“ดีแทค” ย้ำจุดยืน “ความใจดี” สู้ศึกโมบายโอเปอร์เรเตอร์

ในวันที่ดีแทคกลายมาเป็นเบอร์ 3 ในแง่ของจำนวนลูกค้า สำหรับศึกโมบายโอเปอร์เรเตอร์ กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้กลยุทธ์ของดีแทคปีนี้ จะหันกลับมาโฟกัสบริการที่มีผู้ใช้จำนวนมาก แต่ยังไม่ได้รับการโปรโมทมากนัก เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าในวันนี้ยังคงเป็นลูกค้าต่อไป

ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่าวันนี้จำนวนฐานลูกค้าไม่ได้เป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียวถึงผลสำเร็จในการดำเนินงานแต่รายได้ที่เกิดขึ้นต่างหากถึงจะเป็นตัวชีวัดที่แท้จริง

เนื่องจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การแข่งขันที่ดุเดือนมากขึ้น ทำให้ผลประกอบการลดลงทุกปี โดยในปีที่ผ่านมาเพิ่มมาเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อมองดูในแง่ของกำไร ค่อนข้างดีเป็นเบอร์ 2 ของตลาด ซึ่งสะท้อนมาจากจำนวนราคาหุ้น นี่จึงไม่อาจบอกได้ว่าฐานลูกค้ามาก จะสร้างผลประกอบการที่ดี

โดยเมื่อนับถึงสิ้นปีที่ผ่านมาฐานลูกค้าดีแทคมีจำนวนทั้งหมด 22.7 ล้านคน ลดลงไปราว 1 ล้านคน แบ่งเป็นพรีเพด (เติมเงิน) 17 ล้านคน และ ลูกค้าโพสต์เพด (รายเดือน) 5.7 ล้านคน

ความท้าทายของดีแทคในปีนี้คือ การรักษาฐานลูกค้าเก่าให้คงอยู่ ไปพร้อมๆกับการกระตุ้นให้ใช้งานเพิ่มขึ้น

ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

จริงใจและใจดี” DNA ของดีแทค

นี่ทำให้กลยุทธ์ของดีแทคในปีนี้จะหันกลับมาโฟกัสในสิ่งที่เป็น DNA ของดีแทคเอง นั้นก็คือจริงใจและใจดีซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งนี้ช่วยให้ดีแทครับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงมาได้ตลอด

ก่อนหน้านี้ดีแทคก็ทำจริงใจและใจดีอยู่บ้างแล้ว อย่างในกลุ่มเติมเงิน ก็มีทั้งบริการใจดีให้ยืม ใจดีให้แปล แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์คือ การออกโปร “No Limit” อย่างซิม Go เพลิน ที่ทำให้การใช้งานอินทอร์เน็ตเพิ่ม 86% พร้อมกับกระตุ้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจาก 3.8 GB เป็น 7 GB และทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหมายเลขเพิ่มขึ้น 28% อัตรา Churn Rate ดีขึ้น 2%

สำหรับบริการใหม่ๆในกลุ่มเติมเงินจะมีทั้งการบริการให้ยืมที่หลายหลายมากขึ้นและมีโอกาสที่จะขยายไปนอกธุรกิจโทรคมนาคมด้วยส่วนกลุ่มแรงงานเพื่อนบ้านซึ่งดีแทคถือเป็นเบอร์ 1 เมื่อเทียบกับรายอื่นๆก็วางแผนท่ีจำทำให้ใช้ได้เมื่อกลับบ้านโดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนซิมไปมา

เติมเงินลดเพราะย้ายไปรายเดือน

แต่อย่างไรก็ตามฐานลูกค้าในกลุ่มเติมเงินเริ่มลดลงเพราะย้ายไปเป็นกลุ่มรายเดือนมากขึ้นโดยปัญญา ให้เหตุผลว่า พฤติกรรมลูกค้าจากเดิมที่เน้นโทรเยอะก็เปลี่ยนมาใช้งานดาต้ามากขึ้น

ซึ่งเมื่อลูกค้าเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตแล้วก็จะใช้ต่อเนื่องเนื่องจากราคาและวิธีใช้รายเดือนจึงตอบโทย์มากกว่าจึงเห็นกลุ่มเติมเงินสนใจรายเดือนมากขึ้นซึ่งเป็นทั้งอุตสาหกรรมอีกข้อคืออัพเกรดเครื่องจึงเปลี่ยนมาใช้รายเดือน

แม้การใช้แบบรายเดือนจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่แบบเติมเงินก็ยังมีโอกาสจากกลุ่มอื่นๆอีกทั้ง กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี กลุ่มแรงงานเพื่อนบ้านรวมไปถึงกลุ่มเด็กที่กำลังเริ่มเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ต จึงยังไม่เหมาะที่จะใช้แบบรายเดือน

“Super Non Stop” ตัวกระตุ้นลูกค้ารายเดือน

ส่วนในกลุ่มของวางแผนเพิ่มผู้ใช้งานด้วยข้อเสอนที่คุ้มค่ากว่าและโปรโมชั่นเมื่อซื้อพร้อมเครื่องซึ่งความคุ่มค่านี้มาจากโปร Super Non Stop ที่เมื่อลูกค้าใช้อินเทอร์เน็ตไม่หมด สามารถทบไปเดือนหน้าได้ โดยโปรนี้ช่วยให้

1.ลูกค้ารายเดือนเติบโตขึ้น 600,000 หมายเลข ส่งผลให้รายได้เติบโตขึ้น 17.9% และรายได้เฉลี่ยเติบโตขึ้น 3%

2.อัตราการใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 83% รวมถึงการใช้งานดาต้า (Data usage) เพิ่มขึ้น 96% และผู้ใช้งาน 4G เพิ่มมากขึ้น 34%

3.จำนวนผู้ใช้งานแอปพลิเคชั่นดีแทคเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านราย (+125% YOY) ซึ่งคิดเป็น 50% ของลูกค้ารายเดือน

ปัญญาบอกว่าการจะนำเสนออะไรนั้นคือความยากและเมื่อใช้รายเดือนมากขึ้นดีแทคจะอยู่ตรงไหนในใจผู้บริโภคนั้นคือความท้าทาย

ดังนั้นดีแทคจึงจะมีการโปรโมทโปร Super Non Stop เพราะถึงจะกระตุ้นให้มีผู้ใช้งานเพิ่ม แต่ฐานลูกค้าเก่าบางส่วนก็ยังไม่รู้จัก รวมไปถึงวางแผนที่จะเพิ่มร้านค้าในดีแทครีวอร์ด จาก 25,000 ร้านค้า เป็น 30,000 ร้านค้า เพื่อให้เป็นหนึ่งในแม่เหล็กที่ดึงดูดลุกค้า

ล่าสุดได้เปิดตัวพรีเซนเตอร์เป็นซันนี่ สุวรรณเมธานนท์เพราะมองว่า นิสัยที่เป็นกันเอง ใจดี ขี้เล่น จะช่วยให้การบอกเล่าเรื่องราวของดีแทค ไปยังลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น