ในรอบปีที่ผ่านมาตลาดอิงค์เจ็ตหดตัวต่ำสุดในแง่ของจำนวนเครื่องด้วยยอดจำหน่ายเพียง 921,000 เครื่อง ไม่ถึงล้านเครื่องเหมือนในอดีต แต่กลับมีการเติบโตด้านมูลค่า 8% จากผู้บริโภคที่เริ่มตระหนักถึงต้นทุนต่อแผ่นในการใช้งานระยะยาวมากกว่า การเลือกซื้อเครื่องพรินต์ราคาประหยัดแต่น้ำหมึกแพงเหมือนในอดีต และพฤติกรรมนี้เองได้กลายเป็นปฐมบทใหม่ในสงครามพรินเตอร์ที่ทุกๆ แบรนด์เห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ไปตลาดนี้ไม่ได้แล้ว

Epson ผู้มาก่อนในธุรกิจแทงก์แท้

เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นของเอปสันในธุรกิจหมึกพิมพ์แทงก์แท้ ด้วยการเปิดตัว อิงค์เจ็ต แอล ซีรีย์ อิงค์เจ็ตพรินเตอร์ High Yield ตัวเครื่องราคาแพง แต่หมึกถูกให้ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นถูกกว่าเดิมมาก จากการมองเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้หมึกเติม หรือนำพรินเตอร์ไปโมติดตั้งแทงก์หมึกเถื่อน เพื่อลดต้นทุนในการพิมพ์ต่อแผ่นให้ลดลง และผลที่ได้กลับมาคือเครื่องเสียเร็วกกว่าอายุการใช้งาน และงานพิมพ์ไม่ได้มาตรฐาน เพราะในสมัยนั้นหมึกอิงค์เจ็ตพรินเตอร์มีราคาต่อตลับที่แพง จากกลยุทธ์การตลาดของทุกค่ายพรินเตอร์ที่ทำราคาเครื่องพรินเตอร์ให้มีราคาเพียงพันกว่าบาท เชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อ เพื่อหวังผลสร้างกำไรจากการขายหมึกพิมพ์

การมาของเอปสันในวันนั้น ยรรยงได้คาดการณ์ว่าจะสามารถผลักดันตลาดพรินเตอร์ High Yield แทงก์แท้ให้มีสัดส่วนมากกว่า 70% ในตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ตรวม ซึ่งปัจจุบันพรินเตอร์ High Yield มีสัดส่วนด้านมูลค่า 72% ในตลาดแซงหน้าพรินเตอร์ Non High Yieldไปเมื่อไตรมาสที่ 1 2558

จาก Consumer สู่ SME Soho

ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป เอปสัน (ประเทศไทย) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ว่าจากการเข้ามาของ Social Media และSmart Phone ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้พรินเตอร์น้อยลง และเอปสันได้ปรับกลุ่มเป้าหมายจาก Home Use สู่ SME /Soho และ Corporate เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา จากการมองเห็นการตกต่ำในตลาด Home Use ที่มียอดจำหน่ายลดลงอย่างต่อเนื่องและกลุ่มSME /Soho เริ่มหันมาใช้อิงค์เจ็ตพรินเตอร์แทงก์แท้แทนเลเซอร์พรินเตอร์มากขึ้นด้วยเหตุผลหลักราคาเฉลี่ยต่อแผ่นที่ถูกกว่าเลเซอร์พรินเตอร์

 

จากการทำตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต High Yield แทงก์แท้ กลุ่ม L-Series อย่างต่อเนื่อง มีไลน์สินค้า 12 รุ่น ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ Home Use/ SME/ Soho ถึง ธุรกิจขนาดใหญ่ ในปีปฏิทิน 2558 (เมษายน 2558-มีนาคม 2559) เอปสันสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจพรินเตอร์ 20% ด้านมูลค่า สูงกว่าตลาดรวมที่เติบโตเพียง 8%

“ในปีที่ผ่านมาเอปสันครอบตำแหน่งผู้นำตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ทั้งSinger และ Multifunction ด้วยส่วนแบ่งตลาดด้านมูลค่า 41% เพิ่มจาก 35% ในปี2557 โดยเฉพาะตลาดธุรกิจ SME และ Soho ที่กลายเป็นตลาดใหญ่สุดของพรินเตอร์อิงค์เจ็ต”

 

4 กลยุทธ์รักษาเกมผู้นำตลาด

ในปี2559 ยรรยงตั้งเป้าเติบโตในตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต 15% ได้วางกลยุทธ์รักษาความเป็นผู้นำตลาดด้านมูลค่าไว้ 4 ประการได้แก่

1.นำเสนอ L-Series ที่มีค่าใช้จ่ายต่อแผ่นที่ถูกลง พร้อมไลน์อัพที่ครอบคลุมทุกระดับราคา

2.ขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น จาก166 รายในปัจจุบันเป็น 180 รายในสิ้นปีนี้ พร้อมเพิ่มตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะด้านมากขึ้นเช่นตลาดราชการ ตลาดเฉพาะทางวิชาชีพ เช่น โรงพยายาล คลินิกและตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอินโดจีนที่เอปสันประเทศไทยดูแล

3.รักษามาตรฐานบริการหลังการขาย อบรมเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ เทคโนโลยี วินค้า ทักษะการสื่อสารเพื่อสร้าง Brand Loyalty จากการบริการ

4.สร้างความแข็งแกร่งยั่งยืนให้กับแบรนด์ผ่านแคมเปญ Epson, Trust in you ผ่านก้อง สหรัถสังคปรีชา แบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา นำเสนอความไว้วางใจชองลูกค้าจากความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ 25 ปีในประเทศไทย

 

PIXMA ขอขึ้นขบวนแทงก์แท้รักษาเบอร์ 1

ปลายปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่แคนนอนเบอร์ 1 ในตลาดอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ด้านจำนวนเครื่องได้ปรับแนวทางธุรกิจพรินเตอร์สู่แทงก์แท้จากการมองเห็นตลาดมีการเติบโตทุกๆ ปี และถ้าแคนนอนไม่เล่นในเกมนี้อาจเสียส่วนแบ่งตลาดด้านจำนวนเครื่องให้กับเอปสันได้ในอนาคต

เมื่อเกมการตลาดเปลี่ยนแคนนอนจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะขอติดขบวนแทงก์แท้เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ด้านจำนวนเครื่องต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ด้วยการส่งพรินเตอร์แทงก์แท้Canon PIXMAG Series พร้อมกันครั้งแรก 3รุ่นเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยเป็นประเทศที่ 4 ต่อจากประเทศอินเดีย จีน และมาเลเซียที่มียอดจำหน่ายตอนเปิดตัวสูงเป็นประวัติการณ์ ท้าชิงส่วนแบ่งตลาด 40% ในอิงค์เจ็ตแทงก์แท้ในประเทศไทยจากคู่แข่งในปี 2559

โดย G1000 เป็นพรินเตอร์แท็งก์แท้แบบซิงเกิลฟังก์ชัน G2000 เป็นพรินเตอร์แบบออลอินวันแท็งก์แท้ และ G3000 พรินเตอร์ออลอินวันแท็งก์แท้แบบไร้สาย รองรับการพิมพ์ด้วยหมึกดำสูงสุด 6,000 แผ่น และหมึกสี 7,000 แผ่น ต่อการเติมหมึก 1 ครั้ง ในราคาเริ่มต้น 4,390 บาท และหมึกเติมหมึกดำขนาด 135 มล.และหมึกสีขนาด 70 มล ราคาเท่ากันหลอดละ 300 บาท และคาดว่า รุ่น G2000 จะเป็นรุ่นเรือธงสร้างส่วนแบ่งถึง 70% ของแทงก์แท้แคนนอนทั้งหมด ส่วน G1000 และ G3000 สัดส่วนเท่ากัน 15%

 

 

หัวพิมพ์แยกเติมหมึกเร็วรับประกัน2ปี

ความมั่นใจในส่วนแบ่งตลาดแทงก์แท้ 40% ของวรินทร์ ตันติพงศ์พาณิช รองประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ในฐานะน้องใหม่ในตลาดแทงก์แท้อย่างแคนนอมาจากการการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคพรินเตอร์อิงค์เจ็ตถึง 2 ปี จนบรรลุถึงจุดเด่นแทงก์แท้ที่เป็นไม้เด็ดเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายคือ “หัวพิมพ์ที่แยกจากตัวเครื่อง” มีอายุการใช้งานถึง 15,000 แผ่น พร้อมกับความรวดเร็วในการเติมหมึกภายใน 6 นาที และการรับประกัน 2 ปีถ้ามีการลงทะเบียนสินค้ากับแคนนอน ซึ่งการขยายการรับประกันผ่านการลงทะเบียนยังต่อยอดให้แคนนอนทำ CRM ได้ในนัดเดียว

และเปลี่ยนแนวคิดทำตลาดใหม่เน้นการให้ความรู้ในการซื้อพรินเตอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ด้วยการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจและแนะนำผู้บริโภคเลือกซื้อพรินเตอร์ที่เหมาะสมจากที่ผ่านมาผู้บริโภคชาวไทยบางส่วนซื้อเครื่องพรินเตอร์ไม่เหมาะสมกับการใช้งานหลัก หรือซื้อเครื่องในสเปคเกินความจำเป็นสร้างภาพลักษณ์แคนนอนเป็นแบรนด์ที่ห่วงใยลูกค้ามากขึ้น

ชาวอาเซียนเน้นความคุ้มค่า

พฤติกรรมผู้บริโภคอาเซียนเลือกซื้อเครื่องพินเตอร์อิงค์เจ็ตจากความคุ้มค่าเป็นหลัก และเป็นเหตุผลให้ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย)นำอิงค์เจ็ตแทงก์แท้ที่บราเดอร์เรียกว่า ระบบรีฟิล แทงก์ ซิสเต็ม มาแก้เกมการตลาด ด้วยคอนเซ็ปต์ “Smarter Design Bigger Savings” พร้อมกัน 4 รุ่นในประเทศไทยเป็นประเทศที่สองรองจากฟิลิปปินส์ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย SME/Soho นักเรียน นักศึกษา และผู้ใช้งานทั่วไปที่เน้นปริมาณการพิมพ์

จุดเด่นของระบบรีฟิล แทงก์ ซิสเต็มคือการดีไซน์ให้ขวดเอียง 45 องศาสะดวกสบายในการเติมเพียง 3 ขั้นตอน 1. เปิดฝา 2.เติมน้ำหมึก 3.ปิดฝา และแทงก์ที่ติดมากับเครื่องไม่ยื่นออกมาข้างนอกให้เกะกะพื้นที่ รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย ตัวแทงก์ใสเห็นปริมาณหมึกชัดเจน และมีต้นทุนต่อแผ่นเพียง 4 ส.ต.ต่อการพิมพ์ขาวดำ 1 แผ่น โดยน้ำหมึกพิมพ์สีดำ 1 ขวด ราคาขวดละ 260 บาท พิมพ์ได้สูงสุดถึง 6,000 แผ่น และหมึกสี ราคาขวดละ 220 บาท สามารถพิมพ์ได้ 5,000 แผ่นรับประกัน ระยะเวลา 1 ปี หรือ 30,000 แผ่น ขึ้นอยู่กับว่าระยะใดถึงก่อน และลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ ภายใน 15 วัน ในเว็บไซต์จะได้ระยะการประกันเครื่องพิมพ์เพิ่มอีก 3 เดือน

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer