‘ส่งออกไทย’ น่าห่วง! 5 เดือนติดลบ 2.7% กรมส่งเสริมการค้าฯ ชี้ การเงิน-สงครามการค้า คือต้นเหตุ แต่สินค้าเกษตรยังขยายตัวต่อได้ เผยทางแก้เปิดตลาดดาวรุ่งใหม่ แคนาดา รัสเซีย CLMV พ่วงสินค้าไลฟ์สไตล์

บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า การส่งออกไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 เติบโตติดลบ 2.7% (YoY) คิดเป็นมูลค่า 3,204,470 ล้านบาท (101,561 ล้านเหรียญ)

สาเหตุมาจากสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ และภาวะการเงินโลกที่ตึงตัว รวมถึงปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ เช่น ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในยุโรป เป็นต้น

ผู้ส่งออกไทย มีจำนวนประมาณ 30,000 ราย โดยเป็น SMEs 70% สร้างมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 30% ของการส่งออกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ส่งออกไทยถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เนื่องจากมีค่าดัชนีการกระจุกตัวของตลาดส่งออก (Concentration of Importing Countries) อยู่ที่ 0.05 เป็นระดับที่ต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

เป็นผลมาจากส่งออกไทยพยายามขยายตลาดใหม่ๆ โดยเฉพาะตลาดดาวรุ่ง เช่น แคดาดา รัสเซีย และกลุ่มประเทศ CIS (The Commonwealth of Independent States) ได้แก่ อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน เบลารุส จอร์เจีย คาซัคสถาน คีร์กีซ มอลโดวา รัสเซีย ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ยูเครน และเบกิสถาน

บรรจงจิตต์กล่าวอีกว่า สำหรับสินค้าการส่งออกที่ยังคงขยายตัวได้ดี คือ สินค้าเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี ได้แก่ ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ไก่สด แช่แข็งและแปรรูป และเครื่องดื่ม ซึ่งสามารถกระจายตัวได้ในหลายตลาด ทั้งตลาดจีน อาเซียน สหรัฐฯ ไต้หวัน และฮ่องกง

บรรจงจิตต์กล่าวอีกว่า ในครึ่งปีหลัง กรมฯ จะเน้นการเจาะตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม และกระจายสินค้าให้ตรงตามที่ตลาดแต่ละประเทศต้องการ เช่น การส่งออกไปยังประเทศอินเดียจะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์และอาหาร ประเทศญี่ปุ่น จากการสำรวจพบว่าเป็นตลาดที่กำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยเฉพาะ จ.โยโกฮามาที่ขณะนี้กำลังนิยมเรื่องการทำสปา จ.คุมาโมโตะ นิยมสินค้าประเภทของชำร่วย กิ๊ฟต์ช็อป ดังนั้น กรมฯ จะเน้นการส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถผลิตและส่งสินค้าตามความต้องการของตลาดและกำหนดตัวสินค้าที่ชัดเจน   

ประกอบกับนโยบายการค้าควบคู่กับการลงทุนและการบริการ ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์รายพื้นที่ขยายโอกาสการส่งออกในกลุ่มตลาดที่แข็งแกร่ง อาทิ สหรัฐฯ อินเดีย และ CLMV และเปิดตลาดใหม่ที่เริ่มเห็นสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง เช่น รัสเซีย และแคนาดา

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่ขยายตัวสูง และมีศักยภาพในการส่งออก อาทิ สินค้าเกษตร ประมงและอาหาร (สดและแปรรูป) ไก่ รวมถึงการผลักดันสินค้าดาวรุ่ง เพื่อชดเชยการชะลอตัวของสินค้าหลักกลุ่มเดิม

ทั้งนี้ DITP ได้จัดโครงการ Smart Exporter มีผู้ผ่านการอบรมมาแล้ว 803 ราย และถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ช่วยสร้างมูลค่าส่งออกให้กับประเทศมาแล้วกว่า 15,000 ล้านบาท และได้จัดพิธีปิดการฝึกอบรมโครงการฝึกอบรมฯ พร้อมมอบวุฒิบัตรให้กับผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 53 ราย



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน