“ดันน์ฮัมบี้” ชี้ “บิ๊กเดต้า” กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ

ดันน์ฮัมบี้เผยผลวิจัยบิ๊กเดต้าชี้กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อ หลังพบการเชื่อมโยงระหว่างการใช้สื่อออนไลน์และสื่อ ณ จุดขาย ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าใหม่และรายได้โต 30%

ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ประธานกรรมการผู้จัดการฝ่ายการพาณิชย์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ดันน์ฮัมบี้ จำกัด กล่าวว่าปัจจุบันคำว่าบิ๊กดาต้าได้เข้ามามีความสำคัญมากยิ่งขึ้น หากต้องการเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ซึ่งผลสำรวจในปีที่ผ่านมาพบว่า คนไทยมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 6.5 ชั่วโมง/วัน โดยชาวเจนวายใช้มากที่สุดอยู่ที่ 7.12 ชั่วโมง/วัน

ดังนั้นตั้งแต่ปีก่อนดันน์ฮัมบี้จึงได้นำผลของบิ๊กเดต้าจากฐานข้อมูลคลับการ์ดกว่า 15 ล้านครัวเรือน ซึ่งคิดเป็น 70% ของครัวเรือนทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือนของไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เข้าใจถึงความแตกต่าง ของลูกค้าหลากหลายประเภทได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ซื้อ เหตุผลที่ซื้อสินค้านั้น และขั้นตอนระหว่างการตัดสินใจซื้อสินค้า ในกลุ่มสินค้า FMCG

แบ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคออกเป็น 3 กลุ่มหลักโดยเมื่อดูจากช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคของลูกค้าแล้วคือกลุ่มลูกค้าที่ซื้อจากร้านค้ากลุ่มลูกค้าที่ซื้อของออนไลน์และกลุ่มลูกค้าที่ซื้อจากทั้งสองช่องทางจากการวิเคราะห์ข้อมูลได้พบว่าประวัติของลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันไป

โดยกลุ่มที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เป็นส่วนใหญ่คือกลุ่มที่มีรายได้สูงคิดเป็น 63 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่ซื้อสินค้าออนไลน์ทั้งหมด ในขณะที่กลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าในร้านส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลาง คิดเป็น 53 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าที่ซื้อจากร้านค้าทั้งหมด และกว่า 56 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านทั้งสองช่องทางคือ กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง

อย่างไรก็ตามสื่อโฆษณาณจุดขายมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่จัดขายเพิ่มมากขึ้นโดยจากผลการวิจัยของดันน์ฮัมบี้พบว่ากลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าและเห็นโฆษณาทั้งที่ร้านค้าและผ่านทางออนไลน์นำคูปองส่วนลดมาซื้อสินค้าที่ร้านค้ามากกว่า 43% เมื่อเทียบกับอัตราการนำคูปองส่วนลดมาซื้อสินค้าของลูกค้าที่ซื้อสินค้าและเห็นโฆษณาผ่านทางช่องทางเดียว

การเพิ่มขึ้นของช่องทางการซื้อสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทย ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคในการเชื่อมต่อกับลูกค้าผ่านสื่อดิจิตอล แต่สิ่งที่สำคัญคือการใช้กลยุทธ์การสื่อสารและโฆษณาที่เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ธีรเดชกล่าวต่อว่าในปีที่ผ่านมามีลูกค้าที่ทำแคมแปญโฆษณาออนไลน์พร้อมกับสื่อโฆษณาณจุดขายโตกว่า 29% หรือคิดเป็นจำนวน 1,450 แคมเปญ โดยมีแบรนด์ทั้งหมด 256 แบรนด์ เติบโต 18% ในจำนวนนี้ 18% เป็นแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในสินค้ากลุ่ม FMCG เช่นกลุ่มธนาคาร และกลุ่มมอเตอร์ไซค์

สำหรับเป้าหมายในปีนี้ของดันน์ฮัมบี้ต้องการมีแบรนด์ที่มาลงโฆษณาเติบโต 30% หรือไม่น้อยกว่า 300 แบรนด์ เช่นเดียวกับรายได้ที่ต้องการโต 30% เช่นกัน ปัจจุบันมีกลุ่มสินค้าหลักคือ สุขภาพและความงาม สินค้าเด็ก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้าน คาดว่าปีนี้จะได้กลุ่มที่ไม่ใช้สินค้า FMCG ที่มีแนวโน้มจะมาลงสื่อคือ  ประกันและสินเชื่อ