดไลน์ไปที่ off.chattip) ช่วยวางแผนธุรกิจและการตลาด ผมมักเห็นผู้ประกอบการหลายรายที่ซื้อแฟรนไชส์ไม่ได้มาตรฐานไป สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝันต้องปิดกิจการก่อน เลยอยากให้ตระหนักถึงการเลือกซื้อแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพ บริหารงานโดยผู้บริหารที่มีประสบการณ์สูง

ยิ่งไปกว่านั้น เราเทรนนิ่งพนักงานให้ตลอดเวลา ไม่ใช่ซื้อลิขสิทธิ์แล้วจบไป ผมไม่ได้อยากจะได้เงินเพียงอย่างเดียว

เพราะอย่างช่วง 6 เดือนก่อนหน้า ผมก็ปิดรับแฟรนไชส์เพื่อปรับปรุงให้ระบบมันแข็งแรงขึ้น และจะกลับมาเปิดขายแฟรนไชส์แบบเต็มสูบในช่วงปีหน้า

อย่างที่บอกไปว่าผมไม่ได้อยากจะได้เงินแค่เพียงอย่างเดียว แต่อยากรักษาแบรนด์ให้มันอยู่นานๆ อยากจะเป็นชาบูพรีเมียม เหมือนตอนที่เริ่มทำร้านแรกที่เชียงใหม่อยู่

Facebook:  https://www.facebook.com/shabudebearthailand

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer