ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 สำหรับงาน “SME Matching Day 2017” จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับบริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน)ภายใต้คอนเซ็ปท์ “รวมพลังคู่ค้า เชื่อมโยงโอกาสธุรกิจไทยและต่างแดน” เปิดโอกาสให้เหล่าผู้ประกอบการได้พบปะเจรจาธุรกิจกับช่องทางการจัดจำหน่ายชั้นนำ 13 ช่องทาง ครบทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และช่องทางออนไลน์ ขยายโอกาสเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทย

งานจับคู่ทางธุรกิจในวันนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญ สำหรับ “เหล่าผู้ประกอบการ SME ไทย” เพราะในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยไม่ได้ต้องการแค่ การสนับสนุนทางการเงิน เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการสนับสนุนในเรื่องของเครื่องมือ องค์ความรู้ในการทำธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ “เรื่องของช่องทางและการขยายตลาด”
การขยายช่องทางทางการจัดจำหน่าย และการขยายตลาดของเหล่าผู้ประกอบการไทยนั้น ถือเป็นปัญหาที่คนทำเอสเอ็มอีต้องพบเจออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะการสร้างคอนเนกชั่นเพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่โมเดิร์นเทรด รวมถึงการส่งออกไปยังต่างประเทศ และใน ด้านของคู่ค้า ก็ต้องการที่จะมองหาสินค้าคุณภาพ สินค้าใหม่ๆ ที่เกิดจากไอเดีย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมากขึ้น
ทางธนาคารกสิกรไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่ว่า จัดงาน SME Matching Day ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางผสาน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการกว่า 749 บริษัท ที่สมัครเข้ามาร่วมกิจกรรม ได้พบปะจราจาธุรกิจกับช่องทางจัดจำหน่ายระดับประเทศ ภายในงาน ตลอด 1 วันเต็ม!

สำหรับงาน “SME Matching Day 2017” ในครั้งนี้ เป็นการจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 เเละยังเป็นงานจับคู่ธุรกิจงานใหญ่ งานเดียวของประเทศที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสให้กับคนทำธุรกิจมากมายในทุกๆ ปีเเละนอกจากการจับคู่ธุรกิจเเล้ว ภายในงานยังมีสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวการทำธุรกิจ SME จากกูรู และผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากหลากหลายธุรกิจ ภายในงานยังมีโซนให้คำปรึกษา และโซน SME Solution ติดปีกด้านเทคโนโลยี เสริมแกร่งให้กับธุรกิจ SME ไทยบินไกลกว่าเดิม…
SME Matching Day 2017 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 60 ณ ห้องบางกอกคอนแวนชันเซ็นเตอร์ บี 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิร์ด
ตลอดระยะเวลา 1 วันเต็ม นอกจากผู้ประกอบการ SME จะได้พบปะกับเหล่าตัวแทนช่องทางจัดจำหน่ายชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ปรึกษาปัญหารับฟังคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐและทางเอกชนกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ไฮไลท์ของงานในวันนี้คงหนีไม่พ้นความรู้จากเวทีสัมมนาที่ได้ผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนของการทำธุรกิจ SME เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับฟังความรู้ ไขทุกกลยุทธ์ เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง

ปาฐกถาพิเศษ “SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”
คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”
คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า SME ถือเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในบ้านเราคือผู้ประกอบการในระดับ SME จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง SME ในประเทศนั้นจะต้องเติบโตไปพร้อมกันด้วย
“จากข้อมูลล่าสุดที่ทาง สสว. ระบุว่า ในประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจในลักษณะธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME สูงถึง 2,790,000 ราย ยื่นจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอยู่ที่ 636,000 ราย ”
ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ในประเทศกว่า 42% จากทั้งหมด 2 ล้านกว่าราย เป็นธุรกิจที่อยู่ในภาค “การค้า” ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งช่องทางจัดจำหน่าย สอดคล้องกับงานวันนี้ที่ทางธนาคารกสิกรไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับช่องทางการจัดจำหน่ายชั้นนำ เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการขาย และขยายโอกาสเปิดประตูการค้าทั้งไทยและต่างประเทศ


“การจับคู่เจรจาธุรกิจกับทางตัวแทนจำหน่าย หรือการ Matching กันในวันนี้ จึงถือเป็นหัวใจของการทำธุรกิจ และเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากในการเติบโตและเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจของตนเอง”
นอกจากนี้ SME ยุคใหม่ยังต้องมีการ “ผสมผสานเอาเทคโนโลยี” มาปรับใช้ รวมถึงแนวความคิด ไอเดีย แบบ “สตาร์ทอัพ” ที่สามารถพลิกโฉมการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ได้ ซึ่งที่จริงแล้ว SME ทั้ง 2 ล้านกว่ารายในบ้านนั้นคือผู้ที่ช่วยกันคิดจุดประกายไอเดียธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่จะเปลี่ยนให้ธุรกิจบนโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิม บวกกับเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ส่งผลให้องค์กรใหญ่ รวมถึงสถาบันทางการเงิน ทั้งในไทยและต่างประเทศ ยินดีที่จะให้ความช่วยเพื่อต่อยอดความสำเร็จ

นอกจากนั้นผู้ประกอบการในปัจจุบันต้องรู้จักการคิดวิธีการทำธุรกิจแบบ Cross–Industry Innovation หรือ “การข้ามสายพันธุ์ของธุรกิจ” เหมือนกับที่ เทสล่า (Tesla) คิดกระเบื้องที่เป็นโซล่าเซลล์ในตัว ไม่จำเป็นต้องติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์เพิ่ม และพลังงานที่ได้นั้นก็เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าสำหรับใช้งานในบ้าน ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ทางเทสล่าเองเป็นผู้ผลิต
จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจในปัจจุบันนั้นก็คือ ความคิด และ การจับคู่ทางธุรกิจ ทั้งการจับคู่กับช่องทางการค้า จับคู่ธุรกิจของเราเข้ากับเทคโนโลยี เข้ากับแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหา ก่อให้การธุรกิจยุคใหม่แข็งแกร่งกว่าเดิม และเมื่อคนทำ SME แข็งแกร่งแล้ว แรงเล็กๆ จากคนทำธุรกิจเล็กๆ จะรวมกันเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้เดินหน้าได้สำเร็จ

เปิดขุมทรัพย์ตลาดตะวันออกกลาง
คุณอัครวุฒิ ตั้งศิริกุศลวงศ์ รองประธานสภาธุรกิจไทยในดูไบ และรัฐตอนเหนือของอาหรับเอมิเรตส์ ผู้บุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลาง ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “เปิดขุมทรัพย์ตลาดตะวันออกกลาง” พูดถึงโอกาสของผู้ประกอบการ SME ชาวไทย ว่าตลาดตะวันออกกลางนั้นยังเป็นตลาดที่ใช่อยู่หรือเปล่า พร้อมอัพเดตสถานการณ์ โอกาสในตะวันออกกลาง และชาวตะวันออกกลางนั้นมองสินค้าของไทยอย่างไร เพราะอะไรตะวันออกกลางยังเป็นขุมทรัพย์ทางธุรกิจของผู้ประกอบการ

“ในทุกวันนี้ตลาดทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ยุโรป อเมริกา หรือ CLMV ล้วนเป็นตลาดที่ดี แต่ตลาดที่ดีที่สุด “ลงทุนน้อย ระยะเวลาสั้นและประสบความสำเร็จได้เร็วที่สุด” คือ ตลาดตะวันออกกลาง แม้ประชากรแต่ละประเทศในตะวันออกจะมีน้อยก็จริง แต่อยากให้มองกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อเหล่านี้เป็นประเทศเดียวกัน เพราะพวกเขามีกฎหมาย ศาสนา แนวความคิด และความชอบไม่ชอบ ที่คล้ายกันมาก ที่สำคัญคือพฤติกรรม “การซื้อตาม ใช้ดีแล้วบอกต่อ” ถ้าสินค้าสามารถเจาะเข้าไปยังประเทศใดประเทศนึงได้ และเป็นสินค้าใช้ดี มีคุณภาพ อีกไม่นานสินค้าของคุณก็จะไปอยู่ในทุกประเทศ” อัครวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูง จีดีพีของคนในประเทศสูง ประชากรส่วนใหญ่ร่ำรวยจากการทำธุรกิจ ดังนั้นถ้าสินค้าที่นำเข้าไปขาย “มีคุณภาพ” และ “ตรงกับความต้องการ” แล้วล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องยากที่ SME อย่างเราๆ จะ “เปิดขุมทรัพย์แห่งตลาดตะวันออกกลาง” แห่งนี้
อัครวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลาง เสริมว่า “ประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ในการบุกตลาดตะวันออกกลางนั่นก็คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ด้วยความเป็นเมืองท่าสำคัญทั้ง ทางเรือ ทางอากาศ ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่สามารถกระจายสินค้าไปยังกลุ่มประเทศในระแวกที่สะดวกสบายที่สุด
“ในตะวันออกกลางอีกหนึ่งประเทศที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสนใจ นั่นก็คือ กาตาร์ การเปิด Visa on Arrival นับว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทย สินค้าพรีเมียมจำนวนน้อยชิ้น แต่ราคาสูง คือสิ่งที่กาตาร์กำลังจับตามองสินค้าประเภทนี้จากไทย”

คุณอัครวุฒิ ตั้งศิริกุศลวงศ์ รองประธานสภาธุรกิจไทยในดูไบ และรัฐตอนเหนือของอาหรับเอมิเรตส์ ผู้บุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลาง
คุณอัครวุฒิ ยังอยากให้ผู้ประกอบการไทยจับตา งาน Expo 2020 ที่ดูไบไว้ให้ดี เพราะงานนี้จะก่อให้เกิด “ความต้องการสินค้าเป็นจำนวนมาก และเกิดขึ้นในเวลาอันสั้น” เท่ากับการเปิดประตูเพื่อมองหาสินค้า และความร่วมมือจากทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมงานใหญ่ระดับโลกงานนี้
“ทริคสำคัญในการพิชิตตลาดตะวันออกกลาง คือ ผู้ประกอบการทุกท่านต้องเรียนรู้พฤติกรรมการซื้อ-ขาย ของคนที่นั่น ยกตัวอย่างเช่น “การตั้งราคาเพื่อต่อรอง, ตลาดผู้สูงอายุ ผู้หญิงคือตลาดสำคัญ, อุปกรณ์ก่อสร้าง ตกแต่งบ้านยังคงได้รับความนิยม, ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาหากคิดจะไปค้าขายที่นั่น เพราะผู้คนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี
ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “คุณภาพของสินค้า” และ “ห้ามคิดว่าพวกเขาไม่รู้จักเรา” ความจริงแล้วชาวตะวันออกกลางรู้จักประเทศไทยดีกว่าที่หลายคนคิด จากการมาท่องเที่ยว และเข้ามารักษาพยาบาลในบ้านเรา

ก้าวแรก SME ไทย สู่ตลาด CLMV
คุณสยาม รามสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตัวกลางซื้อ-ขาย ส่งไปยังกลุ่มประเทศ CLMV เผยว่า “ข้อได้เปรียบของสินค้าไทยในการเจาะตลาด CLMV คือ “คุณภาพที่วางใจได้” บวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคของกลุ่มประเทศ CLM (Cambodia ประเทศกัมพูชา, Laos ประเทศลาว, Myanmar เมียนมาร์) ค่อนข้างใกล้เคียงบ้านเรา (ส่วน V หรือ ประเทศเวียดนามจะค่อนข้างแตกต่างออกไป)
หากมองไปที่ CLMV ทั้ง 4 ประเทศ คุณสยาม มองว่า ตลาดประเทศลาว คือตลาดที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ SME รายใหม่ๆ ที่คิดออกต่างประเทศ น่าไปทำธุรกิจมากที่สุด ด้วยความที่ผู้บริโภคในประเทศค่อนข้างคุ้นเคยกับสื่อของไทย ดูช่องทีวีไทย รับชมโฆษณา มีภาษา และพฤติกรรมใกล้เคียงกับเรามากที่สุด ส่วน ตลาดเวียดนาม ยังคงเป็นตลาดที่หินมากที่สุดในกลุ่ม นอกจากพฤติกรรมที่แตกต่างแล้ว การแข่งขันกันเองในประเทศยังสูงที่สุดในกลุ่ม
ทางด้าน ตลาดกัมพูชา สกุลเงินที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เเละพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อของคนที่กัมพูชาคือ “มีเท่าไหร่ใช้ ใช้เดี๋ยวนี้เลย” พฤติกรรมที่ว่านี้เกิดจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเเละสงครามมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่มีความแน่นอนในชีวิต เเละยังส่งผลให้ประชากรที่กัมพูชาไม่นิยมฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือใช้บัตรเครดิต ส่วนใหญ่ยังคงเก็บเงินในรูปแบบเงินสดไว้ที่บ้าน เก็บไว้กับตัว เเละเมื่อพอมีเงินก็จะจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่อยากได้ทันที

เเละประเทศสุดท้าย เมียนมาร์ ด้วยจำนวนประชากรกว่า 53 ล้านคน (เป็นลำดับที่ 3 รองจากเวียดนามและไทย) ส่งผลให้ตลาดเมียนมาร์เป็นอีกหนึ่งตลาดไซส์ใหญ่ที่กำลังเติบโตเเละจับตามอง ถึงแม้ว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศยังไม่สูงนัก (เฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน) แต่ด้วยทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย และมองว่าสินค้าไทยมีคุณภาพสูง ส่งผลให้เมื่อมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเข้าไปสู่ตลาด สินค้าไหนตีเเบรนด์ไทย ติดฉลากไทย ก็จะถูกจัดอยู่ในหมวดสินค้าคุณภาพสูง เชื่อมั่นได้ คล้ายกับ ตลาดประเทศลาว เเละ ตลาดประเทศกัมพูชา เเละจะเห็นได้ว่าพ้อยท์สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่คิดจะบุกตลาด CLMV นอกจากการหาช่องทางในการเจาะตลาดเเล้ว การรักษามาตรฐานรักษาคุณภาพของสินค้าที่ผลิตไว้ให้ได้ คือสิ่งที่ผู้ประกอบการห้ามละเลยไปเป็นอันขาด
“สำหรับจุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการ SME ไทยที่คิดเปิดตลาดใน CLMV ผมคิดว่าควรเริ่มจาก “การค้าชายแดน” ก่อน เพราะใช้ต้นทุนไม่เยอะ ทำคู่ขนานไปกับการเข้าไปศึกษาพฤติกรรมของคนที่ประเทศนั้นๆ ให้มากที่สุด เข้าไปดูตลาดจริงเพื่อศึกษาว่าสินค้าของเรานั้นเหมาะกับผู้บริโภคในตลาดหรือไม่ เเละหลังจากนั้นควรหา “ผู้กระจายสินค้า (distributor) ที่เชี่ยวชาญในประเทศนั้นๆ เพื่อให้เขาเป็นผู้ดูเเล จัดส่งสินค้าของเรา ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนเเละความยุ่งยากต่างๆ ไปได้อีกเยอะ” คุณสยาม กล่าวเพิ่มเติม
สำหรับสินค้าที่กลุ่มประเทศ CLMV มีความต้องการนั่นก็คือ สินค้ากลุ่มประเภทอุปโภค บริโภค อุปกรณ์การก่อสร้างทุกชนิด วัสดุตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องดื่ม-อาหาร รวมถึงร้านอาหารไทยและบริการ
และสุดท้าย คุณสยาม ยังฝากข้อคิดดีๆ สำหรับผู้ประกอบการที่รับฟังสัมมานาภายในงาน SME Matching Day 2017 ไว้ว่า “การทำธุรกิจใน CLMV จะรุ่งหรือจะร่วงนั้นอยู่ที่เราเรียนรู้ผู้บริโภคในประเทศนั้นดีพอหรือยัง บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดว่าใช่ แต่อาจไม่เหมาะกับพื้นที่นั้นๆ จริงก็ได้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการเข้าไปสำรวจเอง เพื่อให้รับรู้ถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้บริโภค”
เสริมแกร่ง SME ด้วย Digital Tools

คุณนันทิศา อัครเกษมพร ผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจ LINE@ ไลน์ ประเทศไทย เผยเกี่ยวกับเทรนด์ของการโซเชียลมีเดียและผู้ประกอบการจะสามารถปรับเอาพฤติกรรมตรงนี้มาช่วยในการทำธุรกิจได้อย่างไร “จากสถิติจะเห็นว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ Mobile Fist Country อย่างเต็มตัว 70% ของประชากรภายในประเทศใช้สมาร์ทโฟน มีกว่า 44 ล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน หมายความว่า โทรศัพท์ในปัจจุบันได้กลายเป็นแทบทุกอย่างของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการดูทีวี อ่านข่าว ใช้งานโซเชียล รวมถึงสิ่งสำคัญคือ การซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์“
ยังมีอีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ “กิจกรรมยอดฮิตในการใช้งานอินเตอร์เน็ต” แน่นอนเบอร์ 1 คือการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค อยู่ที่ 96.1% แต่ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรศึกษาคือ 59% ของผู้ใช้งาน “เคยช้อปปิ้งออนไลน์” และ 33.8% “เคยขายของออนไลน์”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับ การซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์ แต่ในฐานะผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องหันมาใส่ใจตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น มาดูกันว่า สถิติที่ทาง Line@ รวบรวมไว้ยังบอกอะไรคุณได้อีก
อะไรทำให้ลูกค้าซื้อของบนร้านออนไลน์คุณ
51.2% ซื้อพราะ การนำเสนอข้อมูลสินค้าได้น่าสนใจ
50.5% ซื้อเพราะ รูปภาพของสินค้าชัดเจน น่าสนใจ
46.4% ซื้อเพราะ ราคาถูกกว่าร้านอื่น
46.2% ซื้อเพราะ ประหยัดเวลาและการเดินทาง สั่งได้ 24 ชั่วโมง
41.6% ซื้อเพราะ โปรโมชั่นที่ถูกใจ
จากสถิติจะเห็นได้ว่า “การทำคอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลตัวสินค้าได้ครบถ้วน จูงใจ มีรูปที่สวยงาม” ส่งผลให้ลูกค้าซื้อของกับร้านเรามากเกินกว่า 50% ดังนั้นการที่ร้านค้ามีการทำคอนเทนต์ที่ดี จะช่วยให้ทำการตลาดบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อมีคอนเทนต์ที่ดีแล้วการมีแพลตฟอร์มที่ดีๆในการส่งคอนเทนต์ไปยังผู้บริโภคได้คืออีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การสื่อสารของผู้ขายไปยังลูกค้าได้สมบูรณ์แบบและเข้าถึงได้มากขึ้น
ปัจจุบันกว่า 94% ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนกว่า 44 ล้านคน ใช้งานแอพพลิเคชัน Line รวมถึงในทุกช่วงอายุยังใช้งานอินเตอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นโซเชียลมีเดีย ดังนั้นไลน์เองซึ่งเป็นหนึ่งในแอพพลิเคชันที่ให้บริการด้านโซเชียลมีเดีย จึงคิดหาช่องทางเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถทำตลาดผ่านช่องทางของไลน์ที่ชื่อว่า Line@
ฟีเจอร์หลักในการใช้งาน คือการใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้ที่สนใจสินค้าและกดติดตามเป็น Follower กับทางร้าน ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถช่วยให้ร้านค้าบรอดแคสต์ข้อความออกไปยังผู้ติดตามทั้งหมดในทีเดียว อาจเป็นข้อมูล รูปภาพ หรือลูกเล่นคอนเทนต์อื่นๆ อีกมากมายที่ทางไลน์จัดทำเพื่อผู้ประกอบการได้ใช้งาน

แม้ในวันนี้ เม็ดเงินในกลุ่มอีคอมเมิร์ซ บนตลาดดิจิทัลใน South East Asia ยังแพ้ กลุ่มธุรกิจประเภทท่องเที่ยว จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่เราคุ้นชินกับการจองตั๋ว จองห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ในอนาคต เม็ดเงินจากกลุ่มอีคอมเมิร์ซ จะโตขึ้นอย่างมหาศาล “ดังนั้น ขั้นแรกของผู้ประกอบการในวันนี้ คือการเริ่มทำตลาดออนไลน์ เพราะจะเห็นได้ ว่าบนโลกออนไลน์มีลูกค้าอยู่มากมายมหาศาลจริงๆ”
มาดูข้อมูลของประเทศไทยกันบ้าง ว่า “Thailand E–Commerce” จะเติบโตหลัก 11,000 ล้านดอลลาร์ได้อย่างไร?
ปัจจัยแรก : “ขาช้อปออนไลน์” หรือ เหล่า Online Shoppers ที่จะเพิ่มขึ้นจากปี 2015 มีอยู่ประมาณ 11 ล้านคน ตามที่คาดการณ์ในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน
ปัจจัยที่สอง : ตะกร้าของขาช้อปออนไลน์ก็จะใหญ่ขึ้น ปัจจุบันบิลการซื้อ 1 ครั้งจะตกประมาณ 600 บาท แต่ในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 บาท/ต่อการช้อปออนไลน์ 1 ครั้ง
ปัจจัยสุดท้าย : เมื่อผู้บริโภคคุ้นชิ้นกับการซื้อของออนไลน์มากขึ้น ก็จะก่อให้เกิดการซื้อที่ถี่ขึ้น บ่อยครั้งขึ้น นั่นเอง
“และเมื่อตลาดมีความต้องการซื้อ ที่มากขึ้น ก็เท่ากับ “โอกาสของผู้ประกอบการ” ที่สามารถหาสินค้ามาเสิร์ฟให้กับ Online Shoppers เหล่านี้ได้”
ในช่วงสุดท้ายของงานสัมมนา ผู้ประกอบการ SME ไทยที่เข้าร่วมงานทุกท่าน ยังได้พบกับ SME ไทย 3 รายที่ประสบความสำเร็จ มาร่วมแชร์ประสบการณ์เส้นทางการทำธุรกิจ ตลอดจนการทำตลาดในหัวข้อ “ยอดขายร้อยล้าน ปั้นง่ายนิดเดียว”

คุณอูน – ชนิสรา โททอง ผู้ก่อตั้ง Diamond Grains กราโนล่าสายคลีนเจ้าแรกในไทย
เล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจที่เกิดขึ้นเพราะ “ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ยั่งยืน และต้องแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค”
“ตอนนั้นอูนกับแฟนอายุประมาณ 19 ปี ก็มีความฝันว่าอยากทำธุรกิจกับแฟนเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เราทั้งคู่จึงเริ่มต้นจากสิ่งที่เราชอบนั่นก็คือ อาหาร ประกอบกับมองเห็นเทรนด์ อาหารสุขภาพ ทั้งในไทยและต่างประเทศที่กำลังมา และน่าจะเป็นเทรนด์ที่ยั่งยืน”
รวมถึงโอกาสที่เธอมองเห็นจากปัญหาของผู้บริโภค มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพแต่ไม่อยากเสียเวลาในการจัดเตรียม กราโนล่าที่คิดขึ้นมาจึงเข้ามาแก้ปัญหาตรงจุดนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมีมื้ออร่อยง่ายๆ แถมยังส่งผลดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

“และกว่าที่แบรนด์ Diamond Grains จะเป็นที่ยอมรับได้นั้นก็ถูกปฏิเสธจากร้านค้าที่นำสินค้าตัวไปเสนอแบบนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งจากบทเรียนที่เรียนรู้จากการถูกปฏิเสธ ก็ทำให้เราพบว่าที่จริงแล้วไม่ควรฝากการทำตลาดไว้กับร้านค้าอื่นเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องหันกลับมาทำตลาดที่ตัวสินค้าเราเองก่อน พัฒนาสินค้าจนทำให้ร้านค้ารู้สึกว่าการนำสินค้าเราไปวางขายมันช่วยให้ร้านเขาดีขึ้น และเมื่อสินค้าดี มีการทำตลาดที่ดี ร้านอื่นๆ ก็จะติดต่อมาเอง”
นอกจากนั้นชนิสรายังฝากข้อคิดดีๆ ให้กับผู้ประกอบการ SME ที่เข้ามาฟังสัมมนาในวันนี้ไว้ว่า ที่จริงแล้ว นักธุรกิจคือนักแก้ปัญหา อย่าท้อกับสิ่งที่เจอ เพราะยังไงการทำธุรกิจก็ย่อมมีปัญหา เราต้องผ่านมันไปให้ได้ เพราะนี่คืออาชีพของเรา
คุณกิ๊ฟ – ช่อทิพย์ ประสิทธิชัย ผู้ก่อตั้ง COSLUXE เครื่องสำอางแบรนด์ไทยโกอินเตอร์ เผยถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ… จับมือกับเพื่อนรักสมัยมหาวิทยาลัยหันหลังให้กับงานประจำ และร่วมกัน สร้างแบรนด์เครื่องอางที่เกิดจากความชอบ และเห็นถึงโอกาสเติบโต
“กิ๊ฟและเพื่อน (พี – วิไลวรรณ สุชาติสุนทร) ปรึกษากันว่าอยากทำแบรนด์เครื่องสำอางเพื่อหารายได้เป็นค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ เพราะเราทั้งคู่ก็มีงานประจำที่ทำอยู่ และในตอนนั้นเทรนด์การแต่งหน้าด้วย อายไลเนอร์ กำลังฮิตมาก แต่ในตลาดยังมีตัวเลือกน้อย จึงมองเห็นโอกาสในการเริ่มทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตนเอง โดยเริ่มด้วยการขายอายไลเนอร์เป็นสินค้าตัวแรก”
จุดเด่นของ COSLUXE คือการพัฒนาสินค้าเพื่อให้แก้ปัญหาของผู้ใช้งานได้จริง เช่นการพัฒนาให้มีหัวที่เขียนง่ายขึ้น ไม่เลอะขอบตา พัฒนาสีใหม่แบบที่ในตลาดยังไม่มี จนแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักติดตลาดในประเทศ จนสามารถส่งไปยังประเทศเมียนมา พร้อมกับแผนบุกตลาดเครื่องสำอางประเทศจีนในอนาคต

คุณต่อ – ทัดณัฐ ฉันทธรรม์ ผู้ก่อตั้งแมลงอบกรอบไฮโซนวัตกรรมแมลงอบกรอบเจ้าแรก เผยถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจไว้ว่า หลังจากเริ่มอิ่มตัวกับงานประจำจึงมองธุรกิจเป็นของตนเอง ลองผิดลองถูกมาหลายธุรกิจ ก่อนจะมาเจอไอเดียธุรกิจแมลงทอด แหล่งโปรตีนชั้นดีแต่หาทานยาก จึงอยากทำให้ทุกคนได้กินง่ายขึ้น
ที่สำคัญหากคิดลงมือทำแล้วจะต้องแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เอาความคิดสร้างสรรค์ที่เรามีใส่ลงไป บวกกับการทำตลาดออนไลน์ที่เขามีติดตัว ทุกคนจึงได้แบรนด์เห็นแบรนด์ แมลงอบกรอบไฮโซ เป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ทั้งคอนเทนต์ โฆษณา ขยายสู่ออฟไลน์ และโมเดิร์นเทรด
“ตอนที่ตัดสินใจลงมือทำก็ดีใจ รู้สึกว่าธุรกิจเราแปลกใหม่ แต่ก็มาพร้อมกับความกังวลว่ามีคนกินรึเปล่า ในช่วงแรกก็มีเสียงจากลูกค้ากลับมาว่ารสชาติไม่เหมือนตามรถเข็นเลย จึงต้องมองหานวัตกรรมเมื่อมาปรับปรุงสินค้าของเรา พอดีกับตอนนั้นได้ไปแข่ง SME ตีแตก ชนะจนได้เงินมาก้อนนึง จึงเอามาพัฒนาสูตรใช้วิธีการอบแทนการทอด รสชาติที่ได้ก็ถูกปากลูกค้าขึ้น สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น และปรับให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในเทรนด์สุขภาพมากขึ้นด้วย”
ทัดณัฐเสริมถึงเรื่องของโอกาสและการทำตลาดในอนาคตว่า “เราต้องเตรียมความพร้อมเสมอสำหรับโอกาส และสิ่งที่ทำต้องแตกต่างไม่ซ้ำใคร ใช้ไอเดียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์” และถ้าอยากก้าวสู่ระดับโลกการวางตัวเป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า-คู่ค้าได้คือสิ่งสำคัญที่เขามองกลับมายังตัวผู้ประกอบการ

เเละท้ายที่สุด ทางธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่าจะเดินหน้าจัดงานดีๆ
เพื่อผู้ประกอบการไทยทุกคนในทุกปีเเน่นอน
ติดตามความรู้ดีๆ เกี่ยวกับ SME
เเละข่าวสารงาน “SME Matching Day 2018”
ได้ที่ Facebook : KSME
***








