ชฎาทิพ จูตระกูล ผ่าแผน สยามพิวรรธน์ อีก 5 ปี จะโตแบบ​ Double Growth !

ในปี 2562 นี้บริษัท สยามพิวรรธน์จะมีอายุครบ 60 ปี 

จากการเป็นเจ้าของโรงแรมบางกอกอินเตอร์คอนติเนนตัล โรงแรมห้าดาวระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย  (ปัจจุบันคือที่ตั้งขอห้างพารากอน) ที่มีพลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อปี 2502

วันนี้ สยามพิวรรธน์ เป็นเจ้าของและผู้บริหารโครงการที่มีชื่อเสียงระดับโลกคือสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และ ไอคอนสยาม

สร้างยอดรายได้รวมในปี 2561 ที่ผ่านมาถึง 25,500 ล้านบาทและยังกล้าตั้งเป้าหมายว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า  จะโตแบบ​ Double Growth หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นได้ถึง 5 หมื่นล้านบาท  

เบื้องหลังความสำเร็จต้องยอมรับว่าเป็นฝีมือของ ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ที่เธอได้ทุ่มพลังในการเป็นผู้นำทีมบริหารโครงการทั้งหมดต่อจาก พลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ผู้เป็นพ่อ

ชฎาทิพจบปริญญาตรีจากคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปเรียนต่อด้านประกันภัยที่ประเทศอังกฤษ และทำงานด้านประกันภัยอยู่ที่นั่น 4 ปี ก่อนมาเริ่มงานที่บริษัททิพยประกันภัย จำกัด 

ปี 2529 เริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งพนักงานบัญชีของศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ รับเงินเดือนเพียง 4,500 บาทหลังจากนั้นได้ไปรับผิดชอบในส่วนของการบริหารส่งเสริมการขายและได้สร้างความโดดเด่นในการทำงานอย่างมาก 

ในอดีตหลายคนมองว่าการที่เธอเป็นลูกสาวของท่านประธานบริษัท จึงทำให้เธอมีโอกาสมาอยู่ ณ ที่ตรงจุดนี้ได้ แต่เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “โอกาส” อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความสามารถที่จะบริหารโอกาสให้เป็น “ผลงาน” ที่ยิ่งใหญ่ด้วย

จะคิดการใหญ่ ใจต้องแกร่ง

เกือบ 33 ปี กับการทำงานในสยามพิวรรธน์ ใจของคนที่เป็นผู้นำ “ต้องแกร่ง” เพราะต้องเจอกับอุปสรรคความท้าทายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

ปี 2538 เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้สยามเซ็นเตอร์ หลายคนคงลืมไปแล้ว แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ เธอคงจำความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นได้อย่างไม่มีวันลืม เพราะสิ่งที่ได้ทุ่มเทมาตลอดเวลา 10 ปี กำลังพังลงมาต่อหน้าต่อตา แต่ไม่มีเวลาให้เสียใจ ต้องตั้งสติแล้วรีบลุยกันใหม่ ซ่อมและสร้างสองตึกไปพร้อมๆ กัน (ขณะนั้นกำลังสร้างตึกสยามดิสคัฟเวอรี่ด้วย)

ปี 2540 หลังเปิดตัวศูนย์การค้า สยามดิสคัฟเวอรี่เพียง 3 เดือนโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ล่าช้ามานานกลับมาเร่งเครื่องเดินหน้าปูพรมตอกเสาเข็มเพื่อวางทางเดินรถ และสถานีใหญ่หน้าสยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ทำให้รถติดสาหัสมาก ลูกค้าหายไปครึ่งหนึ่ง โลเกชั่นที่ว่าดีเยี่ยมอยู่กลางเมืองช่วยอะไรไม่ได้เลย มิหนำซ้ำยังเป็นปีที่ถูกกระหน่ำซัดด้วยวิกฤตทางการเงิน “ต้มยำกุ้ง” อีกทางหนึ่งด้วย

เกือบ 3 ปีเต็มกว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าเสร็จ กว่าจะได้เห็นภาพของผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาคุ้มค่ากับการรอคอย

และอีกหลายๆครั้งที่สยามพิวรรธน์ยังต้องเผชิญวิกฤตจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง 

ทุกครั้งที่เจอกับวิกฤตคือช่วงเวลาวัดใจที่สำคัญ ระหว่างศูนย์กับร้านค้า ร้านค้าเองเขาก็ดูว่าเกิดเหตุหนักขนาดนี้บริษัทช่วยอะไรได้บ้าง บริษัทก็วัดใจลูกค้าเหมือนกันว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกันขนาดนี้แล้วจะอยู่กันต่อไหม

ชฎาทิพเคยกล่าวกับผู้เขียนว่าหากเธอมีเงินส่วนตัวที่จะลงทุนทำธุรกิจสักอย่างเธอคงไม่เลือกที่จะทำศูนย์การค้า

“เพราะเป็นธุรกิจที่หยุดไม่ได้ ไม่เหมือนกับการมีออฟฟิศให้เช่า แต่ธุรกิจนี้ทุกคนมาฝากอนาคตฝากกระเป๋าเขาไว้กับเรา ธุรกิจไม่ดีก็ต้องมาร้องไห้ซบอกกับเรา ไม่ฟังก็ไม่ได้ ช่วงวิกฤตปี 2540-2541 ออฟฟิศของพวกเราเหมือนคลินิกทางจิตดีๆ นี่เอง เดี๋ยวรายนั้นมาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง เราต้องฟัง เพราะยังไงเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว มีอะไรช่วยได้ เราช่วยอย่างเต็มที่”

วิกฤตไม่ได้ทำให้เธอหยุดคิดปฏิวัติวงการ

ในปี 2545  สยามพิวรรธน์ตัดสินใจทุบทิ้งโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่อยู่คู่ใจกลางกรุงเทพฯ มานานถึง 37 ปี เพื่อสร้างโครงการสยามพารากอน โดยจับมือกับศุภลักษณ์ อัมพุช หญิงแกร่งอีกคนจากกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป

เป็นปรากฏการณ์ทางด้านการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หลังจากถูกพายุเศรษฐกิจกระหน่ำซัดตั้งแต่ปี 2540

คราวนั้นชฎาทิพมองข้ามคู่แข่งในประเทศ เพราะเป้าหมายคือการเป็น  Show Case ของทวีปเอเชีย

สยามพารากอนถูกสร้างในพื้นที่ 72 ไร่ งบลงทุนสูงถึง 15,000 ล้านบาท เป็นบิ๊กโปรเจ็กต์ ที่ช่วยดึงความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ให้กลับมามั่นใจเศรษฐกิจของเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง

สยามพิวรรธน์สร้างความยิ่งใหญ่ในการพัฒนาโครงการอีกครั้ง เมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมาด้วยอภิมหาโครงการ  “เมืองไอคอนสยาม” บนพื้นที่ 55 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในงบลงทุน 54,000 ล้านบาท

เป็นการทิ้งตำราเดิมของการสร้างศูนย์การค้าเพื่อเปิดตำราใหม่ “สร้างเมือง” โดยยกเอาความล้ำสมัยจากใจกลางเมืองมาผสมผสานกับวัฒนธรรมและความงดงามของความเป็นไทย พร้อมกับนำธุรกิจอื่นๆ มาร่วมกันสร้างความสมบูรณ์แบบ

ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการก้าวข้ามการแข่งขันในประเทศ มุ่งเป้า ‘นำไทยยิ่งใหญ่บนเวทีโลก’ ชฎาทิพยังกล่าวด้วยความมุ่งมั่นว่า

“จากเดิมเราเคยเป็นบริษัทที่ต้องไปเรียนรู้ เสาะหาไอเดียและแรงบันดาลใจในการพัฒนาโครงการจากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทย แต่วันนี้ สยามพิวรรธน์ได้ยกระดับมาสู่การเป็นผู้นำความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมที่ล้ำสมัย นำเสนอสิ่งแปลกใหม่ที่ทั่วโลกจับตามองต้องการเรียนรู้และนำเอาไอเดียของเราไปทำในประเทศตัวเอง”

เป็นความท้าทายผ่านตำราการตลาดใหม่ๆ ในยุคดิจิทัล ที่ผลักดันให้ปฏิวัติวงการเพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

พร้อมๆ กับการเปิดโครงการใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี  บนใจกลางเมือง ณ ฐานที่มั่นเดิมใจกลางกรุงเทพฯ โครงการสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ ก็ถูกผนึกกำลังร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางด้านการตลาดร่วมกันภายใต้ชื่อ “วันสยาม” (One Siam) 

ส่วนในอีก 5 ปีข้างหน้าเธอบอกว่าได้เตรียมเงินลงทุนไว้อีก 7 หมื่นล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญความท้าทายระดับโลกจากผู้เล่นรายใหญ่อื่นๆ จากทั่วโลก

“ในอนาคต ทั้งคู่แข่งและพันธมิตรทางธุรกิจของเราจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป แต่คู่แข่งของเราสามารถเป็นใครก็ได้ในโลกนี้ที่มาแข่งขันกับเรา ดึงดูดความสนใจ และช่วงชิงเอาเวลาพักผ่อนหย่อนใจที่ลูกค้าใช้ในโครงการของเรา ไปจากเราได้เช่นกัน”

มาดูกันว่าอะไรคือยุทธศาสตร์สำคัญที่เธอวางไว้บ้าง

จากนี้ไปสยามพิวรรธน์ต้องสร้างเมืองเท่านั้น

ชฎาทิพพยายามเน้นคำว่า “เมืองไอคอนสยาม” เพราะการสร้างศูนย์การค้าอย่างเดียวเหมือนในอดีตมัน Out of Date หรือล้าสมัยไปแล้ว ทุกวันนี้ช้อปปิ้งออนไลน์มีให้เลือกมากมายคนไม่จำเป็นต้องฝ่ารถติดมาเดินห้างก็ได้

จะดึงคนมาได้ต้องครบเครื่องมีทั้งที่อยู่อาศัย แหล่งแฮงก์เอาต์ และศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่ต้องมีความแปลกใหม่เหนือความคาดหมาย

และที่สำคัญ ในขณะที่ศูนย์การค้าแบบเดิมๆ ประโยชน์ส่วนใหญ่อาจจะอยู่ที่เจ้าของโครงการ​ ผู้เกี่ยวข้อง และร้านค้าที่เข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อค้าขายเป็นหลัก แต่การสร้างเมือง จะสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนในหลายๆกลุ่มด้วย

“จากนี้ไปอีก 5 ปี ทุกโครงการของสยามพิวรรธน์จะต้องมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ไร่ขึ้นไป เรากำลังอยู่ในระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนประมาณ 3-4 แห่ง ซึ่งต้องร่วมกับพันธมิตรหลายฝ่าย เพราะเป็นการสร้างเมืองที่ต้องอาศัยแม่เหล็กหลายตัวดึงดูดคน”

เธอย้ำว่า

“ทุกครั้งที่ดิฉันเรียกไอคอนสยามว่า ‘เมือง’ ไม่ได้หมายถึงขนาดความใหญ่โตของโครงการเท่านั้น แต่ หมายถึง ‘ความยิ่งใหญ่’ ในด้านความหลากหลายและจำนวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลประโยชน์จากการมีอยู่ของไอคอนสยาม… เหมือนที่แห่งนี้คือเมืองเมืองหนึ่งนั่นเอง”

ต้องมีพันธมิตร คนเราไม่ได้เก่งเสียทุกอย่าง

โครงการสยามพารากอนเป็นการร่วมมือระหว่างสยามพิวรรธน์กับกลุ่มเดอะมอลล์ ไอคอนสยามในส่วนของคอนโดมิเนียมก็ได้พันธมิตรอย่างซีพี เข้ามาร่วม ล่าสุดยังได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรแถวหน้าระดับโลก คือไซม่อน พร็อพเพอร์ตี้ กรุ๊ป บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้านค้าปลีกจากอเมริกาเปิด Luxury Premium Outlets แห่งแรกในประเทศไทย บนที่ดิน 150 ไร่ ย่านมอเตอร์เวย์-ลาดกระบัง และขยายเพิ่มไปนอกกรุงเทพฯ อีก 2 แห่ง  

รวมทั้งเตรียมจับมือพันธมิตรรายใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการเมืองขนาดใหญ่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และยังเตรียมร่วมทุนกับบริษัทค้าปลีกชั้นนำจากต่างประเทศเพื่อเปิดตัวแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์อีก 2 แบรนด์

บริหาร Big Data พลังสำคัญในการเจาะอินไซด์ผู้บริโภค

4 ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของสยามพิวรรธน์ คือฐานข้อมูลมหาศาล (Big Data) ในมือที่กำลังให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างถูกต้องที่สุด รวมทั้งจะได้รู้ว่าองค์กรจะต้องเดินหน้าต่อไปทางไหน

ซึ่งในปีนี้จะเปิดตัวระบบ Marketing Intelligence System ที่ได้พัฒนามานานกว่า 5 ปีด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท อย่างเต็มรูปแบบ และพร้อมใช้ทันที

การรู้ทันและคาดเดาความต้องการผู้บริโภคได้อย่างถูกต้องและแม่นยำภายใต้การทำงานของของคนร่วมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยคือหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจในโลกปัจจุบัน ชฎาทิพ เคยบอกว่า 

“ทุกวันนี้บอกลูกน้องว่าทำงานมา 30 กว่าปี ประสบการณ์ที่ใช้ได้ในวันนี้มีเพียง 10 % ถ้าใครเข้าใจว่าที่เก่งและประสบความสำเร็จเพราะประสบการณ์แน่นบอกเลยว่าคิดผิดเพราะเทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว”

ปัจจุบันในวันสยามมีฐานลูกค้าใช้บริการราว 2-2.5 แสนคน/วัน  จำนวน 65-70% เป็นลูกค้าคนไทย ที่เหลือ 30-35% เป็นลูกค้าจีน อินเดีย กลุ่มประเทศ CLMV อินโดนีเซีย และ เกาหลี

ส่วนเมืองไอคอนสยามมีราว 1.2-1.5 แสนคน/วัน 80 %  เป็นคนไทย ที่เกินกว่าครึ่งเป็นลูกค้าใหม่ ซึ่งสะท้อนว่าการเปิดตลาดฝั่งธนประสบความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าใหม่เป็นอย่างดี

เร่งสร้างคน เพื่อรับกับการเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

คนคือสิ่งสำคัญที่สุดในการที่จะให้องค์กรไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ โดยได้มีการสร้างสยามพิวรรธน์ Next-Gen Leader ปั้นคนรุ่นใหม่เสริมทัพผู้บริหารเพื่อขับเคลื่อนองค์กร โดย 5 ปีที่ผ่านมาได้สร้างหน่วยงาน Think Tank ที่ได้ทำงานร่วมกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูงที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอย่างใกล้ชิด เป็นการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้ฝึกฝีมือ

รวมทั้งสร้าง Siam Piwat Academy เป็นหลักสูตรการบริหารจัดการที่นำองค์ความรู้ในการบริหารศูนย์การค้าและการค้าปลีกของสยามพิวรรธน์ที่สั่งสมมากว่า 60  ปีมาถ่ายทอดให้กับสังคม  

ในปีต่อไปนี้สยามพิวรรธน์จะเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ มีความชำนาญที่หลากหลาย (Multi Skills) ที่สามารถเข้าใจความต้องการของลูกค้าและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิทัล

นอกจากนั้น ยังมีแผนที่จะปรับโครงการสร้างองค์กรด้วยการสร้าง Center of Excellence หรือการสร้างหน่วยงานกลางที่รวมเอาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในสาขาต่างๆ ขึ้นเป็นหน่วยงานส่วนกลางเพื่อกำกับดูแล และให้การสนับสนุนบริษัทลูกในเครือทั้งหมดด้วย  รวมทั้งการเพิ่มสปีดด้วยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ด้วย

“เมื่อมองไปในเวลา 5 ปีข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับวงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ และยิ่งไปกว่านั้นคือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับประเทศไทย”

วันนี้สยามพิวรรธน์กำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่แตกต่าง ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ชฎาทิพย้ำว่า อย่างไรก็ดี แรงบันดาลใจที่ทำให้เธอและทีมงานสามารถมีพลังในการทำงาน เพราะรู้ดีว่าภารกิจที่ทำนั้นยิ่งใหญ่มากกว่าการทำธุรกิจเพื่อบริษัท แต่เป็นสิ่งที่จะสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นในสังคมทุกระดับของประเทศไทยด้วย

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer