เรื่องของ “ขยะรีไซเคิล” เป็นประเด็นหนึ่งที่ “Hot” มากๆ ในปีนี้ หลังจากรัฐบาลยกให้ขยะเป็น ”วาระแห่งชาติ” ผู้ว่าราชการทุกจังหวัดก็ตื่นตัวเรื่องการกำจัดขยะ โรงเรียนต่างๆ ให้ความสำคัญในการสอนให้นักเรียนคัดแยกขยะ แคมเปญต่างๆ ของเอกชนก็เน้นเรื่อง ลด ละเลิก การใช้พลาสติก ในขณะที่ผู้บริหารองค์กรระดับสูงสุดของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งก็ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีเสวนาเรื่องนี้กันอย่างไม่ยอมตกขบวน

แต่คนหนึ่งที่เวลาพูดเรื่องขยะแล้วหลายคนต้องตั้งใจฟังเป็นพิเศษคือ ดร.สมไทย วงษ์เจริญ  ประธาน วงษ์พาณิชย์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ก่อตั้งบริษัทคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล วงษ์พาณิชย์ จำกัด ที่ดำเนินการค้าขยะเพื่อรีไซเคิลหรือเรียกว่า “ค้าของเก่า” มานานถึง 45 ปี จนวันนี้ขยายกิจการรับซื้อขยะไปในหลายประเทศทั่วโลก และมีบริษัทในเครืออีกหลายบริษัทเพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับขยะรีไซเคิลอย่างครบวงจร

ดร.สมไทยเริ่มต้นธุรกิจนี้จากความคิดที่ว่าเป็นอาชีพหนึ่งที่เลี้ยงชีพได้ โดยไม่คาดคิดว่าต่อไปจะสามารถขยายเป็นธุรกิจที่ใหญ่โต สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยมากมายนับพันนับหมื่นคน หรือเป็นธุรกิจที่มีบทบาทอย่างมากสำหรับความเป็นอยู่ของผู้คนในโลกอนาคต   

จากอาชีพที่ทำให้ครอบครัวเสียใจ หลายคนเคยดูถูก แบงก์ไม่ยอมให้กู้เงิน เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีเครดิต กลายเป็นธุรกิจที่สังคมยอมรับและให้ความสำคัญอย่างมากๆ

จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ใช้เงินไม่มากแค่มีถุงปุ๋ยใบเดียวก็สามารถทำให้คนจนกลายเป็นเถ้าแก่มาแล้วมากมาย และเขาเองก็เริ่มจากเงิน 1 พันบาท ลูกอม 1 ถุง รถกระบะเก่าๆ อีก 1 คัน ตระเวนรับแลกซื้อของเก่าไปทั่วเมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ปี 2517 ปริมาณรับซื้อขยะที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง พ.ศ. 2532 เติบโตขึ้นถึงขั้นสร้างโรงงานคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิลวงษ์พาณิชย์

พร้อมๆ กับการที่เขาให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนไปด้วย โดยเรียนการศึกษานอกโรงเรียนเพิ่มเติมจนจบมัธยมปลาย ต่อด้วยปริญญาตรี และได้รับพระราชทานดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาบริหารธุรกิจ จากสถาบันราชภัฏพิบูลสงคราม จากการเขียนตำราวิธีการจัดการขยะรีไซเคิลเล่มแรกของประเทศไทย เขาเคยเล่าว่าจากเมื่อก่อนเวลาคุยกับใครเรื่องขยะมีค่าเหมือนทอง คนบอกว่า ไร้สาระ บ้าบอ แต่พอได้เป็นดอกเตอร์ทุกอย่างที่พูดไว้กลับถูกยอมรับว่าเป็นเรื่องวิชาการอย่างง่ายดาย

หลังจากนั้นก็เริ่มขยายสาขาและแฟรนไชส์รับซื้อขยะและของเก่าออกไปเรื่อยๆ ไม่เพียงแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายสาขาไปทั่วอาเซียน เช่น ในลาว 9 แห่ง เปิดมาแล้ว 19 ปี  กัมพูชา 3 แห่ง พม่า 2 แห่ง มาเลเซีย 2 แห่ง และที่ใหญ่มากๆ คือใน สหรัฐอเมริกา 4 แห่งซึ่งขยายออกไปตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว ส่วนในเมืองไทยสามารถขยายสาขาได้ปีละประมาณ 100 สาขา ทั้งลงทุนเอง ร่วมลงทุน และเป็นแฟรนไชส์

“ในอเมริกาผมตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องขยายเข้าไปอีกหลายรัฐ เพราะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญในเรื่องขยะอย่างมาก คนของเขาจะมีความรู้เรื่องการคัดแยกขยะเป็นอย่างดี ที่เมืองไทยเราต้องซื้อขยะมาขายไปถึงจะได้เงิน แต่ที่อเมริกาสามารถได้ขยะที่คัดแยกแล้วมาฟรีๆ หรือขยะบางประเภทแต่ละครัวเรือนต้องจ่ายเงินให้เราเป็นค่ากำจัดขยะอีกด้วย”

โอกาสการสร้างรายได้ของบริษัทที่ ดร.สมไทยบอกว่าเขาไม่ได้ดีใจเลย ก็คือเมื่อเกิดการสิ้นสุดหรือล้มละลายของธุรกิจในโลกยุคเก่า เช่น เครื่องล้างฟิล์มสีของบางแบรนด์ เมื่อก่อนราคาตัวละ 6-7 ล้านบาท พอไม่เป็นที่นิยมตกมาที่บริษัทเหลือตัวละ 800 บาท มาทีเดียวเป็นพันๆ ตัว หรือการเกิดอุทกภัยซึ่งเป็นความเดือดร้อนของผู้คน เมื่อน้ำลดขยะที่เกลื่อนเมืองก็เป็นโอกาสของคนที่ทำอาชีพนี้ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

เริ่มต้นธุรกิจอาจใช้เงินไม่มากแต่ที่ยากคือต้องขยัน และมีความอดทนอย่างมากๆ ทั้งอดทนกับงานหนัก และอดทนต่อคนรอบข้างที่มองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มีเกียรติ

เมื่อถามถึงรายได้ของวงษ์พาณิชย์ เขาไม่ตอบ แต่บอกว่า

“คิดง่ายๆ วันนี้วงษ์พาณิชย์มีเครือข่ายคนงานทั้งหมดในเมืองไทย 1.4 หมื่นคน แต่ละคนมีรายได้ประมาณ 1 หมื่นบาทต่อเดือน ตกเดือนละประมาณ 140 ล้านบาท ปีหนึ่งๆ ก็กว่าพันล้านบาท” 

จากขยะรีไซเคิล สู่ธุรกิจบลูโอเชียนที่ท้าทาย

ข้อมูลจากกองข้อมูลธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ณ 31 พฤษภาคม 2561 มีธุรกิจรีไซเคิล ที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 3,102 ราย ส่วนใหญ่เป็นบริษัทเล็กๆ ที่มีการขายส่งเศษวัสดุแบบไม่มีกระบวนการเปลี่ยนรูป แต่บริษัททำแบบครบวงจรอาจจะยังมีไม่มากถ้าเทียบกับจำนวนขยะที่ยังมีมากมายมหาศาล

ดร.สมไทยบอกว่าปลายทางสุดท้ายของการแปรรูป รีไซเคิล เป็นตลาดที่ใหญ่เป็นบลูโอเชียนที่ท้าทายอย่างที่สุด เพราะปัจจุบันความต้องการขยะรีไซเคิลเพื่อเอามาทำสินค้าต่างๆ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลายคนไม่รู้ว่าหลายปีมาแล้วที่ผ้าห่มกับเสื้อกันหนาวที่มาจากประเทศจีนทำมาจากขยะที่เป็นขวด PET (ขวดพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ไม่รู้จบ) ที่ถูกนำมาแปรสภาพเป็นเส้นใยสังเคราะห์ สำหรับทำเสื้อผ้า จีวรพระ กระเป๋า รองเท้า ทำเป็นแผ่นฟิล์มของแผงโซลาร์เซลล์ รวมทั้งการผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคต่างๆ

ที่สำคัญจากมาตรการของอียูยังบังคับให้ผู้ผลิตกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ เส้นใย ผลิตภัณฑ์พลาสติกต่างๆ จำเป็นต้องมีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิล 30% ภายในปี 2020 ทำให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั่วโลกมีความต้องการใช้พลาสติกรีไซเคิลเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

โลกนี้ไม่มีขยะ แต่เป็นทรัพยากรที่ไว้ผิดที่เท่านั้นเอง ในอดีตคนฟังแล้วงง แต่ตอนนี้คนเข้าใจ ขยะเป็นของที่ผิดที่ผิดทางถ้าไว้ถูกที่ถูกทาง มีการคัดแยกที่ถูกต้อง ส่งตรงไปยังโรงงานอุตสาหกรรมรีไซเคิลได้สำเร็จ มันก็ไม่ใช่ขยะแล้ว”

จากการมองเห็นคุณค่าของขยะที่ประชาชนทั่วไปทิ้งกันอย่างไม่รู้คุณค่า ดร.สมไทย จึงได้เริ่มต้นประชาสัมพันธ์รณรงค์เรื่องการทิ้งขยะไปยังชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาลทุกชุมชน และ อ.บ.ต. องค์กรเอกชน และหน่วยงานราชการ, โรงงานต่างๆ ทั้งในเขตจังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร ที่เครือวงษ์พาณิชย์ได้รับเกียรติในการเชิญเข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือในการจัดตั้งศูนย์รับขยะรีไซเคิลเพื่อรีไซเคิล และการหามาตรการในการแก้ปัญหาขยะล้นเมือง

นอกจากนี้ ยังมีการอบรมให้ความรู้ ให้ศึกษาดูงานรวมทั้งฝึกงาน ฝึกอาชีพ ให้กับผู้ยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส คนไร้บ้าน ขอทาน คนเร่ร่อน ให้สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง ช่วยเหลือตนเองได้

รวมทั้งได้ตั้งสถาบันรีไซเคิลนานาชาติที่สอนคนไปทั่วโลก มีคนต่างชาติเข้ามาเรียนที่สถาบันของเขาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด วงษ์พาณิชย์ได้ประกาศรับซื้อขวดเปล่าพลาสติก PET ใช้แล้วในเครือซันโทรี่ เป๊ปซี่โค โดยให้ราคาสูงกว่าขวด PET ทั่วไป กิโลกรัมละ 1 บาทซึ่งดีลนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งเครือซันโทรี่ เป๊ปซี่โค และวงษ์พาณิชย์ต้องการกระตุ้นให้สังคมเข้าใจถึงความสำคัญของขวด PET ที่เป็นขยะซึ่งสามารถนำกลับมารีไซเคิลเพื่อทำเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อย่างมากมาย

การเก็บขวดPET เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนเป็นจำนวนมากเพราะขวดพวกนี้ มีคุณค่าและมูลค่าที่สูงขึ้นกลายเป็นแรงจูงใจให้คนอยากคัดแยกขยะ

“เมื่อ 8 เดือนที่แล้วราคาขวด PET ลงมาเหลือ กก. ละ 3 บาท เนื่องจากรัฐให้มีการนำขยะเข้าประเทศ ตอนนั้นราคาพลาสติกดิ่งเหวเลย  เป็นการทำร้ายขบวนการรีไซเคิลของสังคมไทย ทำร้ายขบวนการสร้างแรงจูงใจให้คนคัดแยกขยะ พอรัฐยกเลิกเรื่องนี้ ขวด PET กระโดดจาก กก. ละ 3 บาท เป็น 11 บาทในวันนี้”

ดร.สมไทย บอกว่าบ้านเขาในจังหวัดพิษณุโลกนั้นมีกำแพงบ้านทำด้วยขยะอัดแท่ง เปรียบเหมือนเป็นกำแพงเพชร ที่มีค่ากว่ารั้วบ้านอภิมหาเศรษฐีในโลกหลายคน

เขายื่นมือให้ Marketeer ดูแหวนที่นิ้ว แล้วพูดด้วยความภูมิใจว่า

“แหวนวงนี้ราคาแสนกว่าบาทได้มาจากขยะ ส่วนวงนี้แพงกว่า เป็นแพลทินัมทองคำขาว ได้มาจากขยะเหมือนกัน” 

ทุกๆ คนมีโอกาสอย่างเขาได้ถ้าสามารถเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องขยะได้ว่าไม่ใช่เรื่องของสิ่งสกปรก แต่มีความสวยงามและมีค่าเหมือนทองคำ

เขาทิ้งท้ายว่าคนทันสมัยในโลกนี้เท่านั้นที่จะรู้ซึ้งถึงคุณค่าและมูลค่าของขยะว่ามีมากมหาศาลขนาดไหน?

  –

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer