เมื่อกำลังซื้อไม่เอื้อ! “วอลล์สตรีทอิงลิช ประเทศไทย” จำต้องปรับเกมครั้งใหญ่ กระตุ้นยอดให้โตอีกครั้ง

เศรษฐกิจที่ยังไม่พื้นตัว กำลังซื้อที่อ่อนแอ่ กระทบไปถึงหนี้ครัวเรือนที่สูง กระตุ้นให้ธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมไปถึงเหตุการณ์แห่งความสูญเสีย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปีที่ผ่านมาวอลล์สตรีทอิงลิช ประเทศไทยเครือข่ายผู้ให้การศึกษาภาษาอังกฤษระดับพรีเมียม ที่เปิดในไทยมาแล้วกว่า 15 ปี มีรายได้ตกลงกว่า 60% เหลือเพียง 400 ล้านบาทเท่านั้น

แมทธิวกิจ โอธาน ประธานกรรมการวอลล์สตรีทอิงลิช ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาวอลล์สตรีทจะใช้วิธี Direct marketing โดยโทรไปหานักเรียนเพื่อชักจูงให้มาเรียน แต่จากเหตุการณ์แห่งความสูญเสีย ทำให้การตลาดวิธีนี้ไม่เหมาะนักที่จะใช้ รวมไปถึงการทำการตลาดอย่างอื่นๆด้วย ทำให้รายได้ที่เติบโตมาตลอดจึงหยุดชะงักไป

แมทธิวกิจ โอธาน ประธานกรรมการวอลล์สตรีทอิงลิช ประเทศไทย

รีเฟรชแบรนด์ให้กลับมาสนุกสนาน

นี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ปีนี้วอลล์สตรีทอิงลิชต้องรื้อเกมการตลาดครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นรายได้ให้กลับมาโต 60% หรือคิดเป็นมูลค่า 700 ล้านบาท

โดยมีการดึงโอฬาร พิรินทรางกู รอดีตผู้บริหารจากเวอร์จิ้นแอ็คทีฟฟิตเนสคลับ เข้ามานั่งในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วอลล์สตรีทอิงลิช ประเทศไทยโดยเริ่มงานเมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โอฬาร พิรินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วอลล์สตรีทอิงลิช ประเทศไทย

โอฬาร บอกว่าด้วยความที่วอลล์สตรีทอิงลิชมีอายุ 15 ปีภาพลักษณ์ของแบรนด์จึงติดกับภาพเดิมๆอีกทั้งไม่ค่อยได้ทำการตลาดมากนักจึงต้องมีการรีเฟรชแบรนด์ใหม่เพื่อทำให้แบรนด์กลับมาสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

ภายใต้งบการตลาดราว 70-80 ล้านบาท จะใช้ในทุกช่องทาง โดยได้ดึง นนชานน สันตินธรกุล นักแสดงหนุ่มวัยรุ่นที่กำลังมีชื่อเสียงในขณะนี้ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ มีสัญญาในเบื้องต้น 1 ปี โดยมีการทำกิจกรรมต่างๆตลอดทั้งปี

รวมไปถึงได้มีการปรับการคิดคอร์สเรียนใหม่ จากเดิมที่คิดเป็นเลเวลมาเป็นเดือนแทน ตั้งแต่ 1 เดือนแต่ไม่เกิน 18 เดือน เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งจะช่วนให้ผู้เรียนคำนวณเวลาในการเรียนและค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า

แม้ว่ายุคนี้จะมีคอร์สเรียนเยอะไปหมด โดยเฉพาะออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ในรูปแบบนั้นส่วนใหญ่จะเน้นสอนแกรมมา หรือเรียนเพื่อไปสอบมากกว่า ซึ่งต่างจากที่วอลล์สตรีทจะเน้นพูดและนำไปใช้ได้จริงๆ

ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 10,000 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆได้แก่ 17-22 ปี 23-29 ปี และ 30 ปีขึ้นไป มีสัดส่วน 40%, 29% และ 31% ตามลำดับ

เตรียมพร้อมเป็นแฟรนไชส์

ขณะเดียวกันในด้านของสาขายังได้เตรียมเปลี่ยนโมเดลการลงทุนใหม่จากปัจจุบันมีทั้งหมด 13 สาขา ลงทุนเองทั้งหมด ได้วางแผนที่จะดึงแฟรนไชส์เข้ามา

การเติบโตหลักๆจะมาจากการขยายสาขาเป็นหลัก ซึ่งเมืองไทยยังมีเพียง 13 สาขา เมื่อเทียบกับฝรั่งเศสที่มีประชากรน้อยกว่าคนไทย แต่มีจำนวนสาขาถึง 60 สาขา ซึ่งกว่าครึ่งเป็นแฟรนไชส์ นั้นแสดงให้เห็นว่าโมเดลนี้เป็นวิธีที่ดีในการสร้างการเติบโต อีกทั้งห้างในเมืองไทยยังมีอีกมากที่วลล์สตรีทจะเข้าไปเปิด

เป้าหมายที่วลล์สตรีต้องการคือ 5 ปีต่อจากนี้จะต้องมีให้ครบ 20 สาขา และมีรายได้โต 300% มาเป็น 2,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายในระยะยาวต้องการเปิดให้เท่ากับฝรั่งเศสที่มี 60 สาขา โดย 20 สาขาแรกจะลงทุนเอง ส่วนที่เหลือมองว่ามีแฟรนไชส์มาช่วยดัน โดยคาดว่าจะเห็นสาขาที่เป้นแฟรนไชส์สาขาแรกภายในปีนี้

ล่าสุด วอลล์สตรีท ได้เริ่มทดลองปรับพื้นที่สาขาใหม่ เพื่อทดลองก่อนที่มีสาขาแฟรนไชส์ โดยสาขาล่าสุดที่ เมญ่า เชียงใหม่ ได้ลดพื้นที่ลงเหลือ 130 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน 3 ล้านบาท รองรับนักเรียนได้ 500-700 คน จากเดิมที่จะเปิดขนาด 500 – 1,000 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

นอกจากในเมืองไทยแล้ววอลล์สตรีทอิงลิชกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาซื้อสิทธ์เป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์จากบริษัทแม่ โดยต้องการซื้อสิทธ์ในประเทศกัมพูชาและลาว ตั้งเป้าเปิด 4 สาขาภายใน 5 ปี ดีลนี้คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากใช้เวลาเจรจามา 6 เดือน

อย่างไรก็ตามขณะนี้วอลล์สตรีทอิงลิชในเพื่อนบ้านมีที่ เวียดนาม 4 สาขา, พม่า 2 สาขาและจีน 60 สาขา


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer