โลกดิจิทัลได้เปลี่ยนการแข่งขันในธุรกิจธนาคารไปจากเดิม

การเป็นธนาคารที่จะอยู่รอดปลอดภัยในยุคนี้ถึงยุคหน้า จำเป็นต้องปรับเพื่อเปลี่ยนไปสู่ธนาคารยุคใหม่ ที่พร้อมขับเคลื่อนการบริการบนคำว่าดิจิทัล เพื่อแข่งกับคู่แข่งที่เป็นธนาคารด้วยกันเอง สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และแข่งกับตัวเองเพื่อเป็นธนาคารที่หนึ่งในใจผู้บริโภค

ในปีนี้ถือเป็นปีที่ท้าทายอีกปีหนึ่งในด้านการแข่งขันของธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน ในการนำดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการเสิร์ฟบริการให้กับลูกค้าไปพร้อมๆ กับลดต้นทุนในการดำเนินงานให้ลดลงและคล่องตัวขึ้น

การแข่งขันที่ว่านี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้นำได้กลายเป็นผู้ตาม และผู้ตามก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เพื่อไต่ระดับขึ้นเป็นผู้นำได้อนาคต

ธนาคารกสิกรไทยก็เช่นกัน

ในงานแถลงทิศทางของธนาคารกสิกรไทยปีนี้  4 กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ปรีดี ดาวฉาย-ขัตติยา อินทรวิชัย-พิพิธ เอนกนิธิ-พัชร สมะลาภา และเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิสซิเนส–เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ได้บอกกับเราว่า ในปีนี้กสิกรไทยมีการปรับกลยุทธ์ ด้วยการนำไอที ดาต้า คน และพันธมิตร มาผนวกรวมกันเพื่อขับเคลื่อนตัวเองสู่การเป็นธนาคารยุคใหม่ ด้วยกลยุทธ์ที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. จับมือกับธนาคารไทยเปิดบริการใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมและประชาชนส่วนรวม

ในปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนตัวเองสู่ผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่มาพร้อมกับปริมาณธุรกรรมบนโลกดิจิทัลที่ขยายตัวต่อเนื่อง มีสัดส่วนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ 82% ทำธุรกรรมบนโมบายแบงกิ้ง 74% และซื้อสินค้าออนไลน์  48.5% ของประชากรไทยทั้งหมด

ที่ผ่านมาธนาคารไทยมีการจับมือร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย เพื่อให้บริการทางการเงินกับผู้บริโภคอย่างเท่าเทียมกัน อย่างเช่น ความร่วมมือกันให้บริการพร้อมเพย์ สร้างมาตรฐานคิวอาร์ โค้ด ระบบชำระเงินสำหรับประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก และขยายศักยภาพ ITMX ระบบกลางที่รองรับธุรกรรมข้ามธนาคาร รวมถึงโครงการสนับสนุนการชำระเงินด้วยบัตรเดบิตแทนเงินสด และโครงการ TB-CERT เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของระบบไอทีของสถาบันการเงิน

ในปีนี้ธนาคารไทยจะมีการร่วมมือเปิดโครงการ Thailand Blockchain Community Initiative ให้บริการด้านหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) โดยมีสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ 22 ธนาคาร กลุ่มภาคธุรกิจ และรัฐวิสาหกิจ 7 กลุ่มเข้าร่วม

โดยการให้บริการ Letter of Guarantee ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าในปีนี้จะมียอดธุรกรรมประมาณ 40,000 รายการจากทุกธนาคาร และจะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมโครงการเพิ่มขึ้น

และจะมีการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปต่อยอดสู่บริการรับรองเอกสารทางการศึกษา (E-Transcript) ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจ เพิ่มความสะดวกให้แก่นิสิตนักศึกษาที่จบใหม่ รวมทั้งบุคคลที่ต้องการหาตำแหน่งงานและองค์กรที่กำลังเปิดรับบุคลากรอีกด้วย

นอกจากนี้ ความร่วมมือกับธนาคารไทยยังรวมถึงโครงการ National Digital ID (NDID) ที่ลูกค้าสามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ ช่วยให้เปิดบัญชีผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่ต้องไปแสดงตนที่สาขา การขอสินเชื่อและการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทางออนไลน์ รวมทั้งโครงการเอทีเอ็มสีขาว (White-Label ATMs) ที่จะช่วยให้ธนาคารบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ตอกย้ำความก้าวหน้าของระบบธนาคารไทยที่อยู่ในระดับแนวหน้าของอาเซียน

และภายในปี 2020 ธนาคารไทยจะมีการจับมือกันให้บริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ เช่น

การต่อยอดโครงการพร้อมเพย์จากการให้บริการคิวอาร์ โค้ด มาตรฐานไทยในประเทศ สู่การให้บริการคิวอาร์ โค้ด มาตรฐานไทยในประเทศ CLMV+3 ที่จะทำให้ผู้ชำระเงินที่มีแอปโมบายแบงกิ้ง ของธนาคารไทยทุกธนาคาร สามารถสแกนชำระเงินนอกประเทศได้ และบริการร้านค้าสแกนคิวอาร์ โค้ด ของลูกค้าผู้ชำระเงิน (B Scan C) ที่จะช่วยให้การชำระเงินสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

ธนาคารไทยร่วมมือกันทำอะไรไปแล้วบ้าง

พร้อมเพย์ ผู้ลงทะเบียน 46.5 ล้านไอดี มีปริมาณธุรกรรม 4.5 ล้านรายการต่อวัน

QR Code ร้านค้ารับชำระเงิน 3 ล้านร้านค้า

ITMX 1,000 รายการต่อวินาที ปีนี้สามารถอัพเกรดระบบเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการเป็น 2 เท่า

ผู้ถือบัตรเดบิตทั้งสิ้น 59 ล้านใบ

เครื่องรูดบัตร (EDC) รวม 700,000 เครื่อง

TB-CERT มีสมาชิก 23 องค์กร มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและฝึกซ้อมรับสถานการณ์ภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง

2. เพิ่มศักยภาพ Analytics นำดาต้ามาช่วยในการวิเคราะห์ลูกค้า สู่ธนาคารอัจฉริยะ

เป้าหมายของกสิกรไทยคือการเป็นธนาคารอัจฉริยะ (Cognitive Banking) ด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์ให้บริการลูกค้า ทุกที่ทุกเวลา เพื่อให้บริการลูกค้า เพื่อให้บริการทางการเงินกับลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกัน และการพาตัวเองไปสู่ super app แอปสำหรับทุกวันของผู้บริโภค

นำเทคโนโลยี Augmented Intelligence มาใช้ในการวิเคราะห์ลูกค้า ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มศักยภาพด้าน Analytics ที่จะช่วยวิเคราะห์ดาต้าของลูกค้าแบบไม่ระบุตัวตนเพื่อแปลงเป็นข้อมูล insight ในการนำเสนอบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น

ซึ่งประกอบด้วย

–  สร้างประสบการณ์ที่สะดวกไร้รอยต่อ ทุกที่ ทุกเวลา  โดยธนาคารกสิกรไทยจะตามเข้าไปอยู่ในทุกกิจกรรมของลูกค้า เพื่อพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเรื่องการชำระเงินทุกที่ ทุกเวลา แบบไร้รอยต่อ ผ่านเทคโนโลยีและบริการใหม่ๆ เช่น การเปิดบัญชีโดยไม่ต้องไปสาขา ด้วยการสแกนใบหน้า และจ่ายเงินผ่านแอป K Plus ด้วยเสียง

–  สามารถขยายการให้บริการไปสู่ฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น ด้วยการอนุมัติสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่ม Unbanked และ Underbanked ที่มีการเดินบัญชีผ่านธนาคารน้อย หรือไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ที่สม่ำเสมอ

–  ก้าวเข้าสู่การเป็น Data-Driven Bank อย่างเต็มตัว ด้วยการลดขั้นตอนการกรอกเอกสารของลูกค้า ทำให้ธนาคารสามารถลดต้นทุนการดำเนินงาน สามารถขยายบริการเพื่อรองรับลูกค้าในวงกว้างได้รวดเร็ว

โดยธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายปี 2562 ว่าจะสามารถสร้างรายได้จาก Data-Driven Lending เป็นวงเงิน 30,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจจนสร้างรายได้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด

3. เดินหน้าลูกค้าใหม่ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

ธนาคารกสิกรไทยวางเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อรวม 5-7% แบ่งเป็น สินเชื่อลูกค้าองค์กร 3-5% สินเชื่อเอสเอ็มอี 2-4% และสินเชื่อลูกค้ารายย่อย 9-12%

ในปีนี้ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับกลุ่มสินเชื่อรายย่อยของลูกค้า ด้วยการจับมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ เช่น ไลน์และแกร๊บ เพื่อขยายฐานการให้บริการสินเชื่อไปยังกลุ่มลูกค้าของพันธมิตรในฐานะช่องทางในการนำเสนอสินเชื่อต่างๆ พร้อมนำดาต้าเบสของพาร์ตเนอร์มาช่วยในการวิเคราะห์ศักยภาพในการชำระเงินเพื่ออนุมัติสินเชื่ออีกด้วย

การที่กสิกรไทยรุกในธุรกิจสินเชื่อรายย่อยส่วนบุคคลมาจากการมองเห็นโอกาสของสินเชื่อลูกค้าบุคคลที่มีจำนวนผู้กู้ยืมในตลาดนี้ประมาณ 31.3 ล้านราย และกสิกรไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 7% ในธุรกิจนี้ และเชื่อว่าการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ จะทำให้ธนาคารเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 16% ในสินเชื่อกลุ่มนี้ได้ในปี 2562

4. บุก CCLMVI เพื่อเป้าหมายเติบโต 8 เท่า

ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศกว่า 8 เท่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า

โดยธนาคารให้ความสำคัญกับตลาดในกลุ่มประเทศ CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง ด้วยขนาดเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งกสิกรไทยคาดว่าภายในปี 2030 กลุ่มประเทศ CCLMVI จะมีจีดีพีรวมอยู่ที่ 28.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ใหญ่กว่าเศรษฐกิจไทยถึง 41 เท่า และมีประชากรรวมมากกว่าไทยถึง 28 เท่า

การบุก CCLMVI ของกสิกรไทยเป็นการทำธุรกิจผ่าน KVision เพื่อมองหาโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ทั้งฟินเทค สตาร์ทอัพ ข้ามประเทศ ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการให้บริการของธนาคารและเสริมศักยภาพให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าสู่ตลาด CCLMVI ได้

KVision คือ

KVision คือ บริษัทของธนาคารกสิกรไทยที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาเทคโนโลยีและลงทุนในฟินเทค หรือ สตาร์ทอัพ ด้วยเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท โดย KVision ได้จัดตั้ง Innovation Lab ขึ้นใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อิสราเอล จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อเฟ้นหา Innovation, Tech Partner, และ Tech Talent ใหม่ๆ เพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนาบริการของธนาคารใน CCLMVI ควบคู่กับแสวงหาเทคโนโลยีที่ช่วยต่อยอดธุรกิจให้ลูกค้าไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ที่ไร้พรมแดน

5. อัพเกรดบุคลากร

การก้าวสู่ดิจิทัลของกสิกรไทย มาพร้อมกับการอัพเกรดสกิลของบุคลากรในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้าน Business Analytics ไปแล้วกว่า 500 คน และ Machine Learning Analytics จำนวน 284 คน

และการให้พนักงานเปลี่ยนยูนิฟอร์มแบบเดิมเป็นเสื้อโปโล กางเกงยีน รองเท้าสนีกเกอร์ในทุกวันศุกร์เพื่อให้บริการลูกค้าและความคล่องตัวในการทำงานยิ่งขึ้น