SME Think Tank โดย ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

แม้ว่าเศรษฐกิจในบ้านเราไม่ค่อยสดใส ไม่ว่าใครจะว่ากันอย่างไร แต่ผมขอพูดแบบยอมรับความจริงว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลงจริงๆ

ปัจจัยภายนอกไม่เอื้อเอาเสียเลย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก

แต่ดูเหมือนว่าเป็นโอกาสของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นจังหวะในการขยายธุรกิจจนเกือบจะครองตลาดนั้นๆ แบบใหญ่มากพอที่จะผูกขาดได้

ผู้ประกอบการรายเล็กต้องรู้จักพิจารณาตลาดให้รอบตัวมากขึ้นไม่มัวแต่ทำตลาดที่ทำอยู่ ซึ่งอาจจะไม่มีอนาคตที่สดใสนัก

ตลาดประเทศรอบบ้านเราที่เรียกติดปากกันในปัจจุบันว่า CLMV ได้แก่ ประเทศกัมพูชา สปป. ลาว เมียนมา และเวียดนาม

ผมมองว่าเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรคในการขยายธุรกิจให้เติบโต แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อม ความแข็งแกร่ง และโอกาสของแต่ละธุรกิจ

ปัจจุบันประเทศเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 9,200 พันล้านบาท ประมาณ 75% ของขนาดเศรษฐกิจไทย (12,400 พันล้านบาท) ประชากรรวมกันประมาณ 165 ล้านคน อายุเฉลี่ยประชากรค่อนข้างน้อย เวียดนาม 27.4 ปี กัมพูชา 22.5 ปี สปป. ลาว 19.5 ปี เมียนมา 27.9 ปี ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 33.7 ปี เพราะฉะนั้นประชากรในประเทศเหล่าอยู่ในระหว่างกำลังกินกำลังใช้จ่าย เมื่อประเทศเปิด มีเงินเข้าประเทศมากขึ้น ประชากรมีรายได้มากขึ้นก็กล้ากินกล้าใช้เป็นเรื่องธรรมดา

อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ดีกว่าไทย เช่น เวียดนาม 6% กัมพูชา 7% สปป. ลาว 7.5% เมียนมา 8.5%

นักวิชาการพยากรณ์กันว่าใน 10 ปีข้างหน้า ประชากรในประเทศเหล่านี้จะเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 เป็นประมาณ 220 ล้านคนและที่สำคัญคือประชากรคนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว และขนาดเศรษฐกิจรวมกันก็จะโตกว่าขนาดเศรษฐกิจประเทศไทยประมาณ 1.5 เท่า

กลยุทธ์การตลาดหากจะพูดกันให้ง่ายๆ แบ่งได้เป็น

  1. ทำจากปัจุบันไปอนาคต
  2. นำอนาคตกลับมาหาปัจจุบัน

พูดแล้ว งงๆ ไหมครับ ความหมายจริงๆ ก็อย่างที่เขียนไปนั่นแหละ

ท่านที่เก่ง ชอบในเรื่องการพยากรณ์อนาคต พัฒนา นวัตกรรม ต่อเนื่อง ฯลฯ จัดเป็นนักธุรกิจที่ทำจากปัจจุบันไปหาอนาคต เพราะฉะนั้นต้องหมั่นพัฒนาธุรกิจตามประเทศที่พัฒนาเจริญกว่าเรา เช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ต้องพยายามเพิ่มมูลค่าเพิ่มทำให้ดีกว่าหรือมีประสิทธิภาพมากกว่าประเทศต้นแบบ ต้องรู้จักปรับให้เหมาะกับตลาดเป้าหมาย

ท่านที่เก่ง ชอบในเรื่องต่อยอดความสำเร็จ เอาเรื่องปัจจุบันไปใช้กับตลาดที่พัฒนาน้อยกว่าเรา เหมือนนำปัจจุบันของเรา (แต่เป็นเรื่องในอนาคตของเขา) มาใช้กับตลาดเปิดใหม่ อย่างนี้ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จมากพอสมควร

ผมเป็นห่วงผู้ประกอบการ SME, OTOP, หรือ Start-Up (เราเรียกติดปากกันเป็นภาษาอังกฤษ น่าจะมีการใช้ศัพท์ภาษาไทยกันบ้างนะครับ) ที่ไม่มีความแข็งแกร่งเท่าที่ควร แต่มองการใหญ่เกินตัว หวังตลาดที่มูลค่าสูง อย่างยุโรป จีน ญี่ปุ่น แล้วก็ต้องดิ้นรนมาก พยายามมาก แต่โอกาสประสบความสำเร็จมีน้อย

มองข้ามตลาดใกล้ตัว อย่างประเทศ CLMV

ความจริงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องคิดกลยุทธ์อะไรให้มันปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อทำตลาดปัจจุบันได้ดีก็ขยายไปตลาดข้างเคียง เช่น ขายดีใน กทม. และก็ขยายไปต่างจังหวัด หรือขายอาหารไปได้ดีก็ขายเครื่องดื่ม ขายขนมเสริม หรือขายเสื้อผ้าไปได้ดีก็ขายรองเท้าเพิ่ม เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ทำกันอยู่เสมอๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ

หากจะสรุปให้เป็นวิชาการสักหน่อย ท่านสามารถต่อยอดขยายธุรกิจได้ดังนี้

  1. ขยายสู่ประเภทธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ขายอาหารแล้วขยายขายเครื่องดื่ม เป็นต้น
  2. ขยายสู่ลูกค้าเป้าหมายที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ขายเสื้อผ้าผู้หญิงแล้วขยายขายเสื้อผ้าผู้ชาย เป็นต้น
  3. ขยายสู่ธุรกิจที่ใช้ความสามารถเดียวกัน เช่น ทำรายการทางโทรทัศน์แล้วขยายทำรายการทางวิทยุ เป็นต้น

หากท่านทบทวนธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจาก SME สู่ธุรกิจพันล้านหมื่นล้าน ก็เริ่มแบบนี้ โออิชิ ประสบความสำเร็จจากการขายอาหารญี่ปุ่นแล้วก็ต่อยอดไปขายชาเขียว และอื่นๆ อีกมากมาย

ตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กที่ต่อยอดธุรกิจจนเติบโตใหญ่ระดับภูมิภาค เช่น กลุ่มบริษัท ส. ขอนแก่น

หากท่านพิจารณาแนวทางธุรกิจของ ส. ขอนแก่น คือพัฒนาของเก่าให้เป็นปัจจุบันและอนาคต หรือนำอนาคตมาสู่ปัจจุบัน (อ่านแล้วอย่าทำหน้างงๆ อย่างนั้นสิครับ)

ส. ขอนแก่นเอารูปแบบปัจจุบันของอาหารฝรั่ง (ซึ่งเป็นรูปแบบอนาคสำหรับอาหารไทย) มาต่อยอดธุรกิจ เริ่มจากปรับรูปแบบและภาพลักษณ์ของหมูยอแบบเดิมๆ ที่ห่อด้วยใบตองและรัดด้วยหนังยาง ให้เป็นรูปแบบเหมือนไส้กรอกแบบฝรั่ง ปรับข้าวตังหมูหยองเป็นสแน็กอาหารว่างแบบฝรั่ง ปรับหมูแผ่น แค็บหมูเป็นสแน็กแบบฝรั่ง ฯลฯ แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จ ขายดี จนเป็นบริษัทมหาชน

ประเทศไทยเจริญและพัฒนามากกว่าประเทศ CLMV อย่างน้อยก็เป็น 10 ปี แม้ว่า อินเทอร์เน็ตและกระแสโลกาภิวัตน์ จะช่วยให้ช่องห่างนี้แคบลง แต่อย่างไรก็ยังตามหลังกว่าเราอยู่ดี

ประเทศเหล่านี้ซึมซาบวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เพลง ฯลฯ ของไทยซึ่งทำให้สินค้าไทยพลอยเป็นที่นิยมในประเทศเหล่านี้ ทำให้เรามีโอกาสในการเปิดรับจากผู้บริโภคมากกว่าสินค้าจากประเทศอื่นๆ

หากย้อนดูตัวเราเอง สินค้าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ก็ได้รับความนิยมจากคนไทย เพราะเราชื่นชอบวัฒนธรรมเขาผ่านสื่อต่างๆ ทั้งภาพยนตร์ ดนตรี กีฬา ฯลฯ

ธุรกิจขนาดเล็กต้องรู้จักต่อยอดและเลียนแบบธุรกิจใหญ่ที่ประสบความสำเร็จให้เป็น ก็สามารถประสบความสำเร็จได้

อย่างขนมหวาน เช่น ขนมชั้น ขนมกล้วย ในประเทศเมียนมาก็มีขายแต่รูปแบบเป็นเหมือนในบ้านเราเมื่อ 30-40 ปีก่อน ขายในถาดใหญ่ๆ แล้วตัดขายเป็นชิ้นๆ ไม่มีปรับรูปแบบและใช้บรรจุภัณฑ์ หากท่านต่อยอดธุรกิจ (เลียนแบบ) ธุรกิจขนมของ S&P หรือขนมของญี่ปุ่น ไต้หวัน แล้วนำไปปรับใช้ ก็คงประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

หลายคนติดยึดกับคำที่เขาว่ากันว่า “ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง”

แต่มันใช้ไม่ได้กับคนทุกคน เพราะฝันไกลไปก็คงเป็นได้แต่ความฝัน อาจไม่มีวันเป็นจริง

ควรจะคิดว่าว่า “หวังใกล้ ไปให้ถึง แล้วหวังต่อ”

น่าจะเหมาะสมกว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ไม่วางเป้าหมายที่ยากเกินความสามารถ วางเป้าหมายให้ใกล้ความจริงแล้วทำให้สำเร็จ แล้วค่อยๆ ต่อยอดไป

แบบนี้ยั่งยืนกว่าแน่นอนครับ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer