เพราะร้านอาหารที่เป็นที่รู้จักของ เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป หรือ ZEN  ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า ใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ อย่างเช่น ZEN Restaurant, AKA, ตำมั่ว, หรือ On the Table 

แต่ในวันที่เดลิเวอรี่เข้ามาและทำให้ผู้คนไม่ต้องเดินเข้าห้างเพื่อต่อคิวยาวเหยียดหน้าร้านเหมือนอย่างอดีต

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ ZEN ต้องหาวิธีกระจายความเสี่ยงให้กับธุรกิจของตัวเองมากขึ้น

โดยวันนี้ (16 มีนาคม 2563) บุญยง ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ZEN ได้ออกมาเปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจในปี 2563

ที่จะเน้นการเติบโตนอกห้างมากขึ้น, เพิ่มการขยายแฟรนไชส์ และเปลี่ยนร้าน ZEN Restaurant 5 สาขาให้เป็นครัวกลางเพื่อรองรับการทำเดลิเวอรี่ของร้านอาหารอื่นๆ ในเครือ 

(บุญยง ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ZEN)

ลดแผนขยายสาขา จาก 80 เหลือ 40 สาขา 

เดิมทีในปี 2563 นี้ ZEN ตั้งเป้าจะขยายร้านอาหารในเครือให้มีสาขาทั้งหมด 80 แห่ง

แต่ด้วยสถานการณ์ Covid-19 ที่รุมเร้าเข้ามา ทำให้ผู้คนเดินห้างน้อยลง Traffic ที่เคยเป็นจุดแข็งของห้างกลายเป็นจุดอ่อนที่ผู้คนไม่อยากจะเดินทางในที่ที่มีคนแออัด

ZEN จึงลดแผนขยายสาขา จากเดิมที่วางไว้ที่ 80 ให้เหลือ 40 ซึ่งจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งที่หายไป ล้วนแต่เป็นสาขาที่เคยวางแผนไว้ว่าจะเปิดในห้าง

ส่วน 40 สาขาที่เหลือตั้งใจจะเปิดใหม่นั้น แบ่งเป็นเขียง 30 สาขา อีก 10 สาขาก็จะกระจายไปยังแบรนด์อื่นๆ ในเครือ เช่น AKA หรือ Din’s เป็นต้น

และด้วยแผนลดการขยายสาขานี้ จึงทำให้งบลงทุนด้านสาขาในปี 2563 เหลือ 80 ล้านบาท จากเดิมซึ่งตั้งไว้ที่ 200 ล้านบาท

เขียง ขึ้นแท่นพระเอกของ ZEN ในปีนี้

ในแผนเปิดร้านใหม่ 40 สาขา เป็น เขียง ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยสตรีทฟู้ดไปแล้ว 30 สาขา

ดังนั้น หากจะบอกว่า ZEN ตั้งใจดัน เขียง ให้เป็นพระเอกในปี 63 นี้ก็คงจะไม่ผิด

ซึ่งการเปิดสาขาใหม่นี้จะเน้นการขยายในรูปแบบของแฟรนไชส์ ที่บุญยงเล่าให้ฟังว่า รายได้หลักของการขายแฟรนไชส์เขียงไม่ได้มาจากค่าลิขสิทธิ์เป็นหลัก แต่คือค่าวัตถุดิบที่จะสร้างรายได้ในระยะยาวได้มากกว่า

สำหรับเขียงในตอนนี้ มีสาขาอยู่ทั้งหมด 60 สาขา แบ่งเป็นแฟรนไชส์ 20 สาขา และที่ ZEN ลงทุนเองอีก 40 สาขา

โดยเตรียมจะขยายไปยังภูมิภาคต่างๆ ของไทยในรูปแบบที่ ZEN จะหา Master Franchaise ที่มีความเชี่ยวชาญในพื้นที่ต่างๆ

แต่สำหรับในภาคใต้ ZEN จะเข้าไปลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุนกับบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม โคคา-โคลา ด้วยการร่วมกันจัดตั้ง บริษัท กินดีอยู่ดี 2020 จำกัด

โดยบริษัทหาดทิพย์จะถือหุ้นในสัดส่วน 75% ผ่านบริษัท หาดทิพย์ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจเจส จำกัด ส่วน ZEN จะถือหุ้นในสัดส่วน 25% ผ่านบริษัท เซ็น แอนด์ สไปซี่ จำกัด

บุญยงบอกถึงเหตุผลในการร่วมทุนครั้งนี้ว่า บริษัทหาดทิพย์จะได้ประโยชน์จาก ZEN ในเรื่อง Know-How ของการทำธุรกิจอาหาร

ส่วน ZEN จะได้ประโยชน์จากบริษัทหาดทิพย์ ในแง่ของอินไซต์ต่างๆ ของพื้นที่ภาคใต้

ลดไซส์ร้าน ZEN ด้วยการทำโมเดล ZEN Box 

ปกติแล้วร้าน ZEN Restaurant นั้นใช้พื้นที่ต่อสาขาเฉลี่ยอยู่ที่ 200 ตารางเมตร กับงบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท โดยลูกค้าต่อคนมียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 300 บาท/ครั้ง

แต่เพื่อทำให้แบรนด์เข้าถึงคนได้มากขึ้น ZEN จึงผุดโมเดลใหม่อย่าง ZEN Box กับสาขาในรูปแบบ Grab & Go งบลงทุนต่อสาขาไม่เกิน 2 ล้านบาท ใช้พื้นที่เฉลี่ย/สาขา 30 ตารางเมตร

ซึ่งตอนนี้ ZEN Box มีสาขาทั้งหมด 2 ที่ คือที่ ไบเทคบางนา และสามย่านมิตรทาวน์ โดยอนาคตเล็งจะขยายเพิ่มในทำเลที่มีผู้คนสัญจรไปมา

และสำหรับร้าน ZEN Restaurant เองก็ได้มีการปรับให้ 5 สาขาคือที่ดองกิ มอลล์ ทองหล่อ, สยามสแควร์ วัน, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะแจส วังหิน, ตึก All Seson กลายเป็นครัวกลางเพื่อรองรับการทำเดลิเวอรี่ของร้านอาหารอื่นๆ ในเครือ 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer