22 กุมภาพันธ์ 2562 คือจุดเริ่มต้นของธุรกิจ ดอง ดอง ดองกิ ประเทศไทย หรือมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า ดองกิ มีสาขาแรกที่ DONKI Mall Thonglor ซอยทองหล่อ ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือระหว่าง Don Quijote ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกจากประเทศญี่ปุ่น และผู้ร่วมทุนชาวไทยได้แก่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด

หนึ่งปีผ่านไป 31 มีนาคม 2563 ดองกิ เปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 1 สาขา ที่ The Market ราชประสงค์ มีพื้นที่ใหญ่กว่าสาขาทองหล่อถึง 3 เท่า

การเปิดตัวของดองกิในประเทศไทย 2 สาขา เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของ Don Quijote ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกจากประเทศญี่ปุ่น และผู้ร่วมทุนชาวไทย ที่ต้องการขยายสาขาดองกิ ประเทศไทยให้มีมากถึง 10 สาขาในอนาคต

จากการมองเห็นโอกาสที่คนไทยนิยมซื้อสินค้าจากดองกิ ประเทศญี่ปุ่น

การเข้ามาทำตลาดของดองกิในประเทศไทยกับการขยายสาขาถึง 2 สาขาในเวลาเพียงปีกว่า ทำให้เราสงสัยว่า ดองกิ ในประเทศไทย ขายดีแค่ไหนกัน

เมื่อดูข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจดทะเบียนบริษัทในชื่อ ดองกิ ทองหล่อ จำกัด พบว่า ในปีปฏิทินดองกิ (เริ่ม กรกฎาคม 2562-มิถุนายน 2563) ปี 2563 มีรายได้ 686.85 ล้านบาท ขาดทุน 146.67 ล้านบาท

ดองกิในไทย ขายดีแค่ไหนกัน

2562       158.72 ล้านบาท  ขาดทุน 47.93 ล้านบาท

2563       686.85 ล้านบาท ขาดทุน 146.67 ล้านบาท

ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2563

การเติบโตของดองกิ ในประเทศไทย มาจากการวางคอนเซ็ปต์ตัวเองคือ Japan Brand Specialty Store ทำให้การจัดร้าน และสินค้าต่าง ๆ ที่นำมาจำหน่าย มีกลิ่นอายความเป็นดองกิ ญี่ปุ่น มีสินค้าตั้งแต่อาหารสดไปจนถึงขนมขบเคี้ยว ของใช้ส่วนตัว ของใช้ในบ้าน ไม่แตกต่างจากดองกิ ประเทศญี่ปุ่น

เนื่องจากดองกิ ประเทศไทย บริหารโดย แพน แปซิฟิก รีเทล แมเนจเมนท์ (สิงคโปร์) จำกัด หรือ PPRM บริษัทลูกของแพน แปซิฟิก อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิ้งคอร์ป (PPIH) ผู้บริหารเชน ดองกิ ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ในส่วนของสาขาทองหล่อยังใช้กลยุทธ์เปิดตลอด 24 ชั่วโมง (ก่อนที่จะขยับเวลามาเปิด 08.00-22.00 น. จากสถานการณ์โควิด-19) เพื่อดึงทราฟิกให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน 

ส่วนดองกิ เดอะมาร์เก็ต เปิด 10.00-22.00 น.

การเปิดบริการ 24 ชั่วโมงของสาขาทองหล่อเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของดองกิ ที่สร้างการเติบโตในประเทศญี่ปุ่น

ขอเล่าย้อนกลับไปหน่อยว่า ทำไมดองกิถึงนำกลยุทธ์เปิดร้าน 24 ชั่วโมง หรือปิดร้านดึกกว่าร้านอื่น เข้ามาเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจ

ในปี 2523 ดองกิเป็นเพียงร้านค้าปลีกร้านหนึ่งในโตเกียว ที่มี Takao Yasuda เป็นเจ้าของ

ช่วงแรกของธุรกิจ Takao Yasuda ปิดเปิดร้านตามเวลาปกติของร้านค้าปลีกทั่วไป และหลังปิดร้าน เขายังคงเปิดไฟสว่างเพื่อจัดสินค้าขึ้นเชลฟ์พร้อมขายในวันต่อไป

เพราะการเปิดไฟร้านให้สว่างเพื่อจัดสินค้า ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด และเข้ามาซื้อสินค้าในร้านเพราะคิดว่าร้านเปิดให้บริการอยู่

ความเข้าใจผิดของลูกค้าถ้าเป็นคนอื่นอาจจะปิดประตูร้าน ปิดไฟบางดวงให้สว่างน้อยลง แต่สำหรับ Takao Yasuda กลับมองว่าคือโอกาสของธุรกิจ เพราะยังมีลูกค้าอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องการซื้อสินค้าในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร้านค้าปลีกอื่น ๆ ปิดให้บริการหมด

เหตุผลที่กล่าวมา Takao Yasuda จึงขยับเวลาปิดร้านให้ยาวนานออกไป ผลปรากฏว่าร้านค้าปลีกของเขาขายดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาจากการบอกต่อของลูกค้าปากต่อปาก

ส่วนชื่อ Don Quijote เป็นชื่อที่ Takao Yasuda ตั้งขึ้นมาในปี 2532 เปิดสาขาแรกในเมืองฟุซู โตเกียว มีจุดเด่นคือสินค้าราคาถูกที่มีให้เลือกครบครัน และเปิดดึกกว่าร้านค้าปลีกอื่น ๆ 

บางสาขาโดยเฉพาะสาขาที่มีทราฟิกจากนักท่องเที่ยวเปิด 24 ชั่วโมง

การเลือกทำเลที่ตั้ง นอกจาก DONKI จะเลือกทำเลที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว สาขาส่วนใหญ่ของดองกิจะใกล้รถไฟฟ้า เดินทางสะดวก

การที่เปิดร้านเป็นเวลาที่ยาวนาน มีทำเลที่สะดวก ทำให้ดองกิในญี่ปุ่นมีรายได้มากถึง 208,514 ล้านบาท (704,047 ล้านเยน) กำไร 6,579 ล้านบาท (22,214 ล้านเยน) ในปีปฏิทิน 2563 ที่นับตั้งแต่กรกฎาคม 2562- มิถุนายน 2563

นอกจากนี้ ในญี่ปุ่นถ้านับร้านที่ใช้ชื่อ Don Quijote ทั้งหมดในทุกแพลตฟอร์มยังมีจำนวนมากถึง 339 สาขาในปี 2563

 

Don Quijote in Japan มีกี่สาขา

2561       313 สาขา

2562       322 สาขา

2563       339 สาขา

 

ส่วนสาขานอกญี่ปุ่นมีทั้งสิ้น 15 สาขาในปี 2563

ประกอบด้วย

ฮาวาย    4 สาขา

สิงคโปร์  7 สาขา

ฮ่องกง     2 สาขา

ไทย         2 สาขา

นอกจากกลยุทธ์ทำเลที่ตั้ง Don Quijote ยังสร้างการจดจำและการรับรู้ผ่านแมสคอต เพนกวินสีฟ้า ที่มีชื่อว่า ดองเพน โดยดองเพนเป็นแมสคอตที่เกิดจากภาพวาดที่ให้พนักงานในร้านวาดขึ้นมาเล่น ๆ (แต่กลับเอามาใช้จริง) ในปี 2541

การที่มีดองเพนเป็นแมสคอตของร้าน Marketeer มองว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่นอกเหนือจากการสร้างความจดจำแล้ว ยังสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดูเป็นมิตรมากขึ้นในสายตาผู้บริโภค และไม่ทำให้แบรนด์ดูเคร่งขรึมจนเกินไป

ทั้งนี้แม้ดองกิในประเทศไทยจะมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ แต่ก็ยังมีความท้าทายในธุรกิจ เนื่องจากดองกิยังมีเพียง 2 สาขา ทำให้การเข้าถึงลูกค้าถูกจำกัดด้วยโลเคชั่น รวมถึงสินค้าที่จำหน่ายมีความเป็นญี่ปุ่นสูง ทำให้กลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มที่ชอบสินค้าญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

ทำให้ดองกิยังคงมีคู่แข่งรองที่เป็นร้านขายยาจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีบางไอเทมที่ดองกิมีเช่นกัน แต่มีจุดเด่นคือสาขาที่มากกว่า

แต่การเป็นสินค้าญี่ปุ่นคือโอกาสของธุรกิจ โดยเฉพาะในวันที่โควิด-19 ระบาดทำให้มีอุปสรรคต่อการเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น และเมื่อเขาต้องการสินค้าญี่ปุ่น การช้อปสินค้าญี่ปุ่นในไทย คือคำตอบ

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer