ต้องบอกว่าตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามถือเป็นตลาดที่หอมหวนเกิดผู้เล่นหน้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลานั้นเพราะทุกรายต่างมองว่าเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใสเพราะถึงแม้ในช่วงเวลานี้จะต้องเจอกับปัญหาอุปสรรคเศรษฐกิจตกต่ำแต่ตลาดนี้ก็ยังคงสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องนั้นเพราะผู้บริโภคมองว่าสินค้าในกลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันอีกทั้งผู้หญิงไทยไม่เคยคิดที่จะหยุด“สวย”สักนาที
จึงไม่ต้องแปลกใจที่กลุ่มแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Unilever หรือ Loreal ที่เคยให้ข้อมูลว่าตลาดสินค้าเพื่อความงามมีมูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาทซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีมูลค่ามหาศาลที่กลุ่มร้านค้าขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามรายใหม่ๆต้องการแย่งชิงยอดขายจากเบอร์หนึ่งในตลาดอย่าง Watson และเบอร์สองอย่าง Boost
ตลาดไทยโตแบรนด์ญี่ปุ่นจึงมา
โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่นที่ดูจะให้ความสำคัญกับตลาดนี้เป็นพิเศษเริ่มต้นคือ“ซูรูฮะ”ที่เกิดขึ้นด้วยการร่วมทุนกับสหพัฒน์ฯหรือจะเป็นกลุ่มนักลงทุนไทยอย่างบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์จำกัด (มหาชน) แม้จะไม่ใช่ร้านค้าญี่ปุ่นโดยเนื้อแท้แต่ก็ขอเดินตามกระแสอันร้อนแรงควักเงินลงทุน 350 ล้านบาทเปิดร้านที่ชื่อว่า “โอเกนกิ”ที่แปลว่า“สบายดีไหม”โดยใช้บรรยากาศการตกแต่งและสินค้าเน้นกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นโดยปัจจุบันมี 9 สาขา
แต่ที่ดูเป็นไฮไลท์ส่งท้ายปลายปีในตลาดนี้นั้นคือการมาของ“แชมป์”Retail สินค้าเพื่อสุขภาพและความงามจากประเทศญี่ปุ่นที่มีสาขามากกว่า 1,500 สาขาอย่าง“มัทสึโมโตะคิโยชิ”ที่เลือกจะทำตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีโดยเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรก
“นั้นเพราะตลาดค้าปลีกสินค้าความงามในเมืองไทยมีศักยภาพสูงเติบโตต่อเนื่องในหลายๆปีที่ผ่านมาอีกทั้งเรายังประเมินข้อมูลแล้วคาดการณ์ว่าในอนาคตก็ยังเติบโตได้อีกทำให้เราตัดสินใจร่วมทุนกับเซ็นทรัลฟู้ดรีเทลจำกัดเปิดมัทสึโมโตะคิโยชิสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลลาดพร้าว”จุนอิชิทาเทะโน่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทมัทสึโมโตะคิโยชิจำกัดบอกถึงเหตุผลในการเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในการรุกตลาดต่างประเทศ
ในญี่ปุ่นถึงจุด“อิ่มตัว”
ส่วนเหตุผลที่กลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง“ซูรูฮะ”และ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”เลือกที่จะขยายสาขาไปยังต่างประเทศนั้นเพราะเวลานี้ตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามในประเทศญี่ปุ่นมีสาขารวมกันมากกว่า 20,000 สาขาอีกทั้งมูลค่าตลาดไร้การเติบโตมานาน 2 -3 ปี
หรือจะให้พูดง่ายๆว่าตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามในประเทศญี่ปุ่นถึงจุด“อิ่มตัว”ทำให้ต้องค้นหาตลาดใหม่โดยประเทศไทยถือเป็น First Choice เพราะหากเทียบกับประเทศญี่ปุ่นการแข่งขันยังไม่สูงมากรวมไปถึงจำนวนสาขาที่ทุกแบรนด์รวมกันในเมืองไทยยังมีไม่ถึง 1,000 สาขา
ซึ่งต้องบอกว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่“แตกต่าง”จากตลาด Convenience store ในญี่ปุ่นที่ถึงจุด“อิ่มตัว”จึงทำให้เห็น Lawson 108 และ Family Mart เลือกที่จะมาลงทุนธุรกิจในเมืองไทยอย่างเต็มกำลัง
“มัทสึโมโตะคิโยชิ” ช้าๆแต่“ไม่จำกัดตัวเอง”
แต่ใช้ว่าการรุกตลาดต่างประเทศครั้งแรกของ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว“คิดปุ๊บทำปั๊บ”เพราะก่อนจะตัดสินใจเปิดสาขาแรกที่“เซ็นทรัลลาดพร้าว”ก็เลือกที่จะ“ชิมลาง”ตลาดด้วยการจัดบูธขายสินค้าต่างๆภายใน Top Super Market 23 สาขาเพื่อวัดกระแสความนิยมพร้อมกับสร้าง Awarenessให้แก่แบรนด์ตัวเองก่อนที่จะสตาร์ทเปิดสาขาแรกที่“เซ็นทรัลลาดพร้าว”
“การบุกตลาดในเมืองไทยเราคงขอโฟกัสในพื้นที่ศูนย์การค้าเป็นอันดับแรกก่อนและที่เลือกเซ็นทรัลลาดพร้าวเพราะถือเป็นสาขาที่เก่าแก่มีTrafficเป็นอันดับต้นๆของสาขาเซ็นทรัลทั้งหมดซึ่งจำนวน Traffic เยอะจะช่วยในแง่การรับรู้ว่ามัทสึโมโตะมีสาขาในไทยแล้วส่วนสาขาสองเราเลือกเซ็นทรัลปิ่นเกล้า”
แต่ก็ใช่ว่าจะจำกัดตัวเองเปิดสาขาเฉพาะในศูนย์การค้า“เซ็นทรัล”เพียงอย่างเดียวเพราะจุนอิชิรู้ดีว่าการแข่งขันในธุรกิจ Retail ไม่ว่าจะ Segment ไหนก็ตาม“สาขา”ยังคืออีกหนึ่ง Key Suerees หลักสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจเพียงแต่การเริ่มต้นนับหนึ่งของ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”ในสภาวะที่การแข่งขันรุนแรงแถมยังเป็นผู้มาทีหลังการเร่งขยายสาขาแบบ Hi Speed อาจจะ“ได้ไม่คุ้มเสีย”
“ยังไม่สามารถบอกได้ว่าภายในกี่ปีจะมีจำนวนสาขาเท่าไรแต่สิ่งที่เราบอกได้คือไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเราจะไปห้างอื่นๆด้วยรวมไปถึงอนาคตอาจเปิดสาขาแบบ Standalone เพราะจำนวนสาขาที่มากขึ้นจะทำให้ผู้บริโภครู้จักและยอมรับในแบรนด์มัทสึโมโตะคิโยชิที่เป็นเบอร์หนึ่งในประเทศญี่ปุ่นและเป้าหมายในไทยอนาคตก็อยากที่จะก้าวเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเมืองไทยเหมือนกัน”
คงต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวสู่ No 1 Brand เพราอย่างที่รู้ในตลาดนี้ Watson อีกหนึ่งแบรนด์ในเครือ“เซ็นทรัล”ทรงอิทธิพลในตลาดนี้อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นจำนวนสาขาที่มีมากกว่า 340 แห่งรวมไปถึงยังแข็งแกร่งทุกมิติการตลาดทั้งเงินทุนและ Branding รวมไปถึงกลยุทธ์ด้านโปรโมชั่นราคา
โอกาส“แจ้งเกิด” คือความ“ต่าง”
เป็นเรื่องที่จุนอิชิผู้บริหารร้าน“มัทสึโมโตะคิโยชิ”รู้ดีและยังรู้ว่าหากจะอยู่รอดในตลาดนี้พร้อมกับเติบโตในอนาคตต้องหา“จุดต่าง”ที่แข็งแกร่งจาก“คู่แข่ง”นั้นคือการนำสินค้าเครื่องสำอางและเพอร์ซัลนัลแคร์นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 2,000 รายการโดยราคาสินค้าจะแพงกว่าในญี่ปุ่นเฉลี่ย 1.3 เท่าแต่จะไม่ให้เกิน 2 เท่า
“สินค้าพวกนี้จะหาซื้อได้เฉพาะที่ร้านเราทีเดียวในเมืองไทยอีกทั้งเรายังเน้นการบริการในรูปแบบญี่ปุ่นที่เอาใจใส่ลูกค้าโดยพนักงานทุกคนจะถูกอบรมให้รู้จักว่าสินค้าชิ้นไหนมีสรรพคุณอย่างไรและเหมาะกับลูกค้าคนไหน”
แต่ที่แน่ๆตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามต่อไปนี้จะเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดเพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันจะไม่ได้มีแค่ Watson และ Boosts แต่ยังมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอีก 3 – 4 รายหรือแม้แต่ 7 – Eleven เองในบ้างสาขาที่มีขนาดใหญ่ก็เริ่มที่จะแบ่งพื้นที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามนั้นเพราะตลาดนี้ถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่ใครๆก็อยากมีส่วนร่วม
มี Watson อยู่แล้ว แต่ทำไม“เซ็นทรัล”ถึงต้องมี“มัทสึโมโตะคิโยชิ”
เชื่อว่ามีอีกหลายคนยังไม่รู้ว่า“เซ็นทรัล”ถือเป็นผู้ร่วมทุนรายใหญ่ของ Watson ในการเปิดร้านขยายสาขาในเมืองไทยจนในเวลานี้ Watson มีมากกว่า 340 สาขา
แต่ในขณะที่การร่วมทุนกับ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามนั้นอยู่ในส่วนของเซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่นจำกัดซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Business Units โดยถือหุ้น 51% ส่วน“มัทสึโมโตะคิโยชิ”49%
แน่นอนการเปิด 2 Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามแม้จะอยู่คนละส่วนกันแต่ก็ยังอยู่ในมือของ“เซ็นทรัล”ซึ่งยอมเกิด Unbanization หรือพูดง่ายๆคือการแย่งชิงลูกค้ากันเอง
แต่เชื่อว่ากลุ่ม“เซ็นทรัล”เองคงประเมินสถานการณ์แล้วว่าแม้จะมีการ“แย่งชิง”ลูกค้ากันเองก็คงไม่มากมายนักเพราะหาก Insight ลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าแม้ทั้ง 2 แบรนด์จะเป็นร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามแต่ก็มีความแตกต่างกันมากพอสมควรโดยเฉพาะไลน์อัพสินค้าในร้าน
Watson แม้มีสินค้าแบรนด์อื่นๆเหมือนในท้องตลาดแต่สิ่งที่เป็นจุดขายและกำลังขับเคลื่อนอย่างหนักนั้นคือกลุ่มสินค้า House Brand ที่มีขายเฉพาะในร้านตัวเองพร้อมกับมีโปรโมชั่นทางด้านราคาหวือหวา
ในขณะที่“มัทสึโมโตะคิโยชิ”เน้นขายสินค้าสุขภาพและความงามญี่ปุ่นในรูปแบบ“นำเข้า”อีกทั้งแม้จะมีโปรโมชั่นราคาแต่คงไม่รุนแรงเท่ากับ Watson แน่นอนเมื่อ Positioning และ Concept การตลาดแตกต่างกันกลุ่มลูกค้าก็ย่อมแตกต่างเช่นกัน
