ถึงเวลาเผยโฉม 3 ทีมผู้พิชิตสนามรางวัล “ Toyota Campus Challenge 2017 ”

กว่า 5 เดือนของการแข่งขัน กว่า 500 ทีมที่เข้าร่วมฝ่าฟัน ในที่สุดก็ถึงเวลาเผยโฉมหน้า 3 ทีมสุดท้ายที่สามารถคว้ารางวัล จากกิจกรรม “ Toyota Campus Challenge 2017 ” ภายใต้โครงการ โตโยต้า ถนนสีขาว โดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว

ปลอดภัยไม่ใช่แค่ ตัวเองแต่ต้องเป็น สังคมด้วย

โจทย์ของการแข่งขันในครั้งนี้คือ “สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนในรั้วมหาวิทยาลัย” เพื่อลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคนขับรถดี ซึ่งทั้ง 3 ทีมได้มุมมองต่อโจทย์ในครั้งนี้ว่า

“ขับขี่ปลอดภัยคือ ปลอดภัยที่ตัวเองและสังคมรอบข้าง เพราะทุกวันนี้แม้ตัวเราจะตั้งใจขับขี่ให้ดีแค่ไหน ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากเพื่อนร่วมทางด้วย ดังนั้นการที่จะปลอดภัยจริงๆ จึงต้องปลอดภัยทั้งสังคม”

“ทุกคนจึงต้องร่วมกันสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคน, รถยนต์, ถนน ต้องร่วมด้วยช่วยกัน รวมถึงการข้ามถนนทางม้าลาย ขับรถมอเตอร์ไซค์สวมหมวกกันน๊อคทุกครั้ง และที่สำคัญคือต้องปฏิบัติตามกฎจราจรทุกครั้งในขณะขับขี่และมีจิตสำนึกที่ดี เพราะต่อให้เราพัฒนาถนนดีขึ้นหรือว่ามีการเตือนอะไร ถ้าเรามีจิตสำนึกทุกอย่างมันก็จะดีขึ้นเอง”

Marketeer จึงขอพาผู้อ่านทุกท่าน มาทำความรู้จักและล้วงลึกเข้าไปถึงเบื้องหลังของโครงการ ที่ผ่านการตกผลึกทางความคิดมาเป็นอย่างดี จนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาทั้ง 3 ทีม ถูกเลือกให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้

The Brave+ :  Brave Friend Best Friend

ด้วยไอเดียของการนำ “หมี” ที่ตั้งชื่อว่า “Brave” มาเป็นมาสคอตในการสร้างความดึงดูด ทำให้ทีม “The Brave+” ที่ประกอบไปด้วย ธัญวิตต์ รักษมาตา, กมลณัฐ ศรีอุดร, ธนกร กิตตสิารวัณโณ และพิชชาภา เขียวสวัสดิ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ รับรางวัลทริปทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 วัน ทุนการศึกษา 100,000 บาท และทุนสนับสนุน 50,000 บาท สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษา พร้อมโอกาสสัมภาษณ์ฝึกงานที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

การทำแผนของ The Brave+ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขเรื่องทางแยกที่มีจุดบอดในการมองเห็น ทำให้มองไม่เห็นรถที่สวนมาอีกแยก และแก้ไขปัญหาการขับขี่รถด้วยความเร่งรีบ บริเวณสี่แยกตาดชมพู ซึ่งเป็นแยกที่เกิดใหม่จากถนนที่เพิ่งตัดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย

เมื่อได้จุดประสงค์ชัดเจน แนวทางต่อไปคือการวางแผนแก้ไขปัญหา โดยทีมเกิดแนวความคิดสร้างวงเวียนชั่วคราวบริเวณสี่แยกตาดชมพู อีกทั้งติดตั้งเครื่องตรวจจับความเร็ว เพื่อให้ผู้ขับขี่ตระหนักว่าตนกำลังใช้ความเร็วในการขับขี่เท่าไหร่ พร้อมกับการใช้มาสคอตหมี Brave ซึ่งให้เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่ง หรือความกล้าหาญ มารณรงค์ และสร้างคอมมิวนิตี้สำหรับคนขับรถดีในมหาวิทยาลัย

หนึ่งในสมาชิกของทีมกล่าวว่า ความท้าทายอยู่ที่การรวมคนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กว่า 20,000  คน เพราะการที่จะรวมให้พวกเขามาร่วมกันปฏิบัติตามกฎจราจรทุกคนนั้นยาก เนื่องจากส่วนใหญ่มีพฤติกรรมขับตามใจตนเอง ทีมจึงต้องใช้ มาสคอตหมี Brave มาเป็นตัวแทนในการสื่อสาร

และจากความเชื่อที่ว่า สังคมมีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของคน ทีมจึงสร้างคอมคอมมิวนิตี้สำหรับคนขับรถดีขึ้นมา เนื่องจากมีอินไซต์ที่ระบุว่า วัยรุ่นหรือนักศึกษาในปัจจุบันมักใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อน ถ้าดึงเพียงแค่คนๆเดียวเราก็จะได้แค่คนๆเดียว การสื่อสารจึงอาจจะยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ แต่ถ้ามีการกระจายไปสู่เพื่อน ก็จะถือเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความสำเร็จของโครงการมีหลากหลายด้านทั้ง ความสำเร็จในการเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ ที่สามารถทำให้การใช้ความเร็วในการขับขี่ที่จุดรณรงค์มีความเร็วน้อยกว่า 40 กม./ชม จากเดิมที่มีความเร็วมากกว่า 50  กม./ชม และความสำเร็จในการสร้าง Community สังคมคนขับรถดีในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีชาว Brave Area มากกว่า 3,000 คน มีการพูดเกี่ยวกับการจราจรในมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตามความสำเร็จไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการลงมือทำตลอดระยะเวลา 1 เดือนของการทำกิจกรรมให้เกิดขึ้นจริง โดยหากวันไหนต้องลงพื้นที่ก็จะประจำทั้งวัน ไม่ได้ลงแค่ช่วงเวลาไหนช่วงเวลาหนึ่ง แต่การทำเช่นนี้ก็ได้สร้างบททดสอบเล็กๆขึ้นมาเช่นเดียวกัน

เนื่องจากทั้ง 4 คนเรียนไม่เหมือนกัน ทั้งสาขาการประชาสัมพันธ์, สาขารัฐประศาสนศาสตร์, สาขาเศรษฐศาสตร์และการสื่อสารมวลชน สุดท้าย การเมืองและการปกครอง ทำให้เวลาไม่ตรงกัน  รวมไปถึงปัญหาในการสื่อสาร และมุมมองที่ไม่ตรงกัน  เพราะแต่ละคนก็จะมีมุมมองตามที่ได้เรียนมา แต่สำหรับทีมThe Brave+ แล้วกลับเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะได้มุมมองที่ต่างกันออกไปและแปลกใหม่ จากความรู้ที่มีต่างสาขากัน

“ตอนที่ส่งโครงการ เราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องชนะ แต่ต้องการให้เกิดผลมากกว่า ซึ่งจุดความหวังคือการเห็นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีการรณรงค์การขับขี่ที่จริงจัง รางวัลเป็นเพียงผลพลอยได้ แต่พอเข้ารอบลึกๆ เริ่มมีแรงกระตุ้น รางวัลค่อยเข้ามายามเหนื่อย ยามล้า”

“ตอนได้รับรางวัลคือเหมือนฝัน เพราะตอนเรียนมีหนึ่งวิชาที่อาจารย์ให้เขียนความฝันว่าอยากจะทำอะไรก่อนจบปี จึงเขียนไปว่าอยากจะทำอะไรสักอย่างที่ประสบความสำเร็จและสร้างอิมแพค ซึ่งก็คือรางวัลนี่เอง อีกทั้งยังเป็นการทำตามความต้องการของตัวเอง ที่ว่าอยากลองทำอะไรทุกอย่างที่มีโอกาสเข้ามาสู่ชีวิตแล้ว และต้องทำด้วยความเต็มที่ เหมือนเป็นบทเรียนหนึ่งที่ตอกย้ำทัศนคติของตัวเองที่ว่า เมื่อเราตั้งใจทำอะไรแล้วย่อมได้รับผลเช่นนั้น”

หลังจากนี้ตัวโครงการก็จะมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของออนไลน์นั้น จะทำให้ Brave Friend CMU เป็นศูนย์กลางข่าวสารเกี่ยวกับการจราจร ด้านออฟไลน์ ชุนชนคนกล้า ร่วมกับมหาวิทยาลัย มีการแจกสติ๊กเกอร์ เพื่อเป็นคอมมิวนิตี้น้อง Brave และช่วยเตือนสติในการขับขี่ ร่วมไปถึงเข้าร่วม โครงการเชียงใหม่ ถนนปลอดภัยกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต่อไป

Fun & Fin: หมวกกันน็อกล็อคชีวิต

เช่นเดียวกับทีมผู้ชนะเลิศ ทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ก็มาจากเชียงใหม่เช่นเดียวกันแต่คนละสถาบัน โดยทีม “Fun & Fin” ประกอบไปด้วย ปทุมพร คำจันทร์ใจ, จุฑามาศ ศรีสันต์ และนภัสรา เชื้ออ้วน จากภาควิชานิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ รับรางวัล ทริปทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 วัน ทุนการศึกษา 80,000 บาท และทุนสนับสนุน 20,000 บาท สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษา

ทีมFun & Fin เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นมาจากการรีเสริชว่านักศึกษาส่วนใหญ่ภายในมหาวิทยาลัยว่ามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการขับขี่บ้าง จึงพบว่ามีปัญหาเรื่องการสวมหมวกกันน๊อค ซึ่งการรณรงค์สวมหมวกกันน๊อค มหาวิทยาลัยทำมาอยู่แล้ว แต่นักศึกษาบางส่วนก็ยังมีการไม่สวมหมวกกันน๊อคเข้ามามหาวิทยาลัยอยู่ซึ่งเป็นส่วนน้อย แต่ส่วนใหญ่ก็สวมเข้ามา ทีมจึงอยากจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตรงนี้ให้นักศึกษาทุกคนสวมหมวกกันน๊อคเข้ามหาวิทยาลัย

เมื่อได้จุดมุ่งหมายของการทำแผนแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ได้เวลาของการรณรงค์ ผ่านแนวคิดที่ว่า “ส่งต่อหมวกนิรภัย ห่างไกลอุบัติเหตุ” แผนรณรงค์การสื่อสาร-ประชาสัมพันธ์ ออกเป็น 4 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรม LIKE & SHARE เผยแพร่เหตุการณ์ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่นักศึกษาถึงอันตรายจากการไม่ใส่หมวกกันน็อก และกิจกรรมการอบรม เกี่ยวกับเรื่องของการใส่หมวกกันน็อก (wearing a helmet day) ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษาทุกคนจะต้องสวมหมวกกันน็อก เพื่อให้นักศึกษาเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการสวมหมวกนิรภัย, กิจกรรม ดีไซน์ หมวกกันน็อก และสุดท้ายกิจกรรม LOCK IDEA ทำการจัดประกวดการโพสต์ท่าถ่ายรูปคู่กับหมวกกันน็อก

จุดที่ทีม Fun & Fin เชื่อว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้รับรางวัล คือแผนงานและกิจกรรมที่สามารถทำได้จริง ชัดเจน เห็นได้จากตัวชี้วัดทั้งนักศึกษาสวมหมวกกันน็อกเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (โดยเฉลี่ยใน 1 ชั่วโมง) ตอนเริ่มต้นโครงการ มีนักศึกษาที่ไม่สวมหมวกกันน็อกเฉลี่ย 169 คน คิดเป็น 34.21%, หลังสิ้นสุดโครงการพบว่า มีนักศึกษาที่ไม่สวมหมวกกันน็อกเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 87 คน คิดเป็น 17.37%  นอกจากนี้ยังมีนักศึกษาลงชื่อปฎิญาณตนและร่วมเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวัง ทั้งหมด 1,192 คน และนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมในวัน Helmet Day ทั้งหมด 408 คน อีกด้วย

 

Sattre Pro: คนรุ่นใหม่ใส่ใจการสัญจร

ส่วนทีมสุดท้ายที่สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 พร้อมทริปทัศนศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 5 วัน ทุนการศึกษา 50,000 บาท และทุนสนับสนุน 10,000 บาท สำหรับอาจารย์ที่ปรึกษา ทีมหญิงล้วนนี้ชื่อว่า “Sattre Pro” ประกอบไปด้วย อิลมียะห์ มะเก็ง, ซูจีนา นานวัง, อาบีดะห์ สามะอุง และพาซียะห์ ลือแบซา จากมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ปัตตานี

สมาชิกคนหนึ่งของทีมเล่าว่า แนวความคิดของแผนมาจากการที่ มหาวิทยาลัยอยู่ในชุมชนชนบท ล้อมรอบด้วยหุบเขา เส้นทางจึงไม่ค่อยสะดวกมากนัก ยิ่งในระยะหลังมีจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้น เลยทำให้จำนวนของรถยนต์และรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การจราจรของคนในมหาวิทยาลัยและชุมชนเกิดจุดเสี่ยงอันตราย ยิ่งในโค้งบริเวณหน้าตึกอิสลาม เป็นโค้งหักศอก ยิ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ดังนั้นทีม Sattre Pro จึงได้มีความประสงค์ที่จะช่วยรณรงค์ป้องกันและแก้ปัญหาอย่างตรงจุดเพื่อ ลดอุบัติเหตุให้น้อยที่สุด ผ่านวิธีต่างๆทั้ง 1.การทำเครื่องหมายจราจร ป้ายเตือนทางโค้งและป้ายเตือนด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนก่อนจะถึงทางโค้งหักศอก ประมาณ 5 เมตร ทั้งทางไปและทางกลับ 2.มีการเคลือบพื้นถนนกันลื่นด้วย (TRAFEGO-800) สีโคลต์พลาสติก และ 3.หมุดสะท้อนแสง ให้เกิดการสะท้อนแสงสว่าง ความชัดเจนได้ดียิ่งขึ้นในเวลากลางคืน

นอกจากนี้ยังมีการทำหนังสั้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและเข้าใจเครื่องหมายจราจรต่างๆ, สร้างโปสเตอร์ และนำไปติดที่ลานจอดรถของคณะต่างๆ รวมถึงใช้สื่อทางโซเชียลมีเดีย เช่น YouTube, Facebook, Instagram ในการประชาสัมพันธ์ให้กับกลุ่มนักศึกษา

ท้ายที่สุดทีม Sattre Pro ไม่ได้ควาดหวังว่าจะต้องได้รับรางวัล เพียงแต่ต้องการติด 1 ใน 10 ทีมสุดท้าย ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุน 20,000 บาท ไปทำให้แผนเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งเงินที่ได้มา ก็ได้ช่วยพัฒนาและปรับปรุงจุดเสี่ยง เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ที่สัญจรไปมา

นอกจากนั้น ทั้ง 3 ทีมผู้ชนะจากโครงการ “ Toyota Campus Challenge 2017 ” ยังนำโครงการที่ผ่านการคัดเลือก ไปขยายผลต่อในรั้วมหาวิทยาลัยต่อเนื่องอีกเป็นเวลา 6 เดือน โดยมีการสนับสนุนจาก โครงการ โตโยต้า ถนนสีขาว เป็นเเรงสนับสนุนในการ “ลดอุบัติเหตุ” ตามจุดมุ่งหมายของตัวโครงการที่จัดการประกวดขึ้นมา

 


 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer