“เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้” เปิด 3 กลยุทธ์ “Smart Integrated Strategy” รองรับการขยายตัว เผยเทรนด์การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมแบบสร้างตามความต้องการ (Built-to-Suit) มาแรง ตั้งเป้ารุกขยายพื้นที่ให้บริการโรงงานและคลังสินค้าแบบสร้างตามความต้องการในปีงบประมาณ 2562 นี้ ไม่ต่ำกว่า 120,000 ตารางเมตร เตรียมประกาศข่าวปิดดีลบริษัทขนาดใหญ่

1-frazer-Mr. Sopon Racharaksa

โสภณ ราชรักษา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจต่างๆ เป็นไปตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไป บริษัทจึงรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยการใช้โมเดล “Data Center” โดยวางงบลงทุนไว้ที่ 7,000 ล้านบาท แต่ปี 2562 จะใช้งบลงทุนเบื้องต้น 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ มี 4 ธุรกิจคือ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม (Industrial Property), ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ (Data Center), ธุรกิจสมาร์ทโซลูชั่น (Smart Solutions) และธุรกิจการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรม (Township)

โดยปีนี้ โสภณเผยว่า บริษัทได้ลงนามสัญญาการก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน 120,000 ล้านบาท แต่ในปีนี้จะเริ่มลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยกลยุทธ์ “Smart Integrated Strategy” โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

(1) Collaborative Network ผสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายของกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ และพันธมิตรทางธุรกิจ

(2) Product and Service Innovation การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรม

(3) Experience Creator มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า โดยยึดลูกค้าเป็นสำคัญและตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

“เราไม่เคยหยุดที่จะปรับปรุงและพัฒนาบริการให้มีความครอบคลุม สอดรับกับเทรนด์ธุรกิจและอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล รองรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต” โสภณกล่าว

1-frazer-Ms. Sally Teh Chiew Har

ส่วน แซลลี่ เธ่ห์ ชิว ฮาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทจะขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการ ‘อุตสาหกรรม’ โดยปีนี้ตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการภายในรอบปีงบประมาณ 2562 (เริ่มไตรมาสเมื่อเดือนตุลาคม 2561) ไม่ต่ำกว่า 120,000 ตารางเมตร โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีลูกค้าที่เช่าโรงงานและคลังแบบสร้างตามความต้องการ Built to Suit เป็นพื้นที่มากกว่า 500,000 ตารางเมตร โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจโลจิสติกส์

ธุรกิจที่บริษัทได้เข้าไปร่วมด้วย อาทิ ดีเอชแอล (DHL), สยามแม็คโคร (SIam Makro), ลินฟ้อกซ์ (Linfox), แอมเวย์ (Amway), เซ็นทรัล วัตสัน (Central Watson), ฟอร์ด (Ford), ลอรีอัล (Loreal), เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท (Central Family Mart) และ ไดกิ้น (Daikin)

อีกทั้งบริษัทยังมีลูกค้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา โดยแซลลี่ให้ข้อมูลว่า ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และอิเล็กทรอนิกซ์

“หัวใจสำคัญของการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าแบบสร้างตามความต้องการหรือ Built-to-Suit คือการเข้าใจธุรกิจและกระบวนการทำงานของลูกค้า ซึ่งบริษัทฯ มีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถเชิงลึกในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ลูกค้าจึงมั่นใจให้บริษัทฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าแห่งอนาคตที่สามารถสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้แก่ผู้ใช้อาคาร” แซลลี่ขยายความ

นอกจากนี้ แซลลี่กล่าวอีกว่า บริษัทเตรียมตัวจะประกาศโครงการขนาดใหญ่ที่ได้ร่วมกับบริษัทชั้นนำระดับประเทศในเร็วๆ นี้



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer