อย่าเข้าใจ Millennial ผิด

ไม่กี่ปีมานี้ Millennial กลายเป็นคำที่หลายวงการให้ความสนใจกันมาก เพราะเหล่าคนอายุ 35 ปีลงมาคือประชากรโลกกลุ่มใหญ่สุดในปัจจุบันที่ส่งผลและมีส่วนสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ แน่นอนว่าแวดวงการตลาดก็ไม่ตกขบวน ทั้งคิดค้น Campaign และวิธีต่างๆ มามัดใจคนกลุ่มนี้

ทว่าเป็นเรื่องปกติของการกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล ที่เมื่อปริมาณข้อมูลมากเข้า ก็จะเกิดการคิดแบบเหมารวม (Stereotype) ขึ้น ตีความแบบผิดๆ ว่าคนกลุ่มนี้ต้องเป็นแบบเดียวกันไปหมด แต่เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องควรคิดให้รอบคอบ มองให้รอบด้าน และนี่คือมายาคติผิดๆ เกี่ยวกับ Millennial

เป็นตัวการให้หลายธุรกิจสะเทือน : อย่างแรกเลยที่ต้องมองมุมใหม่เกี่ยวกับ Millennial คือการถูกตราหน้าว่าพฤติกรรม Lifestyle และรสนิยมของคนกลุ่มนี้ที่เป็นตัวการให้ธุรกิจที่มีมานาน เช่น โรงแรม โรงภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมดนตรี Taxi ที่ขายทั่วไปในตลาด ต้องเสื่อมความนิยมจนรายได้ลดลงไป ต่างจากธุรกิจการจองที่พักผ่าน App (Airbnb) การชมภาพยนตร์แบบ Streaming (Netflix) ,การฟังเพลงแบบ Streaming (Spotify ,Joox) และการเรียกใช้บริการ Taxi ผ่าน App (Uber ,Grab) ที่ได้รับความนิยมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทว่าหาพิจารณาอย่างรอบคอบจะเห็นว่า Lifestyle ของ Millennial เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากพัฒนาการของเทคโนโลยี และการนำเทคโนโลยีของยุคสมัย อย่าง Mobile Device Internet และโทรทัศน์จอแบนที่มาพร้อมภาพความคมชัดสูง มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค จนสามารถเลือกใช้บริการต่างๆ ได้สะดวกขึ้น โดยที่เวลาและสถานที่ไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป ซึ่งธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว ตาม Trend ได้ทันก็จะยังอยู่ได้

รักอิสระ ไม่อยากยึดติด : ข้อครหาถัดมาที่คนส่วนใหญ่รวมถึงฝ่ายการตลาดยังมอง Millennial คลาดเคลื่อนคือ เรื่องการเป็นคนรุ่นที่โหยหาประสบการณ์ เช่น การชม Concert ไม่เน้นอะไรที่จับต้องได้ ชอบทำงานอิสระมากกว่าสังกัดบริษัทใดนานๆ และเน้นเช่ามากกว่าซื้อจนทำให้สร้างครอบครัวช้ากว่าคนรุ่นก่อนๆ อย่างไรหากมองให้ลึกจะพบว่าMillennial หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า Gen Y เป็นคนรุ่นที่แม้มีการศึกษาดี แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา และระหว่างที่เติบโตมา ยังเคยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่จากปัญหาสินเชื่อคุณภาพต่ำ (Subprime) ในสหรัฐฯเมื่อปี 2008

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่แปลกที่คนรุ่นนี้จะใช้เงินอย่างระมัดระวัง เพราะต้องระหว่างเริ่มต้นทำงานก็ต้องนำเงินที่ได้ไปชำระเงินกู้ยืมเรียนให้ครบก่อนที่จะซื้อบ้าน และการเป็นคนเก่งไร้สังกัดจะสร้างรายได้หลายทางโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการเงิน หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งต้องปิดตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ ส่วนการคิดไวทำไวก็จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการเวลาและงานได้ลงตัวยิ่งขึ้น

คิดแล้วคิดอีกก่อนเปิดใจให้แบรนด์ไหน : หากอ่านเรื่องราวเกี่ยว Millennial เป็นประจำ จะพบว่าแบรนด์ในดวงใจคนรุ่นนี้ส่วนใหญ่มักทำธุรกิจโดยที่ใส่ใจสังคม สิ่งแวดล้อมและส่วนรวม จนแบรนด์ใหญ่ต้องปรับตัวพร้อมเสียงบ่นว่า “ทำงานยากขึ้นทั้งการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการให้โดนใจ” แต่หากหันมาทำความเข้าใจผู้บริโภครุ่น Millennial ก็จะรู้ว่าการที่เกิดมาในยุคที่มีโฆษณาหลายรูปแบบ หลาย Platform อยู่รอบตัว ตั้งแต่ทางโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ไปจนถึงสื่อ Online และ Social Media รวมถึงโฆษณาแบบ Tie-In อีกมากมายนั้นส่งผลให้พวกเขาต้องใช้วิจารณญานพอสมควร ไม่ต่างจากนักสืบกว่าจะเชื่อถือแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

ขณะเดียวกันถ้ามองให้ดีการซื่อสัตย์กับผู้บริโภค ทำธุรกิจอย่างโปร่งใสและไม่ลืมตอบแทนสังคมก็เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจ ในทุกวงการควรทำอยู่แล้ว ไม่ว่ากลุ่มลูกค้าเป็น Baby Boom ,Generation X ,Millennial หรือ Gen Z ก็ตาม / marketingprofs