เป็นเวลากว่า 8 ปีที่เบอร์เกอร์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Mos Burger ได้เข้ามาทำตลาดในไทย กับจำนวนสาขาที่มีเพียงแค่ 8 สาขาในกรุงเทพฯ และ Market Share 1% จากมูลค่าตลาดเบอร์เกอร์ในไทยทั้งหมดกว่า 10,000 ล้านบาท

เพื่อสร้างการเติบโตให้มากกว่าที่เคย Mos Burger จึงได้เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารใหม่ จากเดิมที่บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท มอส ฟูดส์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด

ก็ได้เปลี่ยนมาเป็น แอม-พิธาน องค์โฆษิต ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 75% ส่วนอีก 25% เป็นของบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น โดยนี่เป็นการร่วมทุนกันในรูปแบบของ Join Venture ที่เพิ่งปิดดีลนี้ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้งที่พิธานก็รู้ดีว่านี่คือตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากสองผู้เล่นยักษ์ใหญ่อย่าง McDonald’s และ Burger King ที่กินสัดส่วนตลาดไปกว่า 90% ยังไม่นับรวม KFC ซึ่งก็เป็นผู้เล่นที่มีทั้งงบการตลาดและสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ

หรือกับภาพรวมของตลาดเบอร์เกอร์เองที่ก็ถือว่าทรงตัวในช่วงที่ผ่านมา

แต่พิธานก็บอกถึงเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมาเล่นในตลาดเบอร์เกอร์ ซึ่งถือเป็นแบรนด์อาหารแบรนด์แรกตั้งแต่ตัวเขาเองเคยทำธุรกิจมา ว่า

“เวลาจะลงทุนในธุรกิจอะไร สองสิ่งแรกที่ผมจะมองหาคือความแข็งแรงของแบรนด์ และแบรนด์นั้นเหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคในไทยหรือเปล่า ถ้าสองข้อนี้ผ่าน คือหมายถึง Core Business มันแข็งแรงอยู่แล้ว การทำ Marketing เพื่อ Push ให้สิ่งที่ดีอยู่แล้วดีขึ้นไปอีกก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

ซึ่ง Mos Burger ตอบโจทย์ทั้งสองสิ่งที่ผมมองหา

ส่วนเรื่องการแข่งขัน มันคงจะเป็นเรื่องยากที่จะไปเอาชนะเบอร์หนึ่งในตลาด เพราะเราไม่ได้เน้นในเรื่องของราคา แล้วผมก็มองว่าคนไทยมองหาเบอร์เกอร์อยู่สองแบบด้วยกัน

แบบแรกคือที่เป็น Fast Food คือเน้นความเร็ว แบบที่สองคือแบบคราฟต์คือเน้นคุณภาพของเบอร์เกอร์ แล้วกลุ่มเป้าหมายของ Mos Burger คือแบบที่สอง ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมาลูกค้าของเรามียอดใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ประมาณ 180 บาท”

กลยุทธ์ Mos Burger ภายใต้การนำของแอม-พิธาน

ขยายสาขา

จากปัจจุบันที่มีอยู่ 8 สาขาในกรุงเทพฯ ก็จะขยายเพิ่มอีก 6 สาขาในครึ่งปีหลัง รวมเป็นทั้งสิ้น 14 สาขาในปีนี้ และในปีต่อๆ ไปจะขยายเพิ่มปีละ 9 สาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว อย่างภูเก็ต พัทยา หรือเชียงใหม่

ส่ง Delivery

นอกจากการขายสาขา Mos Burger ยังจะโฟกัสไปที่การส่ง Delivery โดยพิธานคาดหวังว่าการเข้าไปเป็นพาร์ตเนอร์กับ Food Delivery เจ้าต่างๆ จะทำให้ Mos Burger มียอดขายจากการส่งแบบ Delivery ที่ 40% ส่วนอีก 60% เป็นยอดขายที่มาจากหน้าร้าน

ผลักดันด้วย Marketing 

การทำ Marketing ที่จะใช้งบในการทำ Marketing อยู่ที่ประมาณ 7-10% ของยอดขาย ซึ่งหากยอดขายเติบโตตาม ก็จะเพิ่มงบในการทำ Marketing ตามขึ้นไปเรื่อยๆ

ออกเมนูใหม่กระตุ้นยอดขาย 

โดยเขาตั้งเป้าว่าจะออกเมนูใหม่ในทุกๆ 1-2 เดือน

ด้วยกลยุทธ์ที่วางไว้ทั้งหมด พิธานตั้งเป้าว่าในสิ้นปีนี้ Mos Burger มียอดขายอยู่ที่ 100 ล้านบาท ขยับขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 80 ล้านบาท

ส่วนปีถัดไป Mos Burger จะต้องเติบโตขึ้นเท่าตัว

ภายในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมียอดขายอยู่ที่ 500 ล้านบาท

และภายในอีก 8 ปีข้างหน้า Mos Burger จะมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยอยู่ที่ 10%

– ปัจจุบัน Mos Burger มีสาขาทั้งหมด 1,670 สาขาทั่วโลก แบ่งเป็นสาขาในญี่ปุ่น 70% และสาขาที่ต่างประเทศอีก 30%

– ในญี่ปุ่น Mos Burger เป็นแบรนด์อันดับที่ 2 ส่วนอันดับ 1 คือ McDonald’s

– ปีที่ผ่านมา Mos Burger มียอดขายทั่วโลกอยู่ที่ 130,000 ล้านเยน

– ไต้หวันคือประเทศที่ Mos Burger ไปเปิดสาขามากที่สุดรองจากญี่ปุ่น

– ไต้หวันคือประเทศอันดับ 1 ที่ Mos Burger โฟกัสการทำตลาด ส่วนอันดับที่ 2 คือประเทศไทย

– หากเทียบสาขานอกประเทศญี่ปุ่น Mos Burger ในไทยมีการเติบโตที่ใกล้เคียงกับ Mos Burger ในฟิลิปปินส์

– ในเรื่องของราคา Mos Burger ถือว่าอยู่ระหว่างกลางของ McDonald’s และ Burger King

– นอกจากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Mos Burger ประเทศไทย ปัจจุบันพิธานยังดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 

และประธานกรรมการ บริษัท ทีเอฟเอส (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของร้าน The Face Shop ในประเทศไทย



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer