ปัญหามลภาวะทางอากาศ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยไปเสียแล้ว หลังจากที่กรุงเทพฯ ประสบภาวะค่าฝุ่นละออง PM2.5 อยู่ในปริมาณสูง จนทำให้ติดทอป 3 ของโลก เมืองที่มีดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) แย่ที่สุดอยู่ช่วงหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ทั้งในส่วนของผู้บริโภคเอง รวมถึงองค์กรต่างๆ ต่างมีความตระหนักและหันมาสนใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น เพราะปัญหามลภาวะเป็นพิษยังคงคาดว่าจะมีต่อเนื่อง หากทุกภาคส่วนไม่ร่วมกันป้องกันและแก้ไข

สำหรับ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค หนึ่งในผู้ประกอบการด้านอสังหาฯ ชั้นนำ ได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด โดยในปีนี้ยังคงมีนโยบายในการเดินหน้ากลยุทธ์การพัฒนาโครงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีอย่างยั่งยืน ต่อยอดการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้อยู่อาศัย นำมาสู่แนวคิด Perfect Smart Green Living ในการสร้างที่อยู่อาศัยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และการลดใช้พลังงานเป็นหลัก

Green Living:  ด้วยต้องการสร้างบ้านไร้ฝุ่นไร้มลพิษ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จึงได้ร่วมมือกับ  Sekisui ผู้นำนวัตกรรมระบบโมดูลาร์ที่ดีที่สุดในประเทศญี่ปุ่น นำเทคโนโลยีชั้นนำในการสร้างบ้านที่สามารถป้องกันมลภาวะต่างๆ

โดยไฮไลต์สำคัญของบ้านนวัตกรรมจากญี่ปุ่นคือการมีเทคโนโลยี บ้านระบบปิด (Air Tightness System) ที่มีการซีลทุกช่องที่เปิดให้ปิดสนิทเพื่อป้องกันฝุ่นสกปรกจากภายนอก  ป้องกันเสียง และป้องกันสัตว์รบกวน  รวมถึงเกสรดอกไม้ ทำให้อากาศภายในบ้านปลอดฝุ่นและมลพิษได้อย่างแท้จริง

และ ระบบหมุนเวียนอากาศภายในบ้าน (Air Factory System) ที่มีอยู่ภายในตัวบ้าน ผ่านไส้กรองอากาศ 3 ชั้นที่ดักจับฝุ่นขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีช่วยให้บ้านเย็น  Thermal Insulated System ใช้ผนังแบบพิเศษที่สามารถลดอุณหภูมิภายในบ้านได้ เพื่อให้เหมาะกับสภาพอากาศในประเทศไทย และส่งผลในเรื่องของการประหยัดพลังงาน

รวมถึง Durability Structure ผนังกระเบื้องเซรามิกแบบพิเศษ ที่ทำความสะอาดง่าย ทนทานต่อแรงกระแทกและการขีดข่วน ป้องกันเชื้อราและตะไคร่น้ำ ไม่ต้องทาสีใหม่ตลอดอายุการใช้งาน

ในด้าน Smart Green Energy พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ยังได้ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านพลังงาน ในการนำเทคโนโลยีด้าน Smart Energy ได้แก่ EV Wall Charger โดยเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ในกลุ่มบ้านระดับไฮเอนด์ และรองรับมาตรฐาน EV Ready ในบ้านระดับทั่วไป

และอีกหนึ่งโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาร่วมกับ ปตท. ในการนำเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน (Smart energy monitoring and management) โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และพลังงานหมุนเวียน เช่น Solar PV เพื่อนำมาให้บริการในโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เป็นครั้งแรกในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

เพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือเรื่อง พลังงานสะอาด โดยหลายโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค นำมาใช้ได้อย่างจริงจัง  เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการเปลี่ยนหลอดไฟมาใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการออกแบบอาคารประหยัดพลังงานในอาคารที่เป็นพื้นที่ส่วนกลาง รวมถึงติดตั้งระบบพลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาทิตย์ โซลาร์เซลล์ บนหลังคาคลับเฮาส์ เซลล์แกลเลอรี่ อีกด้วย

Green Environment: จากสถิติของกรมอนามัยโลกระบุไว้ว่า เมืองที่มีสิ่งแวดล้อมดี ควรมีพื้นที่สีเขียวประมาณ 9 ตร.ม. ต่อคน 1 คน แต่กรุงเทพฯ ปัจจุบันเหลือพื้นที่สีเขียวเพียง 6.43 ตร.ม. ต่อคนเท่านั้น

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้รับการยอมรับในการพัฒนาโครงการที่มีพื้นที่สีเขียวและทะเลสาบขนาดใหญ่มาโดยตลอด ยกตัวอย่างเช่น โครงการเพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77 ที่มีพื้นที่สีเขียวกว่า 11 ตร.ม. ต่อคน ซึ่งในปีนี้ยังคงเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ในอีก 3 โครงการ รวมพื้นที่ 183 ไร่ คือ บางนา แจ้งวัฒนะ และปทุมธานี

พร้อมเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นในโครงการที่มีขนาดใหญ่ รวมถึงการลดมลพิษในการจัดการขยะภายในโครงการ รณรงค์แยกขยะในโครงการต่างๆ เพิ่มจำนวนการก่อสร้างบ้านด้วยระบบฟรีแฟบ เป็นจำนวน 80% ของบ้านทั้งหมด เป็นจำนวน 2,000 ยูนิต ในปี 2019  ติดตั้งเครื่องตรวจชี้วัดคุณภาพอากาศ (AQI) ภายในโครงการ

“ผลจากพัฒนาสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของทั้งโครงการ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้ลองใช้เครื่องวัด AQI สุ่มตรวจในโครงการเพอร์เฟค เพลส สุขุมวิท 77 มีค่า AQI เพียง 69 และระดับ PM2.5 เพียง 30 เท่านั้น” (การทดสอบเมื่อ 22 ม.ค. 62 ในขณะนั้นกรุงเทพฯ มีค่า AQI สูงถึง 153 / PM2.5 = 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)

สำหรับแนวคิด Perfect Smart Green Living จากพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ถือเป็นการพัฒนาอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน รวมถึงนำมาใช้งานจริงเพื่อเป็นยกระดับความเป็นอยู่ของผู้อยู่อาศัยจริง

รวมทั้งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ทุกคนหรือทุกๆ องค์กรสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้  เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกใบนี้กำลังเผชิญอยู่ได้