หากย้อนรอยกลับไปสู่จุดเริ่มต้นตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทย ต้องบอกว่า กลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่นคือ “ผู้บุกเบิก”อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็น SONY, PANASONIC, TOSHIBA แต่แล้วก็มาถึง “จุดเปลี่ยน” เมื่อกลุ่มแบรนด์เกาหลีเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจังด้วยกลวิธีหลักคือเน้นเรื่องของดีไซน์ทันสมัย, งบการตลาดเพื่อโปรโมทแบรนด์ให้คนไทยรู้จัก สุดท้ายคือ “สงครามราคา” ที่เกาหลีแบรนด์จะมีราคาขายถูกกว่าแบรนด์ญี่ปุ่น
และนี่เองที่ทำให้ “เกาหลี แบรนด์” มีที่ยืนในตลาดบ้านเราโดยเฉพาะ Samsung ที่สามารถมียอดขายเป็นเบอร์หนึ่งในหลายๆ ประเภทสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิเช่น เครื่องซักผ้า,ทีวี เป็นต้น
ผู้ท้าชิงตลาด TV คนใหม่ของ Samsung
แต่เวลานี้เกาหลีแบรนด์อย่าง Samsung เองก็กำลังเจอความท้าทายครั้งใหม่ด้วยกลุ่มแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดอย่างเข้มข้น มาพร้อมกับราคาขายสินค้าที่ถูกกว่า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ TCL ,Haier หรือจะเป็นผู้มาใหม่ล่าสุดอย่าง Hisense ที่วางจำหน่ายสินค้ามากกว่า 130 ประเทศ อีกทั้งยังเป็นแชมป์ตลาดทีวีมียอดขายสูงสุดในประเทศจีน 10 ล้านเครื่อง/ปี โดยมูลค่าตลาดทีวีในจีนอยู่ที่ 48 ล้านเครื่อง/ปี
“ในประเทศจีนเราคือเบอร์หนึ่งในตลาดทีวี 13 ปีติดต่อกัน ตรงนี้ทำให้เรามียอดขายทีวีติดเป็นอันดับ 3 ของโลก นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรารุกตลาดไทยด้วยสินค้าอย่างทีวีก่อน เพราะเป็นสินค้าที่เรามีความแข็งแกร่งโดยผ่านช่องทางการขายเทสโก้ โลตัส 120 สาขา ซึ่งเป็นช่องทางการขายอันดับต้นๆ ในตลาดทีวีเมืองไทย ส่วนสินค้าอื่น ๆอย่าง เครื่องปรับอากาศ,ตู้เย็น หรือแม้แต่ Smartphone จะค่อยๆ ทยอยมาขายในประเทศไทยในปีหน้า” แคทลีน ฟาง รองประธาน บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บอกถึงเหตุผลที่เลือกใช้ทีวีเป็นสินค้าหัวหอกแรกในการบุกตลาดเมืองไทยเป็นครั้งแรก
ช่องทางการขายต้องมากกว่า “เทสโก้ โลตัส”
ถึงอย่างไรก็ตาม Hisense ก็รู้ดีว่าหากต้องการสร้างยอดขายและเพิ่ม Awareness ให้แก่แบรนด์ตัวเองต้องเพิ่มช่องทางการขายให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะช่องทางการขายอย่าง Power Buy และ Power Mall เพราะ นอกจากเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ขายสำคัญแล้ว ยังถือเป็นช่องทางการขายที่ช่วยยกระดับแบรนด์ให้ดูน่าเชื่อถือ
Hisense คือแบรนด์ระดับ B+ เพราะฉะนั้นเราก็จึงกำลังเจรจากับ Power Buy และ Power Mall ในการนำสินค้าอย่างทีวีเข้าไปขายและปีหน้าก็จะมีเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นวางขาย แต่อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นเกมสงครามราคาถือเป็นอีกหนึ่ง “ไม้ตาย” ของกลุ่มบรรดาแบรนด์จีนที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย แม้ Hisense จะบอกตัวเองว่านี้คือ Premium Brand แต่ก็ยังเลือกที่จะทำราคาขายถูกกว่าเกาหลีแบรนด์
“TV ที่เรานำเข้ามาหากสเปคและขนาดหน้าจอเท่ากัน เมื่อเทียบกับเกาหลี แบรนด์ Hisense จะมีราคาขายถูกกว่าประมาณ 10% และเรายังตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น 1 ใน 3 อันดับผู้นำตลาดทีวีไทยภายใน 5 ปี”
ความลับทางการตลาดของ “น้องใหม่”
ขณะเดียวกัน Hisense เองก็รู้ดีว่าความท้าท้ายในการทำธุรกิจเมืองไทย คือ User เองยังไม่รู้จักแบรนด์นี้ อีกทั้งยังมีความรู้สึกติดลบในคุณภาพและความคงทนของสินค้าแบรนด์จีน ทำให้วิธีแก้เกมของ Hisense คือการรับประกันสินค้านานถึง 3 ปี
และอย่างที่รู้กันดีตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมืองไทยคือ “ตลาดปราบเซียน” โดยเฉพาะตลาด TV ดูจะเข้มข้นเป็นพิเศษ โดยมีเจ้าตลาดอย่าง Samsung ที่เน้นสร้าง Branding แต่หากยามใดต้องการยอดขายก็จะเปลี่ยนโหมดมาสู่เกมโปรโมชั่นจนถึงลดราคา เป็นเรื่องที่ Dragon brand น้องใหม่รู้ดี แต่ก็ยังมั่นใจว่าตัวเองจะมี “ที่ยืน” ในเมืองไทย
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่แข่งขันสูง แต่เราทำธุรกิจมา 130 ประเทศ ซึ่งเราก็ผ่านการแข่งขันที่ยากลำบากมาเยอะ ซึ่งรูปแบบารแข่งขันก็ไม่ได้แตกต่างกับในเมืองไทยมากนัก และที่สำคัญหากเรามียอดขายเป็นที่น่าพอใจภายใน 3 ปีก็จะมีการสร้างโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทย เป้าหมายก็เพื่อที่จะใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อรุกตลาด CLMV กัมพูชา,ลาว,พม่า,เวียดนาม”
แต่ก่อนจะไปถึง “เป้าหมาย” ในอนาคต Hisense จำเป็นต้องโฟกัสกับปัจจุบันให้ดีก่อน โดยเป้าหมาย 12 เดือนแรกในการทำธุรกิจเมืองไทยต้องการมียอดขาย 700 ล้านบาท นับเป็นอะไรที่สำคัญยิ่งนักเพราะนี่คือ “ก้าวแรก” ที่จะทำให้ Hisense สามารถเดินก้าวต่อไปได้ในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทย
ติดตามอ่านเต็ม ๆ ได้ใน นิตยสาร MARKETEER ฉบับเดือนธันวาคม
