คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ CHANEL
“I am working class: I work with class”
วลีเด็ดของคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ที่เคยได้กล่าวเอาไว้ นอกจากจะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงความฉลาดเฉลียว และทักษะแหลมคมในการสนทนาแล้ว ยังบ่งบอกได้ถึงอุปนิสัยถึงความเป็นคนรักงาน ทุ่มเท อุทิศชีวิตให้กับการทำงาน เป็นเฟืองชิ้นสำคัญที่ผลักดันห้องเสื้อ Chanel แบรนด์แฟชั่นชั้นสูงของปารีส ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นทั้งในแง่ของความเป็นลักชูรีแบรนด์และยอดขายอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
คาร์ล เลเกอร์เฟลด์ เริ่มต้นก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นเมื่อมีอายุได้เพียง 21 ปี เมื่อเขาส่งงานดีไซน์เข้าประกวดการออกแบบเสื้อโค้ท ซึ่งจัดโดย International Wool Secreatariat ในปี 1955 และแน่นอนว่าคาร์ลคือผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ คู่กับ Yves Saint Laurent ดีไซเนอร์คู่รักคู่แค้นของคาร์ลในเวลาต่อมา ทั้งในเรื่องงานและความรัก  คาร์ลคว้ารางวัลชนะเลิศการออกแบบเสื้อโค้ท
ในขณะที่อีฟว์ชนะการออกแบบชุดเดรส  จากนั้นคาร์ลก็ได้รับการทาบทามให้ร่วมงานเป็นผู้ช่วยของ Pierre Balmain ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เคยออกแบบฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปมาแล้ว คาร์ลมีหน้าที่รับผิดชอบการออกแบบชุดสำหรับใช้ในภาพยนตร์และชุดสำหรับดารานักแสดงอย่างโซเฟีย ลอเรน
คาร์ล เลเกอร์เฟลด์ ร่วมงานอยู่กับปิแอร์ บัลแมงสามปี ก่อนที่จะย้ายไปทำงานเป็น Artistic Director ในปี 1958 ให้กับห้องเสื้อ Jean Patou เจ้าของน้ำหอมแบรนด์ Joy ที่สาวไทยในยุคหนึ่งคลั่งไคล้ในความหอมที่แพงแสนแพงนี้กันทั่วบ้านทั่วเมือง  คาร์ล เลเกอร์เฟลด์ร่วมงานกับห้องเสื้อ Jean Patou อยู่ 6 ปี ก่อนที่จะโบกมือลาเพื่อไปศึกษาต่อประวัติศาสตร์ศิลป์ที่กรุงโรม ที่นั่น…คาร์ลรับจ๊อบทำงานเป็นฟรีแลนซ์ให้กับห้องเสื้ออิตาเลียนหลายๆ แบรนด์อย่าง Chloe, Krizia และ Valentino อีกด้วย
ในปี 1965 คาร์ลร่วมงานเป็นครั้งแรกกับห้องเสื้ออิตาเลียน Fendi โดยรับผิดชอบในการออกแบบและดูแลไลน์การผลิตเสื้อเฟอร์ ซึ่งคาร์ลสามารถทำได้เป็นอย่างดีในการพลิกฟื้นธุรกิจเสื้อเฟอร์ของ Fendi ให้กลับมามีสีสันและขายดีอีกครั้ง ซึ่งคาร์ลยังคงทำงานให้กับห้องเสื้อ Fendi ในฐานะ Artistic Director จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว
และในที่สุดวันและเวลาสำหรับความสำเร็จและชื่อเสียงสำหรับคาร์ล เลเกอร์เฟลด์ ก็ได้มาถึง เมื่อเขาได้รับเทียบเชิญในปี 1983 จาก Alain Wertheimer เจ้าของร่วมหรือ Co-Ownerให้มาร่วมงานกับห้องเสื้อ Chanel
ข้อเสนอนี้ได้รับแต่เสียงคัดค้านจากคนรอบข้างของคาร์ล ที่ตักเตือนคาร์ลว่า “อย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า” แต่คาร์ลกลับท้าทายตอบพวกเขาแต่เพียงสั้นๆ ว่า “แล้วจะทำให้ดู” เหตุผลที่ทุกคนคัดค้านไม่ให้คาร์ลมาร่วมงาน เพราะห้องเสื้อ Chanel ในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำที่สุด หลังจากที่ผู้ก่อตั้ง คือมาดมัวแซลล์ กาเบรียล ชาแนล สิ้นชีวิตลงเมื่อปี 1971 ขณะมีอายุได้ 87 ปี แต่สำหรับคาร์ลแล้ว นี่คือความท้าทายชีวิตการทำงานสำหรับเขาอย่างแท้จริง
สิ่งที่คาร์ลเริ่มต้นกับการทำงานให้กับห้องเสื้อ Chanel คือการนำเอาจิตวิญญาณของมาดมัวเซลล์ กาเบรียล ชาแนล หรือโคโค่ ชาแนล ไม่ว่าจะเป็นความคิดความอ่าน รสนิยม และสไตล์มาใส่ไว้ในตัวตนของตนเอง คาร์ลนำเอางานออกแบบของโคโค่ ชาแนล มารีแวมป์ ปรับและตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ผ่านทางชิ้นงานที่เป็น ‘ซิกเนเจอร์’ บ่งบอกถึงความเป็น Chanel เริ่มจากโลโก้อักษร CC ไขว้กลับด้านกัน ดอกคามิเลียสีขาว กระเป๋าสะพายไหล่ด้วยโซ่ สร้อยคอไข่มุก แจ๊กเก็ตผ้าทวีต สูทชุดกระโปรง และชุดราตรีสั้น หรือ Little Black Dress
คาร์ลนำเสนอชิ้นงานที่เป็น ‘ซิกเนเจอร์’ เหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกๆ คอลเลกชั่น เพียงแต่เปลี่ยนรายละเอียดของการออกแบบและวัสดุชิ้นงานแต่ละชิ้นให้เหมาะสมกับธีมของคอลเลกชั่นนั้น จนผู้คนทั่วโลกไม่ใช่แต่ลูกค้าหรือแฟชั่นนิสต้าเกิดภาพจำในผลงานของห้องเสื้อ Chanel ได้ สร้างคุณค่าและมูลค่าที่สูงขึ้นให้กับแบรนด์ Chanel ตรงตามทฤษฎีของการสร้างแบรนด์ที่นักการตลาดได้เขียนเอาไว้ สร้าง Chanel ให้กลายเป็นลักชูรีแบรนด์ที่แข็งแรง
โดยที่คาร์ลทำไปเพราะรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้หรือไม่ก็ตาม ทุกๆ ปีนิตยสาร Forbes ได้มีการจัดอันดับ ‘แบรนด์ที่มีมูลค่ามากสุดในโลก 100 อันดับแรก’ ในปี 2018…Chanel มีรายได้ 5.9 พันล้านดอลลาร์ มีมูลค่าแบรนด์สูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์ และอยู่ในลำดับที่ 87 ของโลก

คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ กับความสำเร็จของห้องเสื้อ Chanel

ความสำเร็จของห้องเสื้อ Chanel ไม่ได้เกิดมาจากความคิดสร้างสรรค์ของ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการทุ่มเทกายและใจให้กับงานที่เขารัก เฉพาะห้องเสื้อ Chanel แห่งเดียว คาร์ลต้องรับผิดชอบดูแลการออกแบบและการผลิตคอลเลกชั่น Ready To Wear และ Haute Couture ปีละ 5 คอลเลกชั่น รวมไปถึงคอลเลกชั่น Métiers d’Art ที่โชว์ฝีมือและความสามารถของช่างเสื้อ Chanel อีกปีละครั้งในเดือนธันวาคม
นอกจากนี้ ยังต้องมีการเตรียมโชว์ในแต่ละคอลเลกชั่น ซึ่งโชว์แต่ละโชว์นั้นเป็นที่เฝ้ารอและกล่าวขวัญถึงในแง่ของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่ อลังการ ดาวล้านดวงมาตลอด เช่น คอลเลกชั่น Fall / Winter 2014-2015 ที่เวทีตกแต่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่
สินค้าทุกชิ้นที่ดิสเพลย์อยู่ในนั้นทั้งหมดติดพะยี่ห้อเป็นของแบรนด์ Chanel สถานียานอวกาศในคอลเลกชั่น Fall / Winter 2017-2018 เวทีที่จำลองเรือโดยสารขนาดใหญ่ชื่อ La Pausa ในคอลเลกชั่น Cruise 2019
และเวทีที่จำลองชายหาดมีทรายมีคลื่นซัดเข้าหาฝั่งเหมือนของจริงไม่มีผิดเพี้ยน จากคอลเลกชั่นล่าสุด Spring / Summer 2019 ซึ่งทุกโชว์ของ Chanel ต้องจัดที่ Grand Palais เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์เก่าแก่ของกรุงปารีส บนถนนชองป์ เซลีเซ่เท่านั้น
งาน Chanel | Haute Couture Spring Summer 2019 ที่ผ่านมา
คาร์ล เลเกอร์เฟลด์ เริ่มส่งสัญญาณการเจ็บป่วยของเขาให้คนนอกได้ระแคะระคาย เมื่อไม่ได้ปรากฏตัวในช่วงฟินาเล่ตอนท้ายสำหรับโชว์ Spring / Summer Haute Couture เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าป่วยกะทันหัน
เหลือแต่ Virginie Viard ผู้อำนวยการ Chanel ’s Fashion Creation Studio ผู้ช่วยและมือขวาของคาร์ลมานานกว่า 30 ปี ออกมาโชว์ตัวแทน
และเมื่อคาร์ลสิ้นชีวิตลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากห้องเสื้อ Chanel แต่งตั้ง Virginie Viard ขึ้นรับผิดชอบดูแลงานออกแบบและการผลิตแทน ด้วยเชื่อมั่นว่าจะสามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของมาดมัวเซลล์ กาเบรียล ชาแนล และคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ที่มีต่อแบรนด์ Chanel ได้เป็นอย่างดี
แม้ทุกคนจะรู้ทั้งรู้ว่าคุณปู่คาร์ล หนึ่งเดียวคนนี้ที่มากด้วยความสามารถนั้น…Irreplaceable
บทความโดย
วิชชา นิจถาวร: คลุกคลีอยู่ในวงการโฆษณามานานหลายสิบปีทั้งในยุคของการสื่อสารแบบครบวงจร จนมาถึงยุคของการสร้างแบรนด์ เคยผ่านมาแล้วทั้งงานโฆษณา งานประชาสัมพันธ์ และงานแอคทิเวชั่น
ก่อนที่จะเปลี่ยนฟีลด์มาทำงานด้านการตลาดและการขาย ปัจจุบันทำงานแบบ Semi-Retired รับบทบาทเป็นกรรมการบริษัท และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับทั้งเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน