ในงานแถลง กลยุทธ์ประจำปี 2019 สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส ได้กล่าวถึงทิศทางการลงทุน 5G ไว้ว่า ในวันนี้เอไอเอสยังไม่ลงทุนใน 5G แต่จะผลักดันประเทศ ด้วยการเชื่อมโยงธุรกิจและผู้คนสู่ Digital Intelligent Nation ในฐานะผู้วางรากฐานให้เกิด Innovation และ Digitalization แก่ประเทศไทย

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมผู้นำอย่างเอไอเอส ถึงยังไม่ลงทุน 5G ในเวลานี้

 

เพราะที่ผ่านมาไอเอเอสและทรูมูฟ เอช ได้ขับเคี่ยวในการเปิดทดลองบริการบนเครือข่าย 5G หลังจากที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ให้โอเปอเรเตอร์ทดลอง 5G เป็นการชั่วคราวเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่ 5G จะเปิดให้บริการจริงในอนาคต

 

การมาของ 5G จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าโทรคมนาคมยุคใหม่ โดยเฉพาะการที่ 5G จะถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ในรูปแบบ IoT ที่ไม่ใช่มือถือ และทำให้เกิดบริการใหม่ๆ ที่ในประเทศไทยอาจจะไม่เคยมีมาก่อน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ที่ต้องอาศัยจุดเด่นของ 5G ในเรื่อง Latency หรือความหน่วงของเวลาที่ใช้รับส่งข้อมูลที่ต่ำ ทำให้การส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันมีความเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น

และ 5G จะช่วยให้โอเปอเรเตอร์ขยายขอบเขตของฐานลูกค้าจากในปัจจุบันผู้ใช้งานมือถือในประเทศไทยที่มีถึง 119 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณก็ตาม

 

แต่ทำไมวันนี้เอไอเอสยังไม่ลงทุนใน 5G

เอไอเอสมองว่าการลงทุนใน 5G ต้องลงทุนในเวลาที่เหมาะสม

เพราะ 5G จะเป็นเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ไม่ใช่มือถือ เพราะในปัจจุบันความเร็ว 4G ที่ให้บริการอยู่มีความเร็วที่มากพอสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ

ส่วนเครือข่าย 5G ที่สามารถให้บริการบนความเร็วสูงสุดได้ 100GBPS จะเป็นเครือข่ายที่เหมาะกับเข้าไปอยู่ในอุปกรณ์ IoT ต่างๆ เพื่อให้อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลหากัน และประมวลผลระหว่างกัน รวมถึงการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์กับผู้ใช้

แต่ในปัจจุบันเครือข่าย 5G เป็นเครือข่ายที่คาดการณ์ว่าจะเปิดให้บริการในรูปแบบ Commercial ได้ในปี 2020 ทำให้อุปกรณ์ที่รองรับเครือข่าย 5G และอุปกรณ์เน็ตเวิร์กยังไม่มีความพร้อมในการให้บริการ และยังไม่มี Use Case ที่นำ 5G มาให้บริการจริง

 

ไม่พร้อมแต่ต้องวางรากฐานผู้ให้บริการ 5G เพื่อสังคมไทย

แม้ 5G ยังไม่พร้อมสำหรับโลกและประเทศไทย แต่กลยุทธ์ของไอเอเอส คือการวางรากฐานของผู้ให้บริการ ไปพร้อมๆ กับตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโครงข่าย Digital Service Provider ด้วยการสร้างแพลตฟอร์มในการให้บริการดิจิทัลบนเครือข่ายที่เอไอเอสให้บริการ ทั้งเครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์บรอดแบนด์

อย่างที่เคยทราบกันว่าการที่เอไอเอสปรับตัวเองสู่ Digital Service Provider มาจากการแข่งขันของสงครามโอเปอเรเตอร์มือถือที่รุนแรง รายได้จากการให้บริการ Voice น้อยลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งสวนทางกับรายได้ดาต้าที่เติบโตด้านการใช้งานอย่างก้าวกระโดดทุกปี ที่มาพร้อมกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงสู่ผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่โลกออนไลน์เป็นหนึ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้

และทำให้เอไอเอสได้ขยายขาธุรกิจสู่อินเทอร์เน็ตไฟเบอร์บรอดแบนด์อีกหนึ่งธุรกิจเพื่อที่จะขยายรายได้และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ

และการปรับเปลี่ยนในครั้งนั้น ทำให้เอไอเอสได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเอง จาก Mobile Provider สู่ Digital Service Provider ตามที่กล่าวมาผ่านสินค้าและบริการต่างๆ

 

แต่ภาพลักษณ์การเป็น Digital Service Provider ได้กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ทุกโอเปอเรเตอร์ต้องการไป และสิ่งนี้เองได้กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรที่เอไอเอสต้องสร้างความต่างด้วยการเป็น Digital Service Provider เพื่อสังคมไทยผ่านแพลตฟอร์มที่นำเสนอ

เพราะเมื่อมีผู้ใช้แพลตฟอร์มต่างๆ ที่เอไอเอสให้บริการมากขึ้น นั่นหมายถึงรายได้จากการให้บริการจะเพิ่มขึ้นตามมา

โดยการปรับภาพลักษณ์ของเอไอเอสในฐานะ Digital Service Provider มาพร้อมกับ Purpose องค์กรเพื่อพัฒนาสังคมไทย ที่เอไอเอสได้ทำอย่างต่อเนื่องทุกปี

 

และในปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่ได้เห็นเอไอเอส ให้ความสำคัญกับธุรกิจ IoT อย่างเห็นได้ชัด ด้วยการตั้ง AIAP : AIS IoT Alliance Program รวบรวมองค์กรหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ, ภาคเอกชน, นักพัฒนาอุปกรณ์ และซอฟต์แวร์ ร่วมกันพัฒนาให้เกิด IoT Eco System ที่สมบูรณ์ และเป็นรูปธรรมในการให้บริการ เพื่อเตรียมความพร้อมและหา Use Case ที่น่าสนใจในการอัพเกรดไปให้บริการ 5G ในวันที่ประเทศไทยพร้อมให้บริการ

 

จับมือมหาวิทยาลัยศึกษา Use Case 5G

อย่างที่กล่าวไปว่าอุปสรรคที่ทำให้เอไอเอสยังไม่ลงทุนใน 5G ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไม่มีอุปกรณ์รองรับและ Use Case ที่ให้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับพัฒนาบิสซิเนสโมเดลในการให้บริการ

การเรียนรู้ของเอไอเอสจึงใช้วิธีการจับมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ ร่วมกัน เพื่อศึกษา Use Case ในการให้บริการ 5G ในรูปแบบต่างๆ เพื่อหาความเป็นไปได้ในการให้บริการ

โดยล่าสุด เอไอเอสได้จับมือกับสํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดศูนย์ 5G AI/IoT Innovation Center ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์เพื่อศึกษา วิจัย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี 5G

และต่อยอดความร่วมมือนี้เป็นสมาร์ทซิตี้เปิดให้บริการ 5G ในสยามสแควร์ในอนาคต

ซึ่งการจับมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้เอไอเอสได้ทั้งไอเดียใหม่ๆ ในการพัฒนา 5G การศึกษาความเป็นไปได้ในการให้บริการ และการทดลองให้บริการ 5G ในรูปแบบ Smart City กับคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่กับเทคโนโลยี และเป็นกำลังเสียงสำคัญในการกระจายการรับรู้สู่วงกว้าง ผ่านการแชร์และรีวิวการใช้งาน

 

นอกจากนี้ เอไอเอสยังมีการจับมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พัฒนาและทดลองรถไร้คนขับบนเครือข่าย 4G เพื่อเรียนรู้หลักการทำงานก่อนที่จะเชื่อมโยงการให้บริการไปกับเครือข่าย 5G เมื่อ กสทช. อนุญาตให้ทดลองในอนาคต

ทั้งนี้ การไปเทคโนโลยี 5G เป็นการลงทุนอย่างมหาศาล ทั้งคลื่นความถี่ที่จะต้องใช้มากกว่า 100Mbps เพื่อให้การบริการ 5G อย่างสมบูรณ์แบบ และการลงทุนด้านอุปกรณ์เครือข่าย 5G ที่จะต้องติดตั้งเพิ่ม รวมถึงการปรับจูนการให้บริการเครือข่ายเพื่อให้การใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

โดยในปัจจุบันได้มีประเทศจีน เกาหลี อเมริกา ญี่ปุ่น ที่โอเปอเรเตอร์ได้ถูกจัดสรรคลื่นจากภาครัฐให้นำมาใช้พัฒนา 5G ในราคาที่ไม่สูงนักเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะให้บริการในปี 2020 แล้ว

การที่รัฐบาลของ 4 ประเทศนี้เห็นความสำคัญกับ 5G มาจากรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการมี 5G ให้บริการจะสามารถเพิ่มแวลูแอดให้กับประเทศได้ อย่างเช่น เกาหลีใต้และจีน ที่สามารถต่อยอดเครือข่าย 5G ไปยังสมาร์ทดีไวซ์รุ่นใหม่ๆ และประเทศญี่ปุ่นต้องการไปสู่เจ้าแห่งรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น

ส่วนประเทศไทย 5G พร้อมเมื่อไร คงต้องศึกษากันอีกหลายเรื่อง

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer