ตลาดแว่นตา มูลค่าเท่าไร ? วิเคราะห์ธุรกิจแว่นตา กรณีศึกษา แว่นท็อปเจริญ, เคที ออพติค และ หอแว่น

ธุรกิจแว่นตากลมๆ สองข้าง ที่มองเผินๆ เหมือนจะไม่มีอะไร

แต่ใครจะไปรู้ว่าธุรกิจนี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีรายได้มหาศาลทีเดียว แถมหักลบแล้วสามารถทำให้เจ้าของธุรกิจยิ้มรับตัวเลขสีเขียวที่โชว์ในพอร์ตอีกต่างหาก

แล้วถามว่ามูลค่าตลาดแว่นตาไทยตอนนี้ใหญ่ขนาดไหน

คำตอบคือ ตลาดแว่นตา ไทยมีมูลค่า 10,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทุกปีเฉลี่ย 10%

ส่วนแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาด และทำรายได้ได้มากที่สุด และไม่เคยเสียแชมป์ไปให้ใครคงต้องยกให้ “แว่นท็อปเจริญ” ร้านแว่นตาสีขาว-ฟ้าเป็นเอกลักษณ์

Marketeer พารู้จัก 3 แบรนด์ธุรกิจแว่นตาที่ครองตลาดอยู่ในตอนนี้ พร้อมวิเคราะห์ว่าทำไมที่หน้าร้านแว่นแต่ละสาขาที่ดูเงียบเหงา แต่ยังสามารถทำรายได้และอยู่รอดจนถึงทุกวันนี้

::: แว่นท็อปเจริญ :::

ร้านแว่นตาที่เปิดให้บริการมาร่วม 60 ปี เดิมชื่อ ’เจริญการแว่น’ จดทะเบียนในชื่อบริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด จากรุ่นบุกเบิกอย่าง ”เจริญ ตรีพรชัยศักดิ์” มาสู่รุ่นลูก “นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์”

และเปลี่ยนชื่อแบรนด์ให้เป็นที่จดจำง่าย “แว่นท็อปเจริญ” มาจนถึงปัจจุบัน

ตอนนี้แว่นท็อปเจริญมีสาขาทั้งหมดเกือบ 2,000 สาขา

ขณะเดียวกัน “นพศักดิ์” ยังได้ส่งอีกแบรนด์มาสู้ในสนามเดียวกัน เพราะเขาเชื่อว่าธุรกิจยังไงก็ต้องมีคู่แข่ง เดี๋ยวก็มีแบรนด์อื่นเข้ามาทำตลาดอยู่ดี เขาจึงส่ง “แว่นบิวตี้ฟูล” ในนามบริษัท แว่นบิวตี้ฟูล จำกัด แบรนด์สีเหลืองเป็นเอกลักษณ์ มาตีขนาบ หากลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าสาขาแว่นท็อปเจริญอยู่ที่ไหนร้านข้างๆ ก็จะเป็นร้านสีเหลืองสดใสนี้

::: เคที ออพติค :::

ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหู แต่หากพูดถึงชื่อ ”กรุงไทยการแว่น” คงต้องร้องอ๋อกันแน่เพราะแบรนด์นี้อยู่ในตลาดมายาวนานเช่นกัน ในปี 2553 ได้รีแบรนด์ภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัย และเป็นกันเองมากขึ้น โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 200 สาขา ครองส่วนแบ่งตลาด 14%

::: หอแว่น :::

อีกหนึ่งแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 50 ปี ที่สาขาแรกนั้นตั้งอยู่ในศูนย์การค้าเพลินจิต โดยเป็นร้านแว่นตาบริษัทในเครือของ บริษัท ไทยออพติคอลกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) กลุ่มอุตสาหกรรมแว่นตาแบบครบวงจร

ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 117 สาขา โดยส่วนใหญ่จะขยายสาขาตามศูนย์การค้า

แล้วใครจะรู้ว่าแค่ 3 แบรนด์ที่หยิบยกมานี้จะมีรายได้ปี’61 รวมกันมากถึงกว่า 6,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ร้านแว่นตาไทยไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิดกัน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นและทำไมทั้ง 3 แบรนด์จึงประสบความสำเร็จในแนวทางที่ต่างกัน…

Marketeer มองว่า

1. ราคาต้นทุนของแว่นที่มีราคาถูกกว่าราคาที่ร้านตั้งขายมากๆ เพราะร้านจะต้องซื้อแว่นตาแต่ละแบบมาสต๊อกไว้จำนวนเยอะพอสมควร ทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำมาก เมื่อหักต้นทุน ค่าพนักงาน และค่าเช่าพื้นที่ร้านแล้วทำให้ร้านยังเหลือกำไรเข้ากระเป๋าอย่างที่เห็น

2. อยู่ได้เพราะความน่าเชื่อถือ แบรนดิ้ง และคุณภาพ ไม่ว่าจะธุรกิจไหนเรื่องของความน่าเชื่อถือ และคุณภาพคือตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้บริโภคที่จะเลือกใช้บริการแบรนด์นั้นๆ มองว่าแบรนด์แว่นตาทั้ง 3 เจ้า ถึงแม้จะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกัน แต่ก็ยังมีความต่างในการจับกลุ่มทาร์เก็ตของลูกค้า

-แว่นท็อปเจริญ จะเน้นจับกลุ่มตลาดแมสมากๆ ด้วยการมีสาขามากที่สุด

-เคที ออพติค หลังจากรีแบรนด์แล้ว ทำให้รู้สึกว่าแบรนด์ดูเป็นมิตรมากขึ้น และจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางๆ เพราะสาขาส่วนใหญ่จะอยู่ตามศูนย์การค้า

-หอแว่น แบรนด์ที่อาจจะมีจุดด้อยในเรื่องของภาพลักษณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นแบรนด์ที่เหมาะกับรุ่นคุณลุง คุณป้ามากกว่า

3. กลยุทธ์การขยายสาขาของแว่นท็อปเจริญที่ทำให้คู่แข่งตามไม่ทัน ถือว่าเป็นข้อดีที่เจ้าของแบรนด์เลือกใช้วิธีการแบบป่าล้อมเมือง ขยายสาขาจำนวนมากเพื่อให้จับกลุ่มผู้บริโภคได้ทุกพื้นที่ ถึงแม้จะมีต้นทุนในการขยายสาขามาก แต่หากเอารายได้ทุกสาขามารวมกันมันก็มากตามด้วยนั่นเอง

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer