แม้ปี 2563 ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทยจะลดลงกว่า 1.4 แสนล้านบาท เพราะโควิด-19 แต่ตลาดหุ้นยังคงดำเนินต่อไป

และเป็นประจำทุกปีที่วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย โดยวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2563

เรามาดูกันว่า เศรษฐีหุ้นไทยของปี 2563 เป็นใครกันบ้าง

1.

สารัชถ์ รัตนาวะดี แห่ง GULF ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 115,290 ล้านบาท แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อปีที่ 2 จากการจัดอันดับของวารสารการเงินการธนาคาร

สารัชถ์ รัตนาวะดี กรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ หรือ GULF

การครองแชมป์เศรษฐีหุ้น 2563 เป็นการครองแชมป์ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ของสารัชถ์ มาจากการถือครองหุ้นเพียง 1 บริษัท คือ GULF ในสัดส่วน 35.44% เท่ากับปีที่ผ่านมา และสารัชถ์ เป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 1 ของบมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์

การจัดอันดับในครั้งนี้ สารัชถ์มีหุ้นมูลค่าสูงสุดรวม 115,290 ล้านบาท รวยลดลง 5,670 ล้านบาท หรือ 4.69%

ในปีที่ผ่านมาสารัชถ์ถือเป็นเศรษฐีหุ้นหน้าใหม่ที่ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นสูงสุดอันดับหนึ่ง โดยถือครองหุ้นมูลค่า รวม 120,960 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 63,315 ล้านบาท หรือ 109.84% จากปี 2561

การรวยลดลงของ สารัชถ์ มาจากผลกระทบจากโควิด-19 ที่ฉุดให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอย่างหนัก โดยราคาหุ้น GULF ตกลงมาอยู่ที่ 30.50 บาท ลดลงไป 4.69% (ณ 30 กันยายน 2563 ราคาพาร์ปรับเป็น 1 บาท) จากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมามูลค่าของหุ้น GULF อยู่ที่ 160 บาท ราคาพาร์อยู่ที่ 5 บาท

ทั้งนี้ GULF ดำเนินธุรกิจบริหารโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งให้บริการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าแก่ลูกค้าทั้งภาครัฐ อย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และภาคเอกชน ทั้งในและนอกประเทศรวม 29 โครงการ

ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2563 GULF มีรายได้รวมทั้งสิ้น 25,523 ล้านบาท เติบโต 2.6% กำไรจากการดำเนินงาน 3,239 ล้านบาท เติบโต 14.1%

ย้อนไปเมื่อปี 2562 ที่สารัชถ์ได้ก้าวเข้ามาขึ้นเป็นแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยเป็นปีแรก ขณะนั้นมูลค่าของหุ้น GULF ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 160 บาท (ณ 30 กันยายน 2562 ราคาพาร์อยู่ที่ 5 บาท) เพิ่มขึ้นถึง 83.75 บาท หรือ 109.84% จากราคาเสนอขายประชาชน

 

2.

นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ-นนทเวช และสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 50,079.31 ล้านบาท รวยลดลง 16,031.33 ล้านบาท หรือ 24.25%

นพ.ปราเสริฐ ถือครองหุ้นทั้ง บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) และกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินสมุย (SPF)

ในปีนี้หุ้นที่หมอปราเสริฐ ถือครองทั้งหมดได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายการบินบางกอกแอร์เวย์สที่ต้องหยุดชะงักไปจากมาตรการล็อกดาวน์

และหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาลที่หันหัวลงจากผลประกอบการที่ลดลงเพราะคนไข้ต่างชาติหายไป

 

3.

นิติ โอสถานุเคราะห์ ทายาทอาณาจักรโอสถสภา ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักลงทุนรายใหญ่ โดยถือครองหุ้นทั้งหมด 12 บริษัท มูลค่ารวม 48,181.64 ล้านบาท

แม้ในปีนี้นิติขยายพอร์ตการลงทุนจากเดิม 10 บริษัท เป็น 12 บริษัท แต่ก็มีอัตราการรวยหุ้น ลดลง 431.68 ล้านบาท หรือ 0.89%

 

4.

วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัททีโอเอ ทายาทคนโตของอาณาจักรสี TOA ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเศรษฐีหุ้นที่รวยเพิ่มขึ้น 157.85 ล้านบาท หรือ 0.38% โดยในปีนี้มีมูลค่าหุ้นรวมอยู่ที่ 41,213.15 ล้านบาท จากการครองหุ้น บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) และ บมจ. ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) (TOA)

 

5.

เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี คือเศรษฐีหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในปี 2563 หลังจากก้าวเข้ามาติดทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 23 เมื่อปีที่แล้ว

ในปีนี้เจ้าสัวเจริญมีหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 38,178.70 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 27,848.13 ล้านบาท หรือ 269.57% จากการนำ บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) ซึ่งเป็น Holding Company ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม 2562

โดย AWC ถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ “ทีซีซี กรุ๊ป” ทั้งกลุ่มธุรกิจโรงแรม/การบริการ และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังถือหุ้น บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ (SEG) ซึ่งเป็น Holding Company ของกลุ่มสิริวัฒนภักดี ลงทุนในธุรกิจประกันชีวิต ประกันภัย และลิสซิ่งอีกด้วย

 

6.

ดาวนภา เพ็ชรอำไพ ถือหุ้นมูลค่า 35,460 ล้านบาท ลดลง 5,580 ล้านบาท หรือ 13.60%

 

7.

ชูชาติ เพ็ชรอำไพ ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 35,277.91 ล้านบาท จากหุ้นทั้งหมด 6 บริษัท เป็นการถือหุ้นรวยลดลง 5,563.30 ล้านบาท หรือ 13.62%

 

8.

สมโภชน์ อาหุนัย เจ้าของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) กิจการธุรกิจพลังงาน จำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวม 34,412.43 ล้านบาท ลดลง 7,671.82 ล้านบาท หรือ 18.23%

 

9.

คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ถือครองหุ้นรวม 28,728.70 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 18,398.13 ล้านบาท หรือ 178.09%

 

10.

ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกลุ่มบริษัท บี.กริม กลุ่มธุรกิจสัญชาติเยอรมันยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าแห่งธุรกิจพลังงาน, โรงไฟฟ้า, อุปกรณ์การแพทย์, เครื่องปรับอากาศ, คมนาคม และอสังหาริมทรัพย์ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 26,798.95 ล้านบาท ลดลง 632.63 ล้านบาท หรือ 2.31%

 

 

 

 

 

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer