3 ยุทธศาสตร์ของ BAM ดันการเติบโต เก็บมาร์เก็ตแชร์ NPL 47.3% เผยปัจจัยสนับสนุนทำให้เติบโตทุกสภาวะเศรษฐกิจ
ทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิต่อเนื่องปีละกว่า 4,500 ล้านบาท มีสินทรัพย์เติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี
โดยปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 5,202.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.58% จากปี 2560 และบริษัทมีเงินสดจากธุรกิจ NPLs และ NPAs รวมทั้งสิ้น 16,569.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.59%
ทองอุไรกล่าวอีกว่า บริษัทมีเครือข่ายมากที่สุดรวม 26 แห่งทั่วประเทศ และปัจจัยสำคัญคือธุรกิจบริหารสินทรัพย์ที่มีโอกาสโตในทุกภาวะเศรษฐกิจ
กล่าวคือในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทก็สามารถเลือกซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในต้นทุนที่ต่ำ ส่วนช่วงเศรษฐกิจดี ลูกหนี้ของบริษัทก็มีศักยภาพในการชำระหนี้ และลูกค้ามีกำลังซื้อทรัพย์สินรอการขาย
BAM มีส่วนแบ่งตลาดหนี้เสียหรือ NPl ในประเทศไทย กว่า 47.3% คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวม 107,653 ล้านบาท เป็นอันดับ 1 ด้วยแนวทางการซื้อหนี้เสียต่อจากธนาคารพาณิชย์ โดยเป็นหนี้ที่มีสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์รองรับ จากนั้นนำสินทรัพย์มาพัฒนาและขายต่อ ส่งผลให้บริษัทมีสินทรัพย์ทุกประเภทกระจายอยู่ทั่วประเทศ
ทองอุไรกล่าวอีกว่า ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา NPL ในระบบธนาคารมีอัตราการเติบโต (CAGR) 12.8% ประกอบกับราคาประเมินที่ดินทั้งประเทศในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เติบโต 27.7% จากโอกาสดังกล่าวทำให้บริษัทวางยุทธศาสตร์ไว้ 3 ด้าน คือ
1. ขยายทรัพย์สิน ติดตามการขาย NPLs และ NPAs โดยเน้นไปที่ NPLs เป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ อีกทั้งยังช่วยให้บริหารต้นทุนการได้มาของสินทรัพย์
2. ลดระยะเวลาดำเนินงานเพื่อสร้างรายได้ให้เร็วขึ้น
3. พัฒนาคนเพื่อเพิ่มศักยภาพองค์กร
ส่วนความคืบหน้าหลังจากเดือนสิงหาคม 2562 ที่บริษัทได้เสนอขาย IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทให้ข้อมูลว่ายังอยู่ในขั้นตอนของ ก.ล.ต. ทำให้ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม เงินจากการระดมทุนจะนำไปขยายธุรกิจโดยซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายในอนาคต ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
–
