อยากรู้ไหม ? ปั้น “ แฟรนไชส์ ” ให้ปัง! ทำกันยังไง

ถ้าจะถามว่า วันนี้ธุรกิจไหนที่น่าทำ มีความเสี่ยงน้อย และ ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า คำตอบคงหนีไม่พ้น “ ธุรกิจแฟรนไชส์  อย่างแน่นอน

ทำไมต้องเป็น “ ธุรกิจแฟรนไชส์ ?

แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้นนะหรือ ? ก็เมื่อดูจากตัวเลขมูลค่าของตลาดแฟรนไชส์ในเมืองไทย ที่ ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 280,000 ล้านบาท ภายในอีก 3-4 ปีต่อจากนี้ถูกประเมินว่าจะพุ่งสูงถึง 400,000 ล้านบาท

แน่นอนเมื่อปัจจัยเอื้ออำนวยอย่างนี้แล้ว หลายๆคนก็เห็นลู่ทางของโอกาสและสนใจที่จะมาลงทุนใน ธุรกิจแฟรนไชส์ แต่ก็มีหลายคนอีกเช่นกันที่อาจจะไม่รู้ว่า แฟรนไชส์ไหนที่น่าลงทุน ?

นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank ธนาคารแรกที่เริ่มทำสินเชื่อแฟรนไชส์ เพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจ จัดงาน KBank Franchise Expo 2018 ขึ้นภายใต้แนวคิด คุ้ม ครบ ตอบโจทย์ ทุกเรื่องแฟรนไชส์ ซึ่งงานนี้ได้รวบรวม แฟรนไชส์ กว่า 50แบรนด์ที่กำลังมาแรง มีโอกาสเติบโตได้สูงมาไว้ที่เดียวกัน และยังรวบรวมทำเลดีมาให้คนที่กำลังมองหาที่ตั้งโดนๆ ได้เลือกสรร พร้อมอัพเดตเทรนด์และสารพัดเทคนิคเกี่ยวกับแฟรนไชส์ เรียกว่าครบครันทุกเรื่องตามคอนเซ็ปต์

“เทรนด์” รู้ก่อน ย่อมได้ “เปรียบ”

เพียงแค่การรู้จัก แบรนด์ชื่อดัง ก็ไม่อาจการันตีได้ว่า แฟรนไชส์ที่ทำจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่เรียนรู้ทิศทางของตลาดว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในสถานการณ์เช่นไร ?

เหมือนคำกล่าวที่ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง ซึ่งยืนยันด้วยคำพูดของ ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ CEO บริษัท บิสิเนส โค้ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาทางด้านการวางระบบการตลาดและธุรกิจแฟรนไชส์ให้กับธุรกิจชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ ได้กล่าวเอาไว้ในช่วงสัมมนาของ KBank Franchise Expo 2018 ภายใต้หัวข้อ ส่องเทรนด์ธุรกิจแฟรนไซส์ปี 2561 ว่า

“เทรนด์จะเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เร็วไปก็จะเฟล ช้าไปก็จะแข่งกับใครไม่ได้ เพราะฉะนั้นการจับจังหวะคือสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งขณะนี้ธุรกิจแฟรนไชส์กำลังจะก้าวเข้าสู่อีกยุคหนึ่ง ในเชิงของการผลักดันธุรกิจเป็นExporting Franchising”

ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ CEO บริษัท บิสิเนส โค้ช แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด

3 เทรนด์ กำหนด “ธุรกิจแฟรนไชส์” ปี 2018

ซึ่งทั้ง 3 เทรนด์นี้คือสิ่งที่ ดร.พีระพงษ์ ระบุว่า เป็นเทรนด์ที่เกิดจากการเก็บข้อมูลมานานถึง 3 ปี และเชื่อว่ากำลังเข้ามาเป็นตัวกำหนด “ธุรกิจแฟรนไชส์” ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป

1. จะเกิดกระบวนการที่เรียกว่ามัลติ ยูนิต” (Multi Unit)ในฝั่งที่เป็นแฟรนไชซอร์ (Franchisor) ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดยคำว่า มัลติ ยูนิต คือ 1 แฟรนไชส์ซี (Franchisee) จะสามารถมีสาขาแฟรนไชส์ที่ซื้อมาได้มากกว่า 1 สาขา แต่เดิมนั้นจะมีลักษณะที่เรียกว่า ซิงเกิล ยูนิต นั่นคือ 1 คน 1สัญญา 1 สาขา แต่สำหรับ มัลติ ยูนิต จะเป็น 1 คน หลายสัญญาหรือหลายสาขา หรือไม่ก็ 1คน 1 สัญญา และในสัญญาก็ระบุว่าเปิดได้หลายสาขา

แล้วทำไม มัลติ ยูนิต  ถึงเป็นเทรนด์ ?

ก็เพราะว่า กระบวนการของแฟรนไชส์ในยุคแรกๆ จะเน้นการเป็นเจ้านายของตัวเอง แต่วันนี้คนที่เป็นเจ้าของไม่ได้ทำเพื่อเลี้ยงแค่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะมองว่าจะสามารถขยายธุรกิจได้อย่างไร การซื้อแค่สาขาเดียวจึงไม่พออีกต่อไป

อีกทั้งจะไม่ได้จำกัดแค่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เนื่องจาก 1 แฟรนไชส์ซี อาจจะซื้อแฟรนไชส์หลายๆ แบรนด์ก็เป็นไปได้ คือมีที่ดินอยู่แล้วนำหลายๆ แบรนด์มาไว้ที่เดียวกัน นี่คือเทรนด์ของนักลงทุน

“บางคนอาจมองว่า ถ้ามีเงินแล้วทำไมไม่สร้างแฟรนไชส์เอง แต่ในมุมมองของนักลงทุน ถ้าสร้างธุรกิจเองมีความเสี่ยงในการลงทุน แต่ซื้อแฟรนไชส์จะมีค่าใช้จ่ายประจำเท่านั้น”

2.มัลติ ยูนิต (Multi Unit) เช่นกันแต่เป็นฝั่งของแฟรนไชซอร์ โดยแต่เดิมนั้นแฟรนไชซอร์เมื่อสร้างแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งขึ้นมา ก็จะดูแลแบรนด์นั้นๆ แต่วันนี้แฟรนไชซอร์ที่แข็งแรง จะเลือกสร้างซับแบรนด์ขึ้นมา เพื่อจะได้ประคองทุกธุรกิจของตัวเอง

เมื่อแฟรนไชส์ซีซื้อแบรนด์หนึ่งไปก็จะผลักดันให้ซื้ออีกแบรนด์มากขึ้นด้วย อีกทั้งจะเป็นตัวที่ผลักดันให้แฟรนไชส์ออกไปยังต่างประเทศด้วย

“ถ้าถามว่าแล้วคนที่เป็นแฟรนไชซอร์จะต้องปรับตัวอย่างไร ซึ่งมันจะเกิดขึ้นเองตามอัตโนมัติ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามคอนเซ็ปต์ กลยุทธ์ ถูกออกแบบเป็นกระบวนการตั้งแต่ต้นแล้ว ธุรกิจก็จะสามารถเติบโตด้วยตนเองได้ แต่ขณะเดียวกันลักษณะเช่นนี้ จะไม่เกิดขึ้นกับแฟรนไชส์ขนาดเล็ก เนื่องจากว่าพื้นฐานของตัวเองยังไม่ได้แข็งแรง”

3.International Franchising เทรนด์ที่แฟรนไชส์จะออกไปยังต่างประเทศ ขณะนี้ระบบแฟรนไชส์ของไทยสามารถขยายออกไปต่างประเทศได้ 11 ประเทศแล้ว มีประเทศใน AEC 9ประเทศ จีนและญี่ปุ่น ซึ่งเป้าหมายต่อไปคือ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อีกทั้งยังมีอินเดียกับรัสเซียที่จะตามมา

ในขณะเดียวกัน ยังต้องรับมือกับคู่แข่งแฟรนไชส์จากประเทศในเอเซีย ที่ต้องการรุกตลาดต่างประเทศเช่นกัน มาเลเซียที่วางงบประมาณปีละไม่ต่ำกว่าร้อยล้าน ทั้งนักลงทุนและคนที่สร้างแฟรนไชส์ โดยจะให้การยกเว้นด้านภาษี รวมไปถึงแฟรนไชส์จากเกาหลีใต้ด้วย

มองเทรนด์ให้เหมือนมอง “จรวด”

ดร.พีระพงษ์ กล่าวต่อว่า การมองเทรนด์ก็เหมือนมองจรวดที่จะหลุดทีละท่อน ซึ่งวันนี้จำนวนแฟรนไชส์ของไทยมีทั้งหมดประมาณ 468 บริษัท ซึ่งสิ่งที่ส่วนตัวมองเห็นก็คือ จะโตขึ้นมากกว่านี้ไหม เพราะจำนวนแฟรนไชซอร์มีผลต่อคนลงทุน อัตราส่วนที่ดีที่สุดสำหรับเมืองไทย จำเป็นจะต้องมีแฟรนไชส์ให้คนไทยเลือกไม่น้อยกว่า 800 บริษัทขึ้นไป หรือ 2.4 ษริษัท เมื่อหารต่อประชากร 100,000 คน

“ถ้าเรามีทางเลือกในแต่ละธุรกิจ กระบวนการจัดการ กระบวนการลงทุนของแฟรนไชส์ซีมันจะถูกต้องมากขึ้น นี่คือสิ่งหนึ่งที่ต้องอาศัยหลายๆ ภาคส่วนในการทำความเข้าใจ”

ซึ่งการผลักดันจะต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.รัฐบาล ออกมาให้การสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการลงทุน 2.เอ็ตดูเคชั่น ผลักดันให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วม และ 3.การเงิน เพื่อสนับสนุนให้คนที่อาจจะยังไม่มีเงินทุนเพียงพอ ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง

จินตนาการสำคัญกับ “แฟรนไชส์”

ดร.พีระพงษ์ ยังย้ำอีกว่า เทรนด์ของการเปลี่ยนแปลงยิ่งนานยิ่งชัดเจนขึ้น น้ำไหลไปไม่มีทางไหลกลับ จึงต้องเกาะกระแสไปเรื่อยๆ

แต่สิ่งที่ต้องระวังคือต้องแยกระบบแฟรนไชส์ ออกจากธุรกิจขายอาชีพให้ชัดเจน โดยการลงทุนแฟรนไชส์คือการพัฒนาระบบการจัดการ ส่วนการขายอาชีพเป็นการซื้อธุรกิจเล็กๆ มาทำเพื่อเลี้ยงชีพ ซึ่งนี่ไม่ใช่ธุรกิจแฟรนไชส์

“การทำธุรกิจแฟรนไชส์ คุณต้องมีจินตนาการ ระบบแฟรนไชส์คือระบบจินตนาการล้วนๆ ฝั่งที่เป็นแฟรนไชซอร์ต้องจินตนาการให้ได้ว่า ธุรกิจจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร”

“ส่วนแฟรนไชส์ซีที่ไปลงทุนจะต้องจินตนาการให้เห็นภาพล่วงหน้าซะก่อนว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นต้องการอะไร แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ทำอะไรก็ตามสำคัญอยู่ที่จินตนาการและความรู้ แล้ววิธีการคิดจะทำให้เกิดชีวิตชีวาขึ้นมาเอง”

เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ล้ำค่า

ขณะเดียวกันก็ไม่มีบทเรียนไหนล้ำค่า เท่ากับบทเรียนจากความผิดพลาด และประสบการณ์ เช่นเดียวกับ 2 CEO ที่สามารถปั้นธุรกิจของตัวเองขึ้นมาจนสำเร็จ

Marketeer จึงสรุปเรื่องราวของทั้ง 2 CEO ไว้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่กำลังคิดปั้นธุรกิจขึ้นมาเป็นของตัวเอง

“โจนส์สลัด” ร้านขาย (สลัด) ผักให้คนรุ่นใหม่

เริ่มต้นด้วย โจนส์สลัด ร้านสลัดที่มีฐานลูกค้าหลักเป็นคนรุ่นใหม่ อาริยะ คำภิโล CEO & Founder บริษัท โจนส์สลัด จำกัด เจ้าของร้าน โจนส์สลัด เล่าว่า หลังจากเรียนจบ มหาวิทยาลัย ก็เหมือนกับคนอื่นๆที่เรียนจบแล้วก็อยากทำธุรกิจของตัวเอง จึงเปิดร้านกาแฟทำไปทำมามีทั้งหมด 10 สาขา โดยเลือกทำเลในมหาวิทยาลัยเป็นหลัก

เปิดมาสักพักก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อมีเนื้องอกขนาดเกือบๆ ลูกส้มโผล่ออกมาอยู่ตรงขาซ้าย ทำ CT Scan คุณหมอบอกว่านี่น่าจะเป็นมะเร็งกระดูก ก็ตกใจมากเพราะตอนนั้นเราเพิ่ง 20 ต้นๆ เองอยู่ๆ ก็เป็นมะเร็งกระดูกต้องผ่าตัด ในช่วงที่ผ่าตัดก็ขอให้ไม่เป็นอะไร และภาวนาว่าถ้ารอดจะทำธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพ

ในที่สุดก็หายจากอาการป่วย จึงได้มองหาสินค้าด้านสุขภาพ แล้วพบว่าแฟนทำน้ำสลัดอร่อย โดยไปเรียนมาจากน้าที่ชื่อโจนส์ จึงเอาชื่อน้านี่แหละมาตั้งเป็นชื่อร้านว่า “โจนส์สลัด”

อาริยะ คำภิโล CEO & Founder ษริษัท โจนส์สลัด จำกัด เจ้าของร้าน “โจนส์สลัด”

ปั้น ​“ลุงโจนส์” เล่าเรื่องสุขภาพ

จนถึงวันนี้ร้านเปิดมาแล้ว 4 ปี โดย 2 ปีแรกยังไม่ได้ทำการตลาดอะไรมากนัก เพิ่งมาจริงจังในช่วง 2 ปีหลังนี่เอง โดยทำการตลาดออนไลน์ผ่านเพจที่ชื่อว่า Jones Salad ปั้นคาแรกเตอร์ที่ชื่อว่า ​ลุงโจนส์ ออกมาเล่าเรื่องสุขภาพ

“การใช้ลุงโจนส์เป็นคนเล่าแล้วมันดูเข้าถึงง่ายกว่า ยิ่งเรื่องสุขภาพเนี่ยมีหลายอย่าง เช่นพวกข่าวลือถูกๆ ผิดๆ อะไรเยอะแยะเราก็เลยพยายามเอาข้อมูลมารวมกันในหน้าเดียว หลังๆ ก็เริ่มมาทำเป็น Video Motion Graphic เล่าเรื่องเช่น ปลูกผักยังไง เลือกไขมันยังไงให้เป็นไขมันดี ทำเป็น Content เพื่อสุขภาพในแบบของเรา”

สิ่งที่ได้มาก็คือเริ่มเป็น Community ของคนที่รักสุขภาพ โดยสามารถดึงคนรักสุขภาพเข้ามาในเพจเราได้ประมาณ 9 แสนคน ทำให้มีคนรู้จักเรามากขึ้น

อีกสิ่งที่ทำให้ภาคภูมิใจ คือการทำมาก็ไม่ได้หวังยอดไลก์หรืออะไร เหมือนกับว่าพอโพสต์ไปแล้ว เป็นโพสต์ที่มีประโยชน์ต่อเค้าเขาก็มากดไลก์เราเอง นั่นคือคนที่เขาสนใจด้านนี้จริงๆ พอเราเปิดขายที่ไหนก็จะมีแฟนคลับตามมาเรื่อยๆ ที่หน้าร้านจะมีตัวการ์ตูนรูปลุงโจนส์ พอคนเห็นก็จะแบบเออ…จำได้เคยเห็นลุงโจนส์อยู่ใน Facebook ก็จะเข้ามาที่ร้าน

“ทุกคนรู้ว่าผักกินแล้วมีประโยชน์ แต่ว่ามันจำเป็นต้องกินขนาดไหน จึงต้องใช้ความรู้ทำให้เขาเห็นจริงๆ ว่ามันจำเป็นต้องกินจริงๆ นะ มันคงไม่อร่อยเหมือนหมูสามชั้น แต่ประโยชน์นั้นเกิดขึ้นกับร่างกายเราล้วนๆ”

Facebook Adsสร้างการรับรู้

ปัจจุบัน โจนส์สลัด มีทั้งหมด 5 สาขา อาริยะ เล่าว่า ด้วยความที่ทำเลในแต่ละสาขาไม่เหมือนกัน สาขาแรกอยู่ที่จามจุรีสแควร์ ลูกค้าก็จะเป็นนิสิต นักศึกษา ถ้าในกรณีอย่างนี้พวกโปรโมชันหรือราคา ก็จะต้องทำให้มันโดนใจกลุ่มนักศึกษาด้วย แต่อย่างสาขา Westgate กลุ่มลูกค้าก็จะเป็นแบบครอบครัว ไลฟ์สไตล์ก็จะไม่เหมือนอีกกลุ่มนึงเท่าไหร่ ดังนั้น Product และ Promotion ก็ไม่เหมือนกันอีก

อย่างตอนไป Westgate ใหม่ๆ เกิดอาการเขวเลย เพราะที่ผ่านมาเปิดในเมืองตลอดพอไป Westgate ก็ยังงงๆ อยู่ว่าจะต้องทำยังไงสุดท้ายมาแก้เกมได้ ก็คือใช้การยิง Facebook Ads ในรัศมีแค่รอบ Westgate ประมาณ 5 กิโลเมตร เมนูที่ลงแอดก็จะเป็นพวกยำรสชาติแซ่บๆ รูปก็จะเน้นเป็นรูปที่น่ากินให้เขารู้สึกว่าเป็นตลาดแบบแซ่บๆ เพื่อสื่อให้เห็นว่าในร้านก็มีเมนูหลากหลายไม่ใช่แค่สลัดนะ ซึ่งก็แบบพลิกเกมไปเลยเหมือนกัน

“ตั้งแต่วันที่เริ่ม Educate ก็สร้าง awareness ให้เขารู้จักผ่าน Facebook ads เพราะคนประมาณนึงไม่เข้าใจเรื่องสลัดเท่าไหร่ เราก็เลยทำให้เห็นว่าสลัดไม่ได้มีแบบเลี่ยนๆ อย่างฝรั่งอย่างเดียวนะ แค่วันเดียวยอดขายก็พุ่งเลย ซึ่งยิงแอดแค่ 500-1,000 บาทจากที่กำลังงงๆ กับ Westgate ก็เริ่มอยู่ได้”

 

ธุรกิจจะเดินได้ต้องมีความ ตั้งใจ

อย่างไรก็ตามการจะสามารถอยู่รอดได้ในภาวะกำลังซื้ออ่อนแอ อาริยะ บอกว่า ต้องสร้างความเคยชินให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็น key success ที่คุณต้องทำให้ได้ แม้บางทียากที่จะสร้างความเคยชิน แต่ก็อยู่ที่โปรดักส์ด้วย อย่างสลัดของร้าน คนก็จะเคยชินมาซื้อกันในช่วงเย็น ซื้อกลับไปกินที่บ้าน บางทีคนออกกำลังกายเสร็จมากินสลัดอะไรอย่างนี้ครับ เป็นการสร้างความเคยชิน

แม้ว่านี้ โจนส์สลัด จะยังไม่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นแฟรนไชส์ เพราะอยู่ในระหว่างเซ็ตระบบให้แข็งแรงก่อน โดยเฉพาะระบบ Training เนื่องจาก “คน” ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแฟรนไชส์  ถ้ามีพนักงานที่ดียังไงธุรกิจก็จะสามารถเดินต่อไปได้

“สุดท้ายแล้วการทำทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องอะไร จะต้องโฟกัสและตั้งใจทำซึ่งมันสำคัญมากๆ ผมเชื่อว่าเราสามารถทำได้ทุกอย่างถ้าเราตั้งใจ อย่างผมไม่ได้จบกราฟฟิก แต่ถ้าเราตั้งใจเรียนรู้มัน เราก็สามารถทำได้ครับแต่ก็ต้องทำให้ดีด้วย”

“ธุรกิจก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อแฟรนไชน์หรือสร้างธุรกิจเอง สำคัญมากๆคือต้องอยู่กับมันโฟกัสให้เราต้องเข้าใจทุกอย่างทุก process แล้วเราก็จะตกผลึกบางอย่าง มองเห็นว่าอนาคตตัวนี้มันจะไปต่อได้ไหมเห็นภาพรวม แล้วก็เราจะประสบความสำเร็จได้มากขึ้น”

N&B เครปล้านชิ้น

จากธุรกิจที่ปลุกปั้นด้วยคนรุ่นใหม่ไปแล้ว ก็มาต่อด้วยธุรกิจที่ปั้นขึ้นด้วยคนรุ่นเก๋ากันบ้าง บุญประเสริฐ ผู่พันธ์ CEO บริษัท เอ็น แอนด์ บี พิซซ่าเครป จำกัด เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจมาจากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ตอนนั้นจำได้ว่าโดนลดเงินเดือนครับเลยมีความคิดที่อยากออกมาทำธุรกิจของตัวเอง เลยออกมาทำเริ่มต้นด้วยเงินทุน 40,000 บาท จ่ายค่าที่ไปประมาณ 30,000 กว่าบาท เหลือเงินตั้งต้นจริงๆ 8,000 บาท โดยเลือกที่จะทำ เครป

จากยอดขายเริ่มต้นไม่กี่บาท ได้เพิ่มมาเป็น 3 ล้าน 10 ล้าน จนถึงวันนี้มีรายได้กว่า 100 ล้านบาท มีทั้งหมด 100 สาขาทั่วประเทศยอดขายรวมกว่า 1 ล้านชิ้น ทุกอย่างทุกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อในเรื่องที่ทำ

“มีอยู่ครั้งหนึ่งตั้งเป้าว่าอยากมีสาขาให้เหมือนแมคโดนัลด์ ที่มีกว่า 30,000 สาขาทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมา N&B ขยายปีละ 24 สาขาปรากฎว่าจะขยายได้เท่านั้นต้องใช้เวลานานมาก”

“เราเลยนำแมคโดนัลด์มาเป็นไอดอล แล้วค้นหาคำตอบว่าจะมีสาขามากๆได้อย่างไร ซึ่งก็พบว่าระบบแฟรนไชน์ทำให้ขยายสาขาได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งจริงๆแล้วระบบแฟรนไชน์มันดีจริงๆ แต่ว่าแค่เราจะต้องศึกษาให้ดีแล้วก็ต้องรู้จริง อย่างวันนี้มีสาขาในลาว 4 สาขา ไม่ต้องเสียเงินไปลงทุนเองสักบาท”

บุญประเสริฐ ผู่พันธ์ CEO บริษัท เอ็น แอนด์ บี พิซซ่าเครป จำกัด

ทุกความสำเร็จย่อมมีความเจ็บปวด

แต่กว่าจะประสบความสำเร็จเหมือนอย่างทุกวันนี้ ก็ผ่านความเจ็บปวดมาไม่น้อยเลยทีเดียว บุญประเสริฐ  บอกว่า สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือกำไรต่ำสุด -27% ในปี 2015 ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเพิ่มขึ้นมาตลอด

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดขึ้นคือความมั่นใจที่มากเกินไป วิธีแก้ปัญหาคือต้องแก้ปัญหาจากภายใน หลายคนอาจมองว่าเมื่อเกิดปัญหาแล้ว จะมองว่ามีต้นเหตุจากภายนอก อย่าเพิ่งโทษเศรษฐกิจ แต่จริงๆแล้วภายในนี่แหละที่ต้องแก้ก่อน ทั้งพนักงานให้บริการไม่ดี คุณภาพสินค้าไม่ดี ซึ่งหลังจากปรับแล้ว ยอดขายเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเฉพาะในปี 2016 ยอดขายเพิ่ม 30% สูงที่สุดตั้งแต่ทำมา

“ว่ากันว่าถ้าธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถประคองธุรกิจผ่าน 3 ปีแรกไปได้ ก็จะไม่มีอะไรแล้ว แต่จริงๆแล้วทุกๆ 3 ปีเนี่ยมันจะมีความท้าทายมาอยู่เสมอ ซึ่งจะผ่านไปได้ สำคัญคืออย่ามัวแต่โทษคนอื่นก่อน เราต้องโทษตัวเองก่อนครับ แล้วหลังจากนั้นค่อยไปแก้ที่จุดอื่น เพราะการแก้ที่ตัวเรามันง่ายสุดใช่ไหมครับพอแก้บ่อยๆ คราวหลังเราก็จะรู้แล้วว่าต้องแก้ตรงจุดไหน”

อีกอย่างคือ ควรจะเชื่อข้อเท็จจริง มากกว่าความคิดเห็น เพราะส่วนใหญ่เราจะเชื่อความคิดเห็น คือฟังก่อนว่าเศรษฐกิจไม่ดี ตัวเลขไม่ดี แต่จริงๆแล้วควรเชื่อความจริง ด้วยการเข้าไปถามคนที่ทำจริงๆ

กลเม็ดสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

บุญประเสริฐ แนะต่อว่า มีปัจจัย 3 ข้อหากคุณอยากทำธุรกิจแฟรนไชส์ให้สำเร็จ อย่างแรกก็คือธุรกิจต้องทำกำไรได้จริงและต้องอยู่รอดจริง อย่างที่สองคือต้องขยายสาขาได้จริง ต้องมองจากตัวเองก่อนว่าถ้ายังขยายสาขาไม่ได้ อย่าขายแฟรนไชส์นะเพราะคุณยังขยายเองไม่ได้เลย อย่างที่สามคือต้องเก็บ Loyalty fee marketing เพราะเงินตรงนี้จะเข้ามาช่วยเสริมการทำการตลาดของธุรกิจเอง

“ถ้าอยากทำธุรกิจให้สำเร็จ ต้องมีความรักในแบรนด์ของตัวเอง โดยที่ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ซึ่งความรักในแบรนด์จะตอบโจทย์ทุกอย่าง ว่าคุณจะต้องทุ่มเทขนาดไหน คุณจะต้องดูแลเขายังไง คุณจะเลือกใครขึ้นมาควบคุมตั้งแต่ในส่วนของพนักงาน และส่วนของแฟรนไชส์ซีเขาเข้าใจเราไหม นี่เป็นเรื่องสำคัญ”

“อีกอย่างคือจริงๆแล้วทุกๆ 3 ปีจะเจอปัญหาอยู่เรื่อยๆ แต่ขอให้คุณกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะสู้กับมันอย่าโทษภายนอก ต้องโทษภายใน แล้วแก้ทันทีครับ ถ้าเจอปัญหาแล้วแก้ได้ทันทีคุณจะประสบความสำเร็จ”

ท้ายที่สุดสิ่งสำคัญที่จะทำให้ “แฟรนไชส์ จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ?  คงต้องถามตัวเองก่อนว่า พร้อมที่จะเรียนรู้และมีเวลาให้กับธุรกิจอย่างเต็มที่หรือไม่ และต้องมองเห็นอนาคตของสิ่งที่กำลังลงมือทำ

แต่ถ้าคิดว่าแค่ลงทุนแล้วหวังแต่ผลตอบแทน การลงทุนแฟรนไชส์อาจจะไม่เหมาะสำหรับคุณสักเท่าไหร่

และถ้าหากใจพร้อม แต่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหน  ธนาคารกสิกรไทย ก็พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องธุรกิจแฟรนไชส์และสนับสนุนด้านเงินทุนอย่างเต็มที่

ส่วนหนึ่งของรูปประกอบมาจาก Facebook @JonesSaladThailand และ @Nbpancake

 


 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline