การขยายโอกาสให้กลุ่มลูกค้าใหม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล” คือหนึ่งในเป้าหมายของ บำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก” โมเดลธุรกิจใหม่ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ที่ร่วมมือกับโรงพยาบาลพันธมิตร ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มคนระดับกลาง ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ได้คุณภาพมาตรฐาน

บำรุงราษฎร์จับมือโรงพยาบาลพันธมิตร ยกระดับการดูแลรักษาสู่ผู้ป่วยตามมาตรฐานสากล

การประกาศความร่วมมือทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ครั้งนี้ เรียกว่า Bumrungrad Health Network (บำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก) โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้เริ่มสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลพันธมิตร ตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) แล้วจำนวน 58 แห่ง ซึ่งมีทั้งโรงพยาบาลภาคเอกชน ภาครัฐ และโรงเรียนแพทย์ โดยการทำงานกับเครือข่ายในช่วงที่ผ่านมาเป็นลักษณะของการส่งต่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางจากโรงพยาบาลพันธมิตรมาที่บำรุงราษฎร์เพื่อให้เกิดการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง (Continuing of care)

ทั้งนี้ รูปแบบของโมเดลบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์กจะเห็นความร่วมมือที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีโรงพยาบาลในกลุ่มพริ้นซิเพิล แคปิตอล เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งมอบการรักษาที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยและเสริมสร้างการเติบโตไปพร้อมกัน โดยเริ่มโครงการนำร่องแห่งแรกที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

เภสัชกรหญิง อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศความร่วมมือทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ครั้งนี้ว่า “โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ มีความยินดีที่มีโอกาสประกาศความร่วมมือทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ เพื่อขยายกลุ่มตลาดใหม่ผ่านโรงพยาบาลพันธมิตรที่เข้มแข็งของเรา อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้กลุ่มลูกค้าใหม่ได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานที่สูงขึ้น”

จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ มาตรฐานการรักษาระดับบำรุงราษฎร์

ทั้งนี้ โมเดลธุรกิจใหม่ที่ บำรุงราษฎร์ เฮลท์  เน็ตเวิร์ก” นำเสนอนั้นจะเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายกลุ่มใหม่ คือ กลุ่มคนระดับกลาง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด ตลอดจนกลุ่มผู้ซื้อประกันสุขภาพ โดยจะร่วมกันจัดตั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) ที่โรงพยาบาลพันธมิตร

โดยการดำเนินงานนั้น จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในลักษณะ Joint Operation รวมถึงด้านเงินทุน ค่าใช้จ่าย ทรัพยากรและรายได้ มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้และความชำนาญทางการแพทย์ให้กับทีมแพทย์ของโรงพยาบาลพันธมิตร เพื่อให้มีขีดความสามารถในการรักษาตามมาตรฐานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และมีแนวทางการรักษาผู้ป่วยบนมาตรฐานใกล้เคียงกัน เป็นการเพิ่มโอกาสให้กลุ่มผู้ป่วยของโรงพยาบาลพันธมิตรได้เข้าถึงการรักษากับแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอีกทางหนึ่งด้วย

ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์นั้น จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงพยาบาลพันธมิตรว่าต้องการให้เข้าไปช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในด้านใด

นพ. สุธร ชุตินิยมการ ผู้อำนวยการด้านบริหาร บำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ก เปิดเผยว่า “ทิศทางของบำรุงราษฎร์นับจากนี้เป็นต้นไปจะเพิ่มความร่วมมือกับโรงพยาบาลเครือข่ายอย่างเข้มข้นมากขึ้น เพื่อเสริมพลัง (Empower) สร้างศักยภาพการแข่งขันแก่โรงพยาบาลพันธมิตรและสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปด้วยกัน”

เน้นบริการ 4 กลุ่มโรคหลัก เฟสแรกเริ่มที่ “ศูนย์กระดูกสันหลังและศูนย์ข้อ”

สำหรับการให้บริการนั้น เบื้องต้นบำรุงราษฎร์จะเน้นใน 4 กลุ่มโรคหลัก ได้แก่ 1. โรคข้อ 2. โรคกระดูกสันหลัง 3. ผู้ป่วยวิกฤต และ 4. โรคตา โดยการดำเนินงานในระยะแรกจะมีการจัดตั้ง ศูนย์กระดูกสันหลังและศูนย์ข้อ” ร่วมกับ กลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ซึ่งถือเป็นต้นแบบแห่งแรกในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลพันธมิตรภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่

“แนวคิดหลัก คือเราต้องการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่และเปิดตลาดในกลุ่มเป้าหมายใหม่เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งถือว่าเปิดตลาดใหม่เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจทั้งของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และโรงพยาบาลพันธมิตร การดำเนินการจะตั้งอยู่บนบริบทของโรงพยาบาลพันธมิตรและมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานต่างๆ เพื่อให้มีต้นทุนและค่าบริการที่สามารถแข่งขันได้” นพ. สุธรให้ข้อมูลเพิ่มเติม

รวมจุดแข็งทุกโรงพยาบาล ส่งมอบคุณค่าแก่ผู้ป่วยและสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมๆ กัน

การเปิดเซกเมนต์ธุรกิจใหม่ในครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกันคือ ส่งมอบคุณภาพการรักษาที่ดีแก่ผู้ป่วยและสร้างการเติบโตไปด้วยกัน ซึ่ง นพ. สุธร ขยายความถึงปัจจัยที่ทำให้บำรุงราษฎร์ตัดสินใจเปิดตลาดในเซกเมนต์ใหม่นี้ว่า “จากประสบการณ์ความร่วมมือกับโรงพยาบาลพันธมิตรในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ได้เรียนรู้ว่า โรงพยาบาลพันธมิตรต้องการการสนับสนุนจากแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน เช่น โรงพยาบาลหนึ่งอาจมีความชำนาญการผ่าตัดทั่วไป แต่ก็สามารถเพิ่มการผ่าตัดเฉพาะด้านในระดับที่สูงขึ้นได้ โดยทีมแพทย์ของโรงพยาบาลพันธมิตรเองที่ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนทำให้โรงพยาบาลพันธมิตรมีขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดของตัวเองมากขึ้น”

ทั้งนี้ บำรุงราษฎร์ นับเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีความชำนาญการในการรักษาโรคในระดับสูง เมื่อพิจารณาในมุมของโอกาสทางธุรกิจจะพบว่า ปัจจุบันอัตราการขยายตัวของคนระดับกลางมีมากขึ้น ความเป็นเมืองขยายไปยังพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น และโครงสร้างประชากรของสังคมไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมสูงอายุ (Aging Society) ดังนั้น จะพบว่ามีความต้องการบริการทางการแพทย์ที่สูงมาก และเมื่อนำจุดแข็งของทั้งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และโรงพยาบาลพันธมิตรมารวมกันก็จะช่วยส่งมอบคุณค่าแก่ผู้ป่วยและสร้างการเติบโตทางธุรกิจไปพร้อมๆ กันได้เป็นอย่างดี

นพ. สุธรยังกล่าวด้วยว่า “ที่สำคัญคือเราต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับโรงพยาบาลพันธมิตร ซึ่งแต่เดิมอาจเป็นการส่งต่อผู้ป่วยเพื่อการรักษาเพียงอย่างเดียว แต่หลังจากนี้จะเริ่มทำงานร่วมกันเข้มข้นมากขึ้น มีการลงทุนร่วมกัน แบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน การถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ทำให้ความสัมพันธ์ลึกขึ้นกว่าเดิม เมื่อพันธมิตรแข็งแรง เราก็แข็งแรงขึ้นตามไปด้วย

รูปแบบความร่วมมือกันในลักษณะนี้ยังส่งผลดีต่อระบบสุขภาพโดยรวม เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของโมเดลนี้คือการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการของผู้ป่วย ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยแบ่งเบาภาระแก่โรงพยาบาลภาครัฐ ในขณะเดียวกันยังทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ดีกว่าเดิม และเกิดผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอีกด้วย”

พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์ ส่งมอบบริการมาตรฐานสากลเพื่อคนไข้ในทุกพื้นที่

เมื่อมองถึง กลุ่มโรงพยาบาลพริ้นซ์ ซึ่งถือเป็นน้องใหม่ในอุตสาหกรรมการแพทย์เมื่อเทียบกับบำรุงราษฎร์หรือโรงพยาบาลอื่นๆ ในประเทศไทย เนื่องจากเพิ่งก้าวจากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์มาเมื่อปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันบริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) มีโรงพยาบาลในการดูแลจำนวนถึง 8 แห่ง และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 2 แห่งภายในสิ้นปีนี้ และมีแนวโน้มจะเพิ่มถึง 20 แห่งในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดย จอห์น ลี โกะชุน ประธานคณะกรรมการ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “แม้บริษัทจะเริ่มต้นในอุตสาหกรรมการแพทย์ไม่นาน แต่ในบางเรื่องโรงพยาบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนใหม่ทั้งหมดเพราะมีคนที่ทำได้ดีกว่าอยู่แล้ว การจับมือกันน่าจะดีกว่า นี่จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกันในครั้งนี้ และเชื่อว่าหากต้นแบบที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิทำได้สำเร็จ เราอาจจะขยายความร่วมมือไปในโรงพยาบาลทั้งหมด 20 แห่งดังกล่าว เพื่อมอบประโยชน์สูงสุดแก่คนไข้ เพื่อให้คนไข้ของเราที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้รับบริการที่ดีจากโรงพยาบาลพริ้นซ์ฯ ที่จับมือร่วมให้บริการกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นี่คือภาพที่เราต้องการ”

รายละเอียดเพิ่มเติม www.bumrungrad.com

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer