ตุ๊กตาบาร์บี้ ยอดขายเท่าไร ? วิเคราะห์ตลาดของเล่นโลก บาร์บี้ กับ ลิกกะ ใครเป็นขวัญใจเด็กๆ มากกว่ากัน

สำหรับเด็กผู้หญิงเกือบทุกมุมโลก เมื่อเอ่ยชื่อตุ๊กตาในดวงใจ บาร์บี้ กับ ลิกกะ คงเป็นหนึ่งในชื่อที่เด็กหญิงกล่าวถึงในฐานะเพื่อนสาวที่สร้างจินตนาการบนโลกสมมุติให้กับเราตอนเด็ก ๆ และเพื่อนเล่นในโลกสมมุติของใครหลายคนยังกลายเป็นของสะสมในวัยโตจากความน่ารักและความผูกพันที่มี

สิ่งที่ทำให้บาร์บี้ และลิกกะ เป็นตุ๊กตาในดวงใจ และเป็นตุ๊กตาที่เด็กหญิงหลายต่อหลายคนผูกพันมากกว่าตุ๊กตาตัวไหน ๆ

ส่วนหนึ่งมาจากกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ผลิตของทั้งคู่ที่นำกลยุทธ์ Story Telling ให้กับตุ๊กตาเป็นเหมือนบุคคลหนึ่งที่มีประวัติของตัวเอง และมีชีวิตจิตใจมาเป็นจุดขายให้กับบาร์บี้และลิกกะ

และการที่ตุ๊กตามี Story Telling เป็นของตัวเอง นอกจากจะสร้างความผูกพันระหว่างคนกับตุ๊กตามากขึ้นแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ที่สามารถต่อยอดรายได้ผ่านการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ

เรามาดูกันว่าบาร์บี้และลิกกะ มีเรื่องราวที่เป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจอย่างไร

บาร์บี้ ตุ๊กตาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตุ๊กตากระดาษ

บาร์บี้ได้ชื่อว่าเป็นตุ๊กตาที่อยู่คู่เด็กหญิงทั่วโลกมาอย่างยาวนานกว่า 61 ปี  โดยต้นกำเนิดของบาร์บี้มาจาก Ruth Handler นักธุรกิจสาวชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งบริษัทของเล่นที่ชื่อว่า Mattel Inc. สังเกตเห็นว่าลูกสาวของเธอชอบเล่นแต่งตัวให้กับตุ๊กตากระดาษ

การเล่นตุ๊กตากระดาษของลูกสาวของเธอ ทำให้เธอเห็นว่าในอเมริกาไม่มีของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงโดยเฉพาะมากนัก เพราะของเล่นที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะเป็นของเด็กผู้ชายเป็นส่วนใหญ่

เพราะความคิดที่อยากหาของเล่นให้กับลูกสาว ในวันหนึ่งเธอได้เดินทางไปทำงานในประเทศยุโรปและเห็นตุ๊กตา Bild Lilli ตุ๊กตาที่มีรูปร่างเป็นผู้หญิงเซ็กซี่ มีหน้าอกใหญ่ เอวเล็ก และสะโพกผาย โดยบริษัท Louis Marx and Company ผู้ผลิต Bild Lilli ตั้งใจผลิตเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใหญ่

แม้รูปร่างของ Bild Lilli จะทำให้ Ruth มองว่าเป็นตุ๊กตาที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กผู้หญิงเท่าไรนัก แต่เธอก็ซื้อ Bild Lilli กลับมา เพื่อเป็นต้นแบบของตุ๊กตาที่เธอจะผลิตให้ลูกเธอได้เล่น

เมื่อ Ruth นำ Bild Lilli ข้ามน้ำข้ามทะเลกลับมาที่อเมริกา เธอขอให้ John W. Ryan ซึ่งเป็นนักออกแบบชาวอเมริกัน นำ Bild Lilli มาปรับแบบใหม่ เพื่อให้เป็นตุ๊กตาที่เธอรู้สึกว่าใช่สำหรับลูกสาวและเด็กหญิงชาวอเมริกามากขึ้น

จนในปี 2502 หลังจากที่ Ruth พอใจในตุ๊กตาแบบฉบับของเธอแล้ว เธอได้นำตุ๊กตาของเธอ มาเปิดตัวครั้งแรกในงาน American Toy Fair ในวันที่ 9 มีนาคม 2502

และเธอตั้งชื่อตุ๊กตาตัวนั้นว่า “Barbie” หรือมีชื่อเต็มว่า Barbie Millicent Roberts ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากชื่อของลูกสาวของเธอ Barbara Millicent Roberts

หลังจาก ตุ๊กตาบาร์บี้ เปิดตัวสู่สาธารณชน และได้รับการตอบรับความสนใจจากเด็กหญิงในอเมริกา Ruth ต่อยอดความสำเร็จของบาร์บี้ด้วยการผูกเรื่องราวของบาร์บี้ให้มีตุ๊กตาที่มีชีวิตจิตใจ ทั้งการเปิดตัวเคน แฟนของบาร์บี้ในปี 2504 เพื่อผูกเรื่องราวบาร์บี้ให้มีมิติมากขึ้น

รวมถึงการเปิดตัวละครอื่น ๆ ทั้งเพื่อนสนิทของบาร์บี้และครอบครัว และการนำบาร์บี้ไปสู่อาชีพต่าง ๆ และบาร์บี้ที่มีสีผิวต่าง ๆ 

เพื่อให้เด็กทั่วทุกมุมโลกได้แต่งแต้มสีสันจินตนาการไปกับโลกของบาร์บี้ ในแบบเฉพาะของตัวเอง ผ่านตุ๊กตาบาร์บี้ตัวใหม่ หรือแม้แต่เสื้อผ้าหน้าผม และลิขสิทธิ์บาร์บี้ในการนำเธอไปปรากฏตามที่ต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทุก Journey ของเด็กผู้หญิงทั่วโลก นับตั้งแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ ของใช้ เครื่องเขียน รวมถึงภาพยนตร์และการ์ตูนบาร์บี้ และที่สำคัญคือรายได้ที่รับกลับมาให้กับบริษัท

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแม้ธุรกิจของ Mattel Inc จะเผชิญกับความท้าทายด้านยอดจำหน่ายจากสินค้าเด็กหลากหลายแบรนด์ที่อยู่ภายใต้บริษัทลดลง แต่บาร์บี้ยังเป็นสินค้าหลักที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของ Mattel Inc ให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยในปีที่ผ่านมา บาร์บี้สร้างรายได้ให้กับบริษัท Mattel Inc มากถึง 1,159.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 36,394.52 ล้านบาท

ส่วนปี 2560 บาร์บี้ทำเงินให้กับบริษัทมากถึง 1,089.0 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 34,172.82 ล้านบาท

สำหรับรายได้รวมของบริษัท Mattel Inc ซึ่งถือเป็นครอบครัวของบาร์บี้มีรายได้ที่ 4,504.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 141,354.35 ล้านบาท กำไร 39.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 1,231.35 ล้านบาท

และปี 2560 รายได้ 4,514.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 141,674.42 ล้านบาท ขาดทุน 234.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7,353.59 ล้านบาท

 

Licca ตุ๊กตาของเด็กหญิงแบบฉบับของชาวญี่ปุ่น

มาทาง Licca ตุ๊กตาเด็กหญิงชาวเอเชีย ที่มีต้นกำเนิดจากบริษัท Takara ประเทศญี่ปุ่น (ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Tomy Company)

โดยลิกกะ เป็นตุ๊กตาที่เกิดจาก Takara ต้องการให้เด็กหญิงในประเทศญี่ปุ่นมีตุ๊กตาในแบบฉบับของชาวญี่ปุ่นเล่นแทนตุ๊กตาที่มีเชื้อสายจากต่างประเทศ เช่น บาร์บี้

ทำให้ตุ๊กตาลิกกะมีความแตกต่างจากบาร์บี้โดยสิ้นเชิง ทั้งหน้าตาที่ดูมีความเป็นเอเชีย และดูตากลมโตและหวานกว่าบาร์บี้ และดวงตาของลิกกะจะไม่สบตากับผู้เล่นโดยตรง ตามหลักจิตวิทยาที่มองว่าการสบตาตรงจะทำให้เด็กบางคนรู้สึกกลัวได้

ส่วนรูปร่างของลิกกะก็ดูมีความเป็นเด็กมากกว่าบาร์บี้เช่นกัน

ลิกกะถูกผลิตและวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 2510 ตามหลังบาร์บี้อยู่ถึง 8 ปี

การเปิดลิกกะออกจำหน่ายครั้งแรกนั้น Takara วางแผนการตลาดสร้างเรื่องราวเป็น Story Telling ของลิกกะมาตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อดึงความสนใจให้กับเด็กหญิงชาวญี่ปุ่นให้รู้สึกว่าลิกกะคือเพื่อนของเธอ

โดย Takara สร้างบทสมมุติให้ลิกกะเป็นเด็กหญิงประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สูง 142 เซนติเมตร หนัก 34 กิโลกรัม มีพ่อชื่อ ปิแอร์ คายามะ และมีน้องสาวชื่อ มิกิ และ มากิ

ซึ่งการกำหนดกลยุทธ์สร้าง Story Telling ให้กับ ลิกกะ ประกอบกับหน้าตาของลิกกะที่มีความน่ารักสไตล์เอเชีย ทำให้ ลิกกะ เป็นส่วนหนึ่งในการพาครอบครัวเติบโตอย่างงดงามเช่นกัน

แม้ Tomy หรือบริษัท Takara ในอดีตจะไม่เปิดเผยว่า ลิกกะ หารายได้ให้กับบริษัทเท่าไร แต่ลิกกะคือหนึ่งในผู้ทำรายได้หลักให้กับบริษัทในทุก ๆ ปี

ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 176,853 ล้านเยน หรือประมาณ 51,838.13 ล้านบาท กำไร 14,407 ล้านเยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,222.90 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้บาร์บี้และลิกกะคือคู่แข่งที่หารายได้หลักให้กับทั้ง 2 บริษัท แต่ในตลาดของเล่นโลกที่มีการแข่งขันกันสูงจากผู้ผลิตของเล่นหน้าใหม่ ๆ งานหลักของบาร์บี้และลิกกะผู้มีอายุ 61 และ 53 ปี คงต้องอยู่ที่พัฒนาเรื่องราวของตัวเองให้ดูใหม่สดอยู่เสมอเพื่อเข้าไปอยู่ในใจของกลุ่มเด็กผู้หญิงทั่วโลก นานเท่านาน

 

Marketeer FYI

ตลาดของเล่นโลกขายดีที่ไหน

อเมริกาและแคนาดา 25,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ลาตินอเมริกา 7,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยุโรปเหนือ 20,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ยุโรปใต้ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) 17,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ญี่ปุ่น 5,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตะวันออกกลาง 3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตลาดรวม 85,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

*ปี 2561

ที่มา: Tomy อ้างอิงจาก Euromonitor

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน