“ชาบูชิ” ปรับสายพานให้ Premuim เพราะคู่แข่งไม่ใช่แค่ “ชาบู” แต่คือ Category Killer

กลายเป็น Mass Food อย่างสมบรูณ์แบบ สำหรับร้านอาหารญี่ปุ่นเพราะไม่ว่าจะเป็น ริมทางข้างถนน,ศูนย์การค้า,หรือแม้แต่ในโรงแรมหรูก็ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่นค่อยเสิร์ฟความอร่อย

พูดง่ายๆคือ อาหารญี่ปุ่น ณ ปัจจุบันมีครบครันทุก Segment ตั้งแต่เมนูจานละไม่ถึง 100 บาทจนถึงราคาระดับไฮโซจานละ 1,000 บาท

นี้เองที่ทำให้ตลาดเชนร้านอาหารญี่ปุ่นไม่เคยหวั่นไหวไปกับทิศทางเศรษฐกิจที่ Slow Down โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 23,500 ล้านบาทเติบโตถึง 15% และที่มากไปกว่านั้นคือยังมีแนวโน้มเติบโตอีกในปีต่อๆ ไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

โดย Segment ที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งนั้นคือใน ภัคตาคาร ที่เสิร์ฟแบบ A la-carte โดยมีมูลค่าถึง 11,000 ล้านบาทโดยมี “ฟูจิ” เป็นผู้นำในตลาดนี้ ส่วนอันดับสองที่ร้อนแรงไม่แพ้กันนั้นคือ “ชาบู” มีมูลค่าตลาด 4,300 ล้านบาท (ไม่รวม MK ที่มีรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาท โดย MK จัดอยู่ในกลุ่ม สุกี้)

หม้อชาบูร้อนระอุจนเป็น Red Ocean พร้อมกับคู่แข่งทางอ้อม

จะเห็นได้ว่าหม้อ “ชาบู” เป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงแถมยังมีอัตราเติบโตต่อเนื่องทุกๆ ปี ปรากฎการณ์นี้เองที่สร้างแรงจูงใจ ให้เกิดผู้เล่นหน้าใหม่ซึ่งเป็นธุรกิจ SME รายเล็กๆ เปิดร้าน “ชาบู” กันเกลื่อนเมืองหรือแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง “สหพัฒน์” ที่ไม่นานมานี้ประกาศปั้นแบรนด์ “วาโชกุ ซาโต” ซึ่งเป็น “ชาบู บุฟเฟ่ต์” โดยวางแผนเปิด 8 สาขาใน 5 ปี

เมื่อหม้อ “ชาบู” กลายเป็นสนามการแข่งขันที่เข้าสู่ Red Ocean แน่นอนผู้นำตลาดอย่าง “ชาบูชิ” ที่มีส่วนแบ่งตลาดถึง 87% คงอยู่นิ่งไม่ได้

“นอกจากกลุ่มร้าน Shabu ที่เปิดร้านกันอย่างมากมาย ต้องบอกว่าตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา คนไทยเรียนรู้อาหารญี่ปุ่นมากขึ้น พร้อมกับค่อยๆ ขยับก้าวไปสู่ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบ Category Killer ที่เป็นร้านขายซูชิ,ร้านขายปลาดิบ,ร้านราเมง, เพียงอย่างเดียวที่มีรสชาติอร่อย และถ้า ชาบูชิ ไม่ปรับตัวเองยังนำเสนออะไรในแบบเดิมๆ ผู้บริโภคก็จะไปหาร้านอาหารญี่ปุ่นที่เสิร์ฟเมนูเฉพาะทางมากขึ้น” ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน) บอกถึงเหตุผลที่แบรนด์ชาบูชิ ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ในรอบ 16 ปี

สะท้อนภาพความเป็นจริงให้เห็นชัดเจนมากขึ้นนั้นคือร้าน SUSHI DEN ที่เน้นขายซูชิเป็นหลักที่ได้การตอบรับจากตลาดมียอดขายเติบโต15 -20% ในทุกๆ ปี ถึงขณะที่บางสาขาเกิดปรากฎการณ์คนต่อแถวเข้าคิวในวันเสาร์ – อาทิตย์ก็มีให้เห็นมาแล้ว

“ชาบูชิ” เลือกจะแก้เกมความกังวลใจในครั้งนี้ ด้วยการยกระดับหม้อชาบูของตัวเองให้ Premium มากขึ้น โดยการใช้แคมเปญการตลาด “Shabushi and So Much More” ที่เสริมวัตถุดิบและเมนูใหม่ๆ ในร้านหลายสิบรายการ อาทิเช่น เนื้อฮารามิหรือเนื้อส่วนพื้นท้อง, ปลาดอลลี่, แมงกะพรุน, เห็ดชิเมจิ, เอบิเทนแซลมอนมากิ, ซูชิกุ้งชุบแป้งทอด และอื่นๆ

40 บาทที่เพิ่มขึ้น แต่ความท้าทายมากกว่

ฉากการตลาดต่อมาที่ถือเป็นความท้าทายอยู่ไม่ใช่น้อยนั้นคือการขยับราคาต่อหัวเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 359 บาท/คน มาสู่ราคา 399 บาท/คน โดยอยู่ในเวลาเท่าเดิม 1 ชั่วโมง 15 นาที ในขณะหากสำรวจภาพรวมเชนร้านอาหารในศูนย์การค้า ณ เวลานี้เต็มไปด้วยโปรโมชั่นราคา,หรือบางร้านก็เลือกที่จะคิดค้นเมนูอาหารราคาประหยัดเพื่อดึงดูดสร้างความถี่ให้ลูกค้าเข้าร้านบ่อยขึ้น

“ชาบูชิคิดแตกต่างจากร้านอาหารอื่นๆ ในศูนย์การค้าที่ส่วนใหญ่เลือกปรับราคาลงเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เรามองว่าในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคมีเงินเท่าเดิม แต่เขาจะเลือกว่าจะจ่ายเงินกินอะไรที่คุ้มค่า”

“เและเราเองไม่ได้เอาวัตถุดิบไม่ดีมาขาย แน่นอนเมื่อคุณภาพวัตถุดิบดีขึ้นก็ย่อมตามมาด้วยนราคาขายแพงขึ้น เราจึงไม่ได้กังวลใจว่ายอดขายจะไม่ดี ตรงกันข้ามเรามั่นใจว่าปีนี้ชาบูชิจะมียอดขายเติบโต 15%”

ถึงอย่างไรก็ตาม ไพศาล ก็ยอมรับตรงไปตรงมาว่าในช่วงเริ่มต้นของการปรับราคาขึ้นนั้น อาจทำให้ผู้บริโภคตกใจแต่เมื่อได้มาสัมผัสวัตถุดิบใหม่ที่ Premuim มากขึ้นกว่าเดิมเขาจะยินดีและพร้อมที่จะจ่าย

ไม่หยุด…ที่จะขยายสาขา

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ใช่แค่แบรนด์ “ชาบูชิ” แต่ยังรวมไปถึงทุกแบรนด์ทั้งหมดในเครือ “โออิชิ”ไม่ว่าจะเป็น นิกุยะ, โออิชิ บุฟเฟต์, โออิชิ ราเมง, คาคาชิ, ซึ่ง ไพศาล บอกว่าแบรนด์ที่เหลืออื่นๆ จะมีทั้งปรับราคาขึ้นและลดราคาลง ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละแบรนด์

เพียงแต่การเลือกแบรนด์ “ชาบูชิ” เป็นแบรนด์แรกเพราะนี้คือแบรนด์ระดับหัวหอกที่สร้างรายได้เป็นอันดับ 1 มีสัดส่วน 60% จากรายได้ทั้งหมดของธุรกิจอาหารของ “โออิชิ” ที่มีอยู่ประมาณ 6,000 ล้านบาท

โดยปัจจุบัน “ชาบูชิ” มี 120 สาขาทั่วประเทศ โดยในปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขา 30 สาขาแต่ด้วยศูนย์การค้าและ Community Mall หลายแห่งเลื่อนกำหนดการเปิดบริการทำให้ประเมินว่าจะเปิดได้เพียง 20 สาขาเท่านั้น

ทุกการเปลี่ยนแปลงของ “ชาบูชิ” ไม่ว่าการขยับตัวเองเสิร์ฟวัตถุดิบบนสายพานที่ Premuim มากขึ้นการขยายสาขาที่ยังคงความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลนอกจากการแข่งขันในธุรกิจ “ชาบู” แล้วนั้น อย่างที่บอกไว้ข้างต้น “ชาบูชิ” กำลังเริ่มหวั่นไหวกลัวผู้บริโภคเปลี่ยนไปนิยมร้านอาหารญี่ปุ่นเฉพาะทางที่กำลังกลายเป็น Star ที่โดดเด่นในเวลานี้

 

สถานการณ์ “โออิชิ” VS กับส่วนแบ่งตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น

ในปี 2015 ที่ผ่านมาตลาดเชนร้านอาหารญี่ปุ่นมีมูลค่าประมาณ 23,500 ล้านบาทนับเฉพาะร้านที่อยู่ในศูนย์การค้าและจดทะเบียนพาณิชย์ แน่นอนในแง่ความเป็นจริงมูลค่าตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นต้องสูงกว่านี้อย่างแน่นอน

 

3 เมนูอาหารญี่ปุ่นที่คนไทย in Love

ปลาดิบและซูชิ 32% ชาบู 13.6% สุกี้ 10.4% เทมปุระ 8% อื่นๆ 36%

ที่มา : บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด ( มหาชน)



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer