เถ้าแก่น้อย ถึงเวลาที่ ต๊อบ ต้องหาน่านน้ำใหม่ที่จะมากอบกู้เอกราชเถ้าแก่น้อยในไทย คำตอบคือ “จัสท์ดริ้งค์”

ปี 2547 ตอนนั้น “ต๊อบ-อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ” เจ้าของ ‘เถ้าแก่น้อย’ เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงิน 1 ล้านบาท

16 ปี ให้หลังธุรกิจเถ้าแก่น้อยของเขาทำรายได้ถึงกว่า 5,000 ล้านบาท

ปีนี้มาเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ที่เขาบอกว่า ถือเป็นปีที่ชาเลนจ์มากที่สุด มากกว่าการเริ่มทำธุรกิจครั้งแรกเสียอีก

เพราะวันนี้มีทั้งพนักงาน ซัพพลายเออร์มากมาย หากเราเพลี่ยงพล้ำ คนอื่นก็เพลี่ยงพล้ำด้วย

ปีนี้ยอดตก ต๊อบบอกว่าต้องทำใจ เพราะเป็นกันทุกคน

แต่เขาไม่กลัว

 

เพราะอย่าลืมว่า เถ้าแก่น้อยเริ่มมาจากธุรกิจแค่ 1 ล้านบาท แล้วไดรฟ์จนมาถึง 5,000 ล้านบาท ตกมานิดหน่อยจะกลัวอะไร เดี๋ยวก็ไดรฟ์กลับมาได้อยู่ดี

 

รายได้รวม 9 เดือนแรกอยู่ที่ 3,114.78 ล้านบาท กำไร 263.49 ล้านบาท

เจาะลงไปที่รายได้จากการขายมีรายได้ 3,100.2 ล้านบาท ลดลง 19.5%

ตลาดในไทยกระทบหนักมากกว่าเพราะต้นปีไหนจะปิดสาขา ห้างร้าน พอคลายล็อกดาวน์ นักท่องเที่ยวก็ยังมาไม่ได้อีก ทำให้รายได้จากการขายในประเทศลดลงถึง 40%

ส่วนตลาดต่างประเทศ ที่ปีนี้ตั้งความหวังไว้มากที่จีน

หลังจากปรับปรุงโครงสร้างการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศจีนใหม่ เปิดสำนักงานตัวแทนบริษัท รวมไปถึงการเปิดร้าน Flagship store บนเว็บไซต์ Online ต่างๆ

แต่ยังโชคดีที่ปีนี้ในอเมริกา ตลาดสาหร่ายของเถ้าแก่น้อยเติบโตถึง 100% ทำให้รายได้จากการขายในตลาดต่างประเทศลดลง 4.8% อยู่ที่ 2,139.0 ล้านบาท

เถ้าแก่น้อย

ในวันนี้เลยถึงเวลาหาน่านน้ำใหม่ให้กับธุรกิจ ต๊อบ บอกว่า ธุรกิจต่อไปในอนาคตของเถ้าแก่น้อย จะต้องไปให้กว้างขึ้น ขยายไปมากกว่าแค่ “สาหร่าย”

เพราะในวันที่เรามีแค่กลุ่มสินค้าเดียว แล้วดันเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เวลาเจอวิกฤตก็เจอหนักเหมือนกัน

เรามองเห็นแล้วว่า เทรนด์อนาคตไปทางไหน แล้วเราจะต้องลีดไปทางไหน เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน

จากที่โลดแล่นอยู่ในตลาดขนมขบเคี้ยว ส่งสาหร่ายเถ้าแก่น้อยออกไปขายแล้ว 40 ประเทศทั่วโลก

น่านน้ำใหม่ที่เถ้าแก่น้อยกำลังว่ายไปคือ “ตลาดนมพร้อมดื่ม”

ที่เขามองเห็นโอกาสในตลาดนมพร้อมดื่ม 30,000 ล้านบาท

รวมถึงยังเห็นการเติบโตของตลาดชานมที่พฤติกรรมผู้บริโภคเลือกดื่มชานมมากขึ้น มูลค่าตลาด 3,000 ล้านบาท เติบโต 2 digit ทุกปี

จึงเป็นจังหวะพอเหมาะให้เถ้าแก่น้อยจับมือทำธุรกิจกับ “ไต้หวัน บิฟิโด ฟู้ด” บริษัทแม่ที่เป็นเจ้าของ “ฉุน ชุ่ย เฮอ” (純萃。喝) ชานมขวดทรงกระบอกยอดฮิตที่ใครไปไต้หวันต้องซื้อกลับมาฝาก

นำมาทำตลาดในไทยในชื่อ จัสท์ดริ้งค์ (Just Drink)

อุปสรรคอีกครั้งของ “เถ้าแก่น้อย” Covid-19

“เรารู้จักบริษัทนี้มานานเพราะทำส่งออกไปไต้หวันชื่นชอบในรสชาติ และความเก่งของเจ้าของอย่าง เหลียง เจีย หมิง  ตอนนั้นเขายังไม่มีแผนขยายต่างประเทศ

แต่พอตอนนี้เขามีแผนที่จะขยายต่างประเทศจึงติดต่อมา เพราะมิสเตอร์เหลียงเองก็เป็นแฟนของสาหร่ายเถ้าแก่น้อย พอเขารู้ว่าเราก็ชอบในตัวเขาบริษัทเขา เขาก็พร้อมจะเจอเรา

เหมือนเขาเป็นอีกหนึ่งไอดอลที่เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ตอนอายุยังน้อย สร้างตัวเองขึ้นมาและมีชื่อเสียงมากในไต้หวัน ส่วนมิสเตอร์เหลียงเองเห็นผมแล้วทำให้นึกถึงสมัยที่ตัวเองเป็นวัยรุ่น”

 

ดีลครั้งนี้ของเถ้าแก่น้อยไม่ธรรมดา

เพราะเป็นแบบ strategic partner ร่วมลงทุน 50:50 ที่ทางไต้หวัน บิฟิโด ฟู้ด จะให้สิทธิ์ในการสร้างโรงงานผลิต ให้สูตร ให้ใช้เทรดมาร์ค และให้สิทธิ์ในการทำการตลาดและจัดจำหน่ายในไทย โดยทางเถ้าแก่น้อยจะต้องจ่ายค่า Royalty Fee

ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกที่ผลิต จัสท์ดริงค์ นอกไต้หวัน

ส่วนที่ทำตลาดนอกไต้หวันตอนนี้มีอยู่ 2 ประเทศ คือ สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็นรูปแบบการนำเข้าจากบริษัทโดยตรง

“เรามีฐานลูกค้าในเอเชียเกือบทุกประเทศ เราจึงเป็นเกตเวย์ในการกระจายสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ในอนาคต”

จัสท์ดริ้งค์ วางตัวเป็น นมพาสเจอร์ไรส์รสชานม ที่ตลาดนมพาสเจอร์ไรส์ 16,000 ล้านบาท ยังมีช่องให้เติบโต

จากที่ในตลาดมีผู้เล่นรายหลักอย่างซีพีเมจิ ดัชมิลล์ ที่มีนมรสชาติทั่วๆ ไป สิ่งที่จะทำให้แข่งในตลาดได้คือเรื่องของนวัตกรรมใหม่ๆ

ต๊อบ หมายมั่นปั้นมือว่า

จัสท์ดริ้งค์ ที่เพิ่งวางตลาดเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานี้ จะมาทดแทนตลาดทัวริสต์ในปีหน้าของเถ้าแก่น้อยได้อย่างดี

จะมากอบกู้เอกราชให้เถ้าแก่น้อยในประเทศไทย จะเป็น Quick win ที่จะมาทดแทนได้อย่างเร็ว

ต๊อบ ยังบอกอีกว่า หลังจากที่เจอสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เถ้าแก่น้อยต้องปั้นตัวเองขึ้นมาใหม่ผ่านกลยุทธ์ 3GO

GO แรก คือ GO Firm ทำตัวให้รวดเร็ว กระชับ ปราดเปรียว ให้ไปทำธุรกิจอื่น หรือทำธุรกิจเดิมให้ดีขึ้นได้

เขาบอกว่า ตอนนี้เถ้าแก่น้อยเป็นองค์กรที่ลีนระดับหนึ่งแล้วแต่ยังไม่เฟิร์ม

เพราะเศรษฐกิจถดถอยลง แถมยังเจอสถานการณ์โควิดเข้าไปอีก เราไม่มีทางเลือกอื่น นักท่องเที่ยวไม่มา ถ้าผมไม่ลีนเถ้าแก่น้อยจะกลายเป็นเต่าที่อ้วนตุตะ ตอนนี้ลีนแล้วแต่ยังไม่ถึงปลาเร็ว แต่เป็นเต่าที่แข็งแรงหน่อย

โชคดีที่ตั้งแต่ปี 2019 เราเริ่มลีนมาก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นในวันนี้เจ็บหนักมากกว่านี้อีก

GO สอง คือ GO Broad ต้องเปิดกว้างหาสิ่งใหม่มากขึ้น เพราะการมีสินค้ากลุ่มเดียวเราได้ผลกระทบ ก็จะไม่มีทางออกอื่น

GO สุดท้าย คือ GO Global คือวิสัยทัศน์ของเถ้าแก่น้อยตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คิดอะไรต้องคิดแบบระดับโลก แต่ค่อยๆ เดินไป ธุรกิจถ้าเดินไปแค่ประเทศเดียว ธุรกิจนั้นไม่ long term เพราะฉะนั้นต้องคิดว่าเราจะทำธุรกิจเสิร์ฟทั้งโลก

ทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์บทใหม่ของ “ต๊อบ-อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ” ที่เขาบอกว่า เคยทำให้สินค้าแมสมาแล้วแค่ไหน ต่อจากนี้สินค้าใหม่จะต้องแมสกว่าเดิม

และตั้งเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีต่อจากนี้

ที่เราอาจจะต้องเตรียมเปลี่ยนคำเรียกใหม่จาก เถ้าแก่พันล้าน เป็น เถ้าแก่หมื่นล้าน ก็เป็นได้

FYI-4

จัสท์ดริ้งค์ ของเถ้าแก่น้อย เป็นพันธมิตรด้านการผลิตกับบริษัท โทฟุซัง จำกัด

ตั้งเป้ายอดขายราว 200-300 ล้านบาท และเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดนมพาสเจอร์ไรส์ 2% ในปี 2564

ตอนนี้มีกำลังผลิตต่อวันที่ราว 3 หมื่นขวด/วัน เลยมีวางขายที่เซเว่นราว 6,000 สาขา

เถ้าแก่น้อยทยอยเพิ่มกำลังผลิตเป็น 6 หมื่นขวด/วัน ให้พอวางขายครบเซเว่นทุกสาขาภายในไตรมาส 1 ปีหน้า

และตั้งเป้าขยายกำลังผลิตให้ได้ราว 1-1.5 แสนขวด/วัน ในไตรมาส 2 ก่อนที่เพิ่มช่องทางการขายอื่นๆ ภายในกลางปีหน้า

ส่วนรสชาติใหม่ที่จะนำออกมาสู่ตลาดนั้น คาดว่าจะอยู่ในครึ่งปีแรก และในอนาคต จัสท์ดริ้งค์ จะมีนมรสชาติใหม่ออกมาวางขายราวๆ 5 รสชาติ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer