Power Plus (พาวเวอร์ พลัส) คือธุรกิจให้เช่าเพาเวอร์แบงก์รูปแบบใหม่ ที่ผู้ใช้งานสามารถเช่าจากจุดให้บริการไหนก็ได้ และเมื่อถึงเวลาคืนไม่จำเป็นต้องนำกลับไปคืนที่จุดเดิม

อธิบายสั้น ๆ หลายคนอาจยังไม่เห็นภาพ… วันนี้ Marketeer เลยขอเปิดห้องผู้บริหารเพื่อนั่งคุยกับ คุณสุรศักดิ์ อารีย์สว่างกิจ หัวเรือใหญ่แห่ง Power Plus ที่มองว่าธุรกิจให้เช่าเพาเวอร์แบงก์ที่กำลังทำนอกจากจะช่วยแก้ Pain Point ของคนยุคนี้ที่สมาร์ทโฟนแบตหมดเหมือนขาดใจได้แล้ว โอกาสในการต่อยอดธุรกิจยังพัฒนาต่อได้อีกไกล…

แบตหมดเหมือนขาดใจ

“เราคงปฏิเสธเทรนด์ของสมาร์ทโฟนที่กำลังกลายเป็นทุกอย่างให้กับเราในทุกวันนี้ไม่ได้หรอก ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงคุณหลับ เราหยิบใช้สมาร์ทโฟนไปไม่รู้กี่ครั้ง ทั้งเล่นเกม ดูหนัง ติดต่อสื่อสาร แชตกับเพื่อน เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก ฯลฯ

ซึ่งถ้ามองในแง่ของเทคโนโลยี สมาร์ทโฟนเองก็ถูกพัฒนาเรื่องแบตเตอรี่ให้สามารถใช้ได้ยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ ก็จริง แต่ผมมองอย่างน้อยต้องอีก 4-5 ปี เทคโนโลยีจึงจะพัฒนาให้เราสามารถใช้งานได้แบบเต็มที่เต็มวันได้จริง ๆ สักที”

ในทุกวันนี้คนที่รู้ตัวว่า แบตมือถืออยู่ได้ไม่ถึงวัน ก่อนออกจากบ้านเลยนอกจากคว้ากระเป๋าสตางค์ กุญแจรถ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เรายังต้องเหลือช่องว่างของกระเป๋าไว้ใส่เพาเวอร์แบงก์หรือแบตฯ สำรองเสมอ

“เพาเวอร์แบงก์เคยเป็นฮีโร่ของพวกเรา ทุกคนแฮปปี้มากที่ต่อไปนี้แบตฯ จะไม่หมดแล้ว แต่เมื่อผ่านไปเรื่อย ๆ ตัวผมเองยังรู้สึกเลยว่า ถ้าเราสามารถออกจากบ้านไปเรียน ไปทำงาน หรือไปเดินช้อปปิ้ง แบบไม่ต้องพกเพาเวอร์แบงก์ไปด้วยก็คงจะสะดวกกว่านี้ แถมวันไหนหากลืมชาร์จแบตฯ ไว้ บอกเลยว่าจบกัน”

ใช่ครับ เรากำลังเจอ 2 Pain Points ใหญ่…

หนึ่งต้องคอยพกเพาเวอร์แบงก์ไปทุกที่ และสองคือหากลืมชาร์จหรือลืมหยิบใส่กระเป๋าติดตัวมาด้วยก็จบกันจริง ๆ

“ที่จริงปัญหานี้ตามห้างใหญ่ ๆ ที่เข้าใจลูกค้าเคยพยายามแก้ด้วยการมีจุดบริการให้ชาร์จมือถือกันฟรี ๆ แต่คุณต้องยืนเฝ้าเครื่องของคุณนะ ล็อกใส่ตู้ไว้ก็ไม่อุ่นใจหรอก ที่สำคัญสรุปแล้วเรามาเดินช้อปปิ้งหรือว่ามายืนชาร์จมือถือกันแน่ อันนี้น่าคิด”

เราเจอ Pain Points ที่ 3….

คุณสุรศักดิ์เล่าต่อว่า อย่างในประเทศจีนโมเดลธุรกิจให้เช่าเพาเวอร์แบงก์ได้รับความนิยมมาก แถมมีหลายแบรนด์มาแข่งขัน เวลาไปเดินตามแหล่งช้อปปิ้ง ถนนคนเดิน หรือห้างสรรพสินค้าจะมีตู้ที่คอยให้บริการเช่าประจำเป็นจุดเต็มหมด แต่พอมองย้อนกลับมาเมืองไทยธุรกิจแบบนี้ยังไม่มีในเมืองไทย จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ Power Plus

จากเล็กไปใหญ่  ค่อย ๆ ให้ผู้บริโภคเรียนรู้

“แน่นอนว่าเราเกิดมาเพื่อแก้ปัญหาแบตฯ หมดของผู้ใช้งาน แต่ที่เราต้องทำควบคู่กันไปด้วยคือค่อย ๆ ให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้ไปกับบริการของเรา ต่อไปไม่ต้องพกพาวเวอร์แบงก์เพราะสามารถเช่าได้ทุกที่ คืนได้ทุกตู้ ราคาค่าเช่า เริ่มต้นที่ชั่วโมงละ 10 บาท หรือใช้ทั้งวันก็เพียงแค่ 45 บาทเท่านั้น”

ไซส์ตู้ของ Power Plus ตอนนี้มี 2 ขนาด คือ 48 ช่อง ตู้ขนาดใหญ่ พร้อมหน้าจอ Interactive Screen สำหรับแสดงโฆษณา ส่วนตู้ไซส์เล็กแบบ 8 ช่องวางซึ่งกินไฟประมาณ 20 บาทต่อเดือนเท่านั้น

ทีม Power Plus เริ่มจากส่งทีมขายลงพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อหาพาร์ตเนอร์สำหรับติดตั้งจุดบริการเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร ตลาด ร้านซักผ้า รวมถึงงานอีเวนต์หรือคอนเสิร์ตต่าง ๆ

“ตอนนี้เราขยายได้ 500 จุดครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลักก่อน ส่วนสเต็ปต่อไป คือจับมือกับ Business Chain ขนาดใหญ่ขึ้น อย่างปั๊มน้ำมัน ที่กำลังเริ่มโครงการกับ PT หรืออย่างกลุ่มห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ตอนนี้เราก็มีตั้งอยู่ที่เกตเวย์ เอกมัย, MBK Center, ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต, แฟชั่นไอส์แลนด์ หรือคอมมูนิตี้มอลล์ เช่น เดอะ พรอมานาด, อีส พาร์ค หรือสถานศึกษาอย่างในมหาวิทยาลัย ศรีปทุม หรือ มหาวิทยาลัยหอการค้า”

การเลือกโลเคชั่นนอกจากจะเป็นแหล่งชุมชนมีผู้คนผ่านไปมาจำนวนมาก ที่สำคัญคือการสร้าง Eco System ยกตัวอย่าง เราขับรถออกจากบ้านและอยากเช่า Power Plus ก็สามารถแวะเช่าที่ปั๊มน้ำมันได้ และเมื่อขับรถถึงห้างแบตฯ ก็เต็มพอดี เราก็สามารถเอาพาวเวอร์แบงก์ไปคืนที่จุดรับที่อยู่ที่ห้างและเดินช้อปปิ้งต่อได้ทันที

“หรืออย่างที่ เกตเวย์ เอกมัย เราตั้งตู้ Power Plus ขนาดใหญ่ไว้ทั้งหมด 16 ตู้มีอยู่ทุกชั้นของห้าง ตรงทำเลที่อยู่บริเวณทางเชื่อม BTS ที่เป็นประตูเข้าห้าง พอคนเดินมาก็จะเจอทันทีใครที่แบตฯ หมดก็สามารถเช่าได้ทันทีและเดินช้อปปิ้งกินอาหารต่อได้ ซึ่งในแต่ละจุดพอเราคุยกันจบก็จะมีทีมของเราไปลงพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อเดินดูว่าในแต่ละชั้นควรจะวางตรงไหน แล้วเราก็จะได้ดาต้าเป็น Customer Journey ชั้นไหนคนเดินแค่ไหน กลุ่มไหนเดินบ้าง”

ต้องบริหารความเสี่ยง

แล้วเราจะรับมือกับปัญหาเช่าแล้วไม่ยอมคืนอย่างไร?

“นี่เป็นเรื่องแรกที่เรากับทีมคุยกันตลอดตั้งแต่เริ่มธุรกิจเลย ซึ่งต้องยอมรับนะว่า เราต้องไว้ใจลูกค้าเยอะเหมือนกัน ส่วนแนวทางแก้ปัญหาในตอนนี้มีทั้งการฝากเงินมัดจำ Deposit 450 บาท ถึงจะใช้บริการได้ และเมื่อคืนพาวเวอร์แบงก์ก็จะได้เงินคืน วิธีที่ว่านี้มีทั้งคนที่แฮปปี้ที่จะจ่าย และมีลูกค้าอีกกลุ่มที่รู้สึกว่าธุรกิจนี้ยังใหม่มากจึงไม่กล้าที่จะจ่ายเช่นกัน

เราจึงต้องพัฒนาระบบผูกบัตรเครดิต เดบิต เข้ากับแอคเคานต์ สมัครยืนยันตัวตนก่อนนิดหน่อย เหมือนเราได้รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งถ้าหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเราก็จะใช้วิธีตามขั้นตอนกฎหมายแจ้งหักเงินผ่านธนาคารต่อไปซึ่งสบายใจทั้ง 2 ฝ่าย”

รวมถึงยังมีวิธีที่น่าสนใจ คือการที่ Power Plus เร่งจับมือพันธมิตรห้างร้านค้าต่าง ๆ ที่มีบัตรสมาชิก เพื่อให้ต่อไปอาจจะเช่าพาวเวอร์แบงก์ด้วยคะแนนพอยต์ที่มีในบัตรได้แบบไม่ต้องเสียเงิน และ Power Plus ก็มั่นใจได้ว่าผู้เช่ามีตัวตน หรืออย่างล่าสุดได้เปิดให้บริการผ่านการสแกน QR CODE ผ่าน LINE ก็ไม่ต้องเสียค่ามัดจำ รวมถึงยังชำระค่าบริการผ่าน LINE Pay ได้อีกด้วย

ต่อยอด

บริการเช่าพาวเวอร์แบงก์ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่ดี ตู้สาขาจุดบริการก็ขยายเดินหน้าขยายให้ครอบคลุม แต่ที่สำคัญอีกอย่างคือตัวแอปพลิเคชันที่ในปัจจุบันเป็น Functional App อยู่ แต่ทีมต้องการจะพัฒนาเป็น Life Style App และ Super App ในที่สุด

ในความหมายคือ ปัจจุบันตัวแอปของ Power Plus อาจมีไว้เพื่อใช้งานเชื่อมต่อ จ่ายค่าบริการเช่าพาวเวอร์แบงก์ได้ แต่ในอนาคตทีมพัฒนาของ Power Plus จะค่อย ๆ ดีลกับพาร์ตเนอร์เพื่อนำเอาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มาไว้ในแอปมากขึ้น หรืออาจมีบริการอื่น ๆ เพิ่มเข้ามาซึ่งเป็นได้หมดและโอกาสเปิดกว้างมาก

“แนวคิดนี้ดีกับทั้งผู้ใช้และร้านของพาร์ตเนอร์นะผมว่า เหมือนร้านก็มีช่องทางโปรโมต ผู้ใช้งานก็สะดวกขึ้น แถมมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่ดีลไว้แวะเข้าไปกินอาหาร ดื่มกาแฟ ทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นการเพิ่มลูกค้าให้กับร้านไปในตัว”

ส่วนในมุมของลูกค้าองค์กรและตัวตู้ไซส์ใหญ่ 48 ช่อง ที่มีหน้าจอ Interactive Screen สำหรับแสดงโฆษณาถือเป็นโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ คุณสุรศักดิ์มองไปยังโมเดลของ AD Network โฆษณาที่ประจำอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในห้างหรือในปั๊มน้ำมัน ทำโปรโมชั่นหรือกิจกรรมเล่นเกมต่าง ๆ ทั้งบนหน้าตู้และหน้าแอป ถือเป็นโอกาสในการหารายได้เพิ่มอีกช่องทาง

“อย่างตอนนี้สื่อโฆษณาเราก็ได้ฟีดแบ็กกลับมาค่อนข้างดี หลายเจ้าที่สนใจอยากจะลงกับเรา ด้วยความที่เรามีทีมสำหรับจัดการโฆษณาหลังบ้าน สามารถปรับเปลี่ยนโฆษณาและ Customize การลงโฆษณาได้ตามโลเคชั่นของแต่ละตู้ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ช่วงนี้เรายังมี Promotion ค่าโฆษณาที่คุ้มค่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับราคาตลาดในขณะนี้ ตรงนี้อาจเป็นโอกาสที่ต่อยอดได้อีก”

ท้ายที่สุดแล้ว ในอนาคตเราต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นอะไรที่มากกว่าแค่เช่าพาวเวอร์แบงก์ เราต้องทำให้แอปของเราเป็นแอปที่สามารถเป็นศูนย์รวมของพาร์ตเนอร์เรา เป็นไลฟ์สไตล์แอปพลิเคชันจริง ๆ หนึ่งเข้ามาปุ๊บต้องตอบโจทย์ Pain Points ในเรื่องแบตฯ หมดจริง ๆ อันที่สองคุณไม่ต้องแบตฯ หมดแต่เข้ามาคุณก็จะสามารถเห็นโปรโมชั่นดี ๆ บางอย่างที่คุณต้องการได้ -:  คุณสุรศักดิ์ทิ้งท้ายด้วยแนวคิดแบบ Tech Company ยุคใหม่ที่เชื่อตรงกันว่าโลกใบนี้กำลังหมุนด้วยดิจิทัล และต้องเกิดมาเพื่อแก้ Pain Points บางอย่างให้กับเรา รวมถึงการต่อยอดได้ไม่รู้จบที่น่าติดตามเหลือเกิน.

สำหรับใครที่สนใจใช้บริการ Power Plus พาวเวอร์เเบงค์ให้เช่า 
ไปดาวน์โหลดเเอปฯ ได้ที่ http://download.powerplusit.com/ 

หรือค้นหาคำว่า Power Plus ใน AppStore เเละ Google PlayStore ได้เลย



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer