เพราะสิ่งที่ทำให้คนดูอินไปกับหนังหรือ MV ไม่ได้มีแค่พล็อตเรื่อง-บทสนทนา-หรือแอคติ้งของนักแสดงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอีกหนึ่งองค์ประกอบที่น้อยคนนักจะสังเกต แม้จะเห็นมันอยู่ตลอดก็ตาม

และองค์ประกอบที่ว่านั้นก็คือ ‘สี’

เพราะสีเป็นอีกเครื่องมือสื่อสารสำคัญที่ช่วยบ่งบอกความรู้สึกต่างๆ แทนคำพูดได้

ขั้นตอนสำคัญในช่วง Post Product จึงไม่ได้มีแค่การตัดต่อ ใส่ซาวด์ หรือเอฟเฟ็กต์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการทำสี ซึ่งคนที่ทำหน้าที่ตรงนี้จะถูกเรียกว่า Colorist

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะยังรู้สึกไม่เคลียร์ว่าอาชีพ Colorist คืออะไร

ในงาน #วันความคิดสร้างสรรค์แห่งชาติ เขต-สิรดนัย ผึ้งน้อย Colorist ผู้เคยเปลี่ยนพัทยาให้กลายเป็นชายหาดเหมือนในหนัง Hollywood ด้วยเวลาเพียง 5 ชั่วโมงใน MV เพลง Lover Boy ของภูมิ วิภูริศ

จึงได้มาแชร์ประสบการณ์การเป็น Colorist ให้ผู้ร่วมงานได้ฟังกัน ว่าอาชีพ Colorist นั้นทำงานกันยังไง แล้วการบิดแสงและสีของพวกเขาสามารถเปลี่ยนอารมณ์คนดูได้มากขนาดไหน

 

 

ไม่ใช่แค่เรื่องของศิลปะเท่านั้น แต่ Marketeer ยังได้มีโอกาสพูดคุยกับเขตแบบส่วนตัวในประเด็นที่ว่า จากวันที่เป็นพนักงาน Colorist ใน Production House ของคนอื่น

สู่การเป็น Colorist แบบ Freelance

และกลายมาเป็น Colorist ที่ทำบริษัท Post Production เป็นของตัวเองในนามของ Littlebee Lab ซึ่งต้องเลี้ยงดูพนักงานกว่า 7 ชีวิตอย่างในปัจจุบัน

เขามีวิธีคิดที่ทำให้ Littlebee Lab เป็น Post-Production House ลำดับต้นๆ ที่คนจะนึกถึงเมื่อพูดถึง Colorist ได้อย่างไร

ด้านล่างนี้คือคำตอบ

(เขต-สิรดนัย ผึ้งน้อย)

Colorist: นักบิดแสงและสี 

เล่าให้ฟังเป็น Background คร่าวๆ เพื่อให้คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการ Production ได้เข้าใจกันก่อนว่า การทำโฆษณา หนัง หรือ MV จะประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ

1. Pre-Production เป็นการวางแผนก่อนการถ่ายทำ 2. Production คือการถ่ายทำที่มีกล้องไปถ่ายนักแสดง และ 3.  Post-Production คือการนำไฟล์ที่ถ่ายมา มาตัดต่อ ใส่เสียง ใส่เอฟเฟ็กต์ต่างๆ

ซึ่ง Colorist จะทำงานอยู่ในขั้นตอนที่ 3

โดยหากคนตัดต่อ มีหน้าที่นำไฟล์ที่ถ่ายทำมาร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเดียวกันฉันใด

Colorist ก็มีหน้าที่ในการร้อยเรียงสีของชิ้นงานให้เป็นไปในโทนเดียวกัน เพื่อให้เรื่องราวต่อเนื่องกันฉันนั้น

เพราะหากแต่ละซีนมีสีที่กระโดดไปมา ไม่ต่อเนื่องกัน ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกสะดุดเวลาดูได้

งานศิลป์ที่ถูกครอบด้วยทฤษฎีสี

นอกจากเครื่องไม้เครื่องมือ โปรแกรมในการทำสี สิ่งสำคัญที่คนจะเป็น Colorist ต้องมีก็คือความรู้ทางด้านทฤษฎีสี ว่าแต่ละสีให้ความรู้สึกยังไง มีสีอะไรเป็นคู่ตรงข้าม

ซึ่งภาพด้านล่างนี้น่าจะอธิบายหลักการของทฤษฎีสีได้เป็นอย่างดี

สีที่อยู่ตรงข้ามกันในวงล้อจะเป็นสีคู่ตรงข้ามกัน เมื่อนำมาอยู่ด้วยการจะทำให้เกิดคอนทราสต์หรือการตัดกันของสี พูดแบบนี้อาจจะงง เขตจึงยกตัวอย่างของการถ่ายทำหนังมาเล่าให้ฟังว่า

“หากเราต้องการให้อะไรเด่นขึ้นมา ต้องใช้พื้นหลังเป็นสีคู่ตรงข้าม อย่างเช่นงานหนัง คืองานที่เน้นตัวนักแสดง เน้นสีหน้าอารมณ์ของนักแสดงเป็นหลัก

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสีเสื้อผ้าของตัวนักแสดงจะตัดกับฉากหลัง หรือด้วยความที่นักแสดงเป็นคน ผิวคนจะมีสีออกโทนเหลืองๆ วอร์มๆ เขาก็จะใช้ Background เป็นสีออกโทนไปทางฟ้า ซึ่งเป็นสีคู่ตรงข้ามกับสีเหลือง

และนั่นก็จะทำให้ตัวนักแสดงเด่นออกมา สายตาคนดูก็จะโฟกัสกับการแสดงของตัวละครได้มากขึ้น

ส่วนการเปลี่ยนฉากหรือเปลี่ยนช็อต ก็สามารถทำได้ด้วยการนำสีที่อยู่ข้างๆ กัน ใกล้ๆ กันในวงล้อมาใส่ เพื่อให้การเปลี่ยนเรื่องราวเป็นไปได้อย่างสมูท

ซึ่งถ้าเป็นงานหนังหรืองาน MV ก็สามารถทำสีที่มันเหนือไปกว่าความเป็นจริง ทำตามสิ่งที่ผู้กำกับจินตนาการได้

แต่หากเป็นงานโฆษณา วิธีทำสีก็จะต่างออกไป

เพราะถ้าทำสีมากไป มันก็จะกลายเป็นว่า โฆษณาเกินจริง ดังนั้น การทำสีให้กับงานโฆษณา จึงจะเน้นการทำที่ทำให้รูปทรงสินค้าดูชัดเจน ดูน่าใช้ เป็นสีที่อิ่มตัว ไม่ใช่สีที่เกินความเป็นจริง”

ถ้าถ่ายมาไม่ดี หน้าที่ Colorist ก็จะเปลี่ยนจากช่วยทำให้งานดีขึ้น กลายเป็นช่วยแก้สิ่งที่ผิดพลาด

แม้การทำสีหรือที่คนในวงการเรียกกันติดปากว่า Grading จะเป็นขั้นตอนที่อยู่ใน Post-Production

แต่เขตก็บอกว่าจริงๆ แล้วมันควรจะเริ่มตั้งแต่ในช่วง Pre-Production ด้วยการเข้าไปพูดคุยว่าสิ่งที่ผู้กำกับต้องการเป็นแบบไหน แล้วควรจะถ่ายแสงแบบไหนมา เพื่อที่ Colorist จะได้เอามาทำต่อ จนกลายเป็นงานเหมือนอย่างที่ผู้กำกับคิดไว้แต่แรกได้

กลับกัน หากไฟล์ที่ถ่ายมามันไม่ดี หน้าที่ของ Colorist ก็เปลี่ยน จากเป็นคนที่ต้องช่วยทำให้งานออกมาสมบูรณ์แบบมากขึ้น ก็กลายเป็นคนที่ต้องช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดในงานแทน

เปรียบให้เห็นภาพ มันก็เหมือนกับการทำอาหาร แม้เชฟจะปรุงอร่อยแค่ไหน แต่หากวัตถุดิบที่ซื้อมาจากตลาดเป็นของไม่ดี มันก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะอาหารจานนั้นควรจะอร่อยได้มากกว่านั้น

งานศิลปะที่ต้องดูกราฟ

เพราะการทำงานของคนที่เป็น Colorist คือต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมอยู่เป็นชั่วโมงๆ ซึ่งการจ้องหน้าจอคอมนานๆ นั้นทำให้ตาพร่าเบลอ และอาจทำให้สีที่เห็นไม่เป็นแบบที่ตั้งใจไว้

โต๊ะทำงานของเขตจึงมีจอคอมตั้งไว้มากถึง 3 จอ

จอแรกเอาไว้ปรับค่าต่างๆ จอที่สองเอาไว้แสดงผล ส่วนจอสุดท้ายเป็นจอกราฟสี ซึ่งกราฟสีเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยทำให้สีของงานแม่นยำ มากกว่าการดูด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียว

(บรรยากาศห้องทำงานของ Littlebee Lab ด้านซ้ายคือห้องทำกราฟิกทั่วไป

ส่วนด้านขวาคือห้องสำหรับทำสี ที่ต้องไม่มืดและต้องไม่สว่างจนเกินไป เพื่อทำให้เห็นสีที่ตรงที่สุด)

คนหันมาเป็น Colorist กันมากขึ้น

ด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาถูกลง ความรู้ต่างๆ ที่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น จึงมีคนหันมาเป็น Colorist กันมากขึ้น และนั่นก็นำมาสู่การแข่งขันในอาชีพที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ไม่ใช่แค่จากคนใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้าในวงการ แต่ยังรวมไปถึงบาง Production House บางเอเยนซี่ที่มีฝ่าย Colorist ครบอยู่ในตัว

ถ้ายังคงเป็น Freelance ต่อไป ช่องทางของรายได้ในอนาคตคงตัน

เหตุผลที่ทำให้เขตตัดสินใจลาออกจากการเป็น Colorist มาเป็น Freelance เพราะการรับงาน Freelance นั้นได้เงินเยอะกว่า

ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขตตัดสินใจลาออกจากการเป็น Freelance แล้วหันมาเปิด Littlebee Lab ซึ่งตอนนี้ไม่ได้รับเพียงแค่งานเกรดสี แต่ยังรวมไปถึง Motion Graphic และงานรีทัช

เพราะเขาคิดว่าหากยังคงเป็น Freelance ต่อไป ทั้งงานและรายได้ก็คงจะไม่ขยายไปกว่านี้

“เอาจริงๆ ตอนเป็น Freelance ได้เงินเยอะกว่านี้ ง่ายกว่านี้นะ เพราะเราทำคนเดียว รับเงินคนเดียว แล้วก็ไม่ต้องมีต้นทุนไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างเงินเดือนพนักงานหรืออะไรต่างๆ ที่ต้องแบกรับ

แต่ที่ตัดสินใจเลิกเป็น Freelance แล้วหันมาทำเป็น Production House แทน เพราะผมคิดว่าสุดท้ายแล้วการเป็น Freelance มันก็มีลิมิตของมัน มีข้อจำกัดของมัน

คือเราสามารถรับงานได้ Max สุดที่เท่านี้ เพราะเราทำคนเดียว เรามีเวลาแค่นี้ แล้วที่สำคัญรูปแบบของงานก็จะมีแต่แบบเดิมๆ วนไปมา พองานเยอะมาก พอทำทั้งวันก็คงไม่มีเวลาออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ งานที่ออกมามันก็อาจจะจำเจ

การทำ Production House รายจ่ายเยอะก็จริง แต่ถ้ามองในระยะยาวมันไปได้ไกลกว่า มันมีคนอื่นมาช่วย

ถ้ายังเป็น Freelance ที่ทำงานคนเดียว เราก็มีลิมิตรับงานได้เท่านี้  มันก็เลยอาจจะเติบโตอาจจะขยายไม่ได้มากเท่าไหร่”

ขอบคุณภาพ: Littlebee Lab



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer