คำถามหนึ่งที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)  เคยถูกถามอยู่เสมอ ๆ ว่าการเป็นผู้หญิง เป็นคนไทย แต่สามารถขึ้นไปเป็นคนกำหนดนโยบายในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างไอบีเอ็มนั้นกดดันและท้าทายมากน้อยแค่ไหน และทำได้อย่างไร

ในวัย 38 ปี เธอคือกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร  

หลังจากนั้นรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป และรองประธานธุรกิจทั่วไป, IBM ASEAN

ก่อนได้รับเลือกเป็นผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, สำนักงานใหญ่ IBM, New York, U.S.A.

ในตำแหน่งนี้ อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลย ในช่วงเวลานั้นแม้แต่คนเอเชียก็ยังไม่เคยมีใครไปถึง

แน่นอนทีมงานส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจว่าเธอมาอยู่ตรงจุดนี้ได้อย่างไร 

“ต้องยอมรับค่ะว่าเป็นความท้าทายมาก ยิ่งเราเป็นผู้หญิง และตอนนั้นอายุก็ไม่มากเท่าไร จะทำอย่างไรเขาถึงจะยอมให้เราชักจูงเดินไปข้างหน้าในหนทางที่เรากำหนดไว้ได้”

ก็ต้องทำการบ้านเยอะมาก ศึกษาข้อมูลอย่างมั่นใจ ก่อนที่จะเข้าพบกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ไม่ว่าจะเดินเข้าไปที่ประชุมร่วมกัน หรือเดินไปให้นโยบายเราต้องคิดอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบ

แล้วพยายามหาโมเดลของตัวเองในการทำให้คนยอมรับ เช่น ไม่เดินไปบอกว่าเราดี เราเก่งกว่าเขาอย่างไร แต่สามารถบอกเขาได้ว่าจะเอาจุดแข็งที่เรามีไปช่วยเสริมเขาได้อย่างไร 

“แต่ที่ต้องมีมาก ๆ เลยก็คือความมั่นใจว่าเราสามารถที่จะนำพาเขาไปได้ และพยายามเคารพซึ่งกันและกัน คือเราไม่ต้องรู้มากกว่าเขา แต่เขาก็ต้องเคารพในสิ่งที่เรามี”

รวมทั้งใช้วิธีที่ซื้อใจด้วยการวางเป้าหมายองค์กรในระยะยาว  และทอนให้เป็นเป้าสั้น ๆ เพื่อต้องการที่จะให้เขาเห็นได้อย่างรวดเร็วว่าเราสามารถทำได้จริง เป็นการซื้อใจให้เขาเชื่อใจเราเป็นระยะ ๆ ไป

ชีวิตการทำงาน กำลังอยู่ในจุดที่ดี แล้วทำไมกลับมาเมืองไทย

ปี 2554 เธอกลับมารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารที่ บมจ. ไทยคม เพราะมีความคิดมาตลอดว่าอยากกลับมาสร้างแบรนด์คนไทยให้คนทั้งโลกยอมรับ ทั้ง ๆ ที่ไทยคมในช่วงเวลานั้นมีปัญหาเรื่องการเงินอย่างหนัก ขาดทุนติดต่อมานานหลายปี

ก็คิดว่าไม่เป็นไรพื้นฐานบริษัทก็เป็นเรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่วันแรกที่เข้าประชุมฟังภาษาต่างดาวของชาววิศวะแทบไม่รู้เรื่อง ต้องไปทำความเข้าใจวิชา Satellite101 กันใหม่

แต่ก็ใช้วิธีคิดเหมือนเดิมค่ะ คือต้องเคารพในสิ่งที่พวกเขามี และต้องเรียนรู้ไปกับเขา มีการวางแผนระยาว ซอยให้สั้น แล้วทำแผนระยะสั้นนั้นให้สำเร็จ  เรียกความมั่นใจว่าเราทำได้ ต่อจากนั้นก็เดินหน้าต่อ ไปยังเป้าต่อไปจนสามารถถึงเป้าใหญ่ที่วางไว้  เป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า  Win Small Win Often”   

ศุภจีสามารถเทิร์นอะราวด์ บมจ. ไทยคมที่เคยขาดทุนมหาศาล ให้กลับมาทำกำไรสุทธิรวมได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ไตรมาสแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง

และได้รับตำแหน่ง “ผู้บริหารดาวเทียมยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย-แปซิฟิก” ประจำปี 2557

ปี 2559 เธอได้มีโอกาสทำตามความฝันอีกครั้งหนึ่งคือการเข้ามาสร้างแบรนด์ดุสิตธานีให้ไปโลดแล่นบนเวทีโลก

ผ่านศึกหนักใน 2 บริษัทยักษ์ใหญ่มาแล้ว คิดว่าบริหารโรงแรมดุสิตธานีไม่น่ายากหรือเปล่า

“ใช่ค่ะ อาจจะคิดแบบง่าย ๆ ไปหน่อยว่า การที่เรามีทั้งมัลติเนชั่นแนลแบ็กกราวด์ มีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยี ที่จำเป็นอย่างมากในยุคดิจิทัลดิสรัปชั่น  แล้วที่ผ่านมาก็ทำงานด้วยคนและเป็นงานบริการ ก็น่าจะสอดคล้องกับการบริหารของดุสิตธานี ซึ่งเป็นเรื่องของบริการเช่นกัน ก็คิดว่าอาจจะมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ไม่น่าจะหนักหนาอะไร”

เมื่อเข้ามาบริหารจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร

“พอได้ทำจริง ๆ ก็จะเห็นว่ายากนะคะ ตรงที่ว่าธุรกิจบริการ คนเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนองค์กรมาก มากกว่าธุรกิจอื่น ๆ ที่เราเคยทำมา”

ในขณะเดียวกันภาพของดุสิตธานีได้เปลี่ยนไปจากเดิมเพราะเราขยายความเสี่ยงไปยัง 5 กลุ่มธุรกิจ คือธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต การศึกษา ธุรกิจอาหาร ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการต้อนรับ

“การที่เราจะทำให้คนคิดว่าสิ่งที่เคยทำมา 70 ปี ต้องมีการปรับเปลี่ยนและต้องเดินไปอีกทิศหนึ่ง ก็เป็นสิ่งที่ยากมาก”

เหมือนเดิมเราทำแผน 9 ปี แล้วมาซอยย่อยว่าแต่ละปีอยากเห็นอะไรบ้าง และทุกครั้งที่มีความสำเร็จในแต่ละจุดเล็ก ๆ นั้น ก็มาบอกพนักงานมาฉลองกัน เขาก็เริ่มเห็นว่าเราน่าจะเดินมาถูกทาง ไม่ต้องรอไปถึง 9 ปี ก็ทำแบบนี้ให้พนักงานเห็นไปเรื่อย ๆ เขาก็จะเข้าใจ เชื่อใจ และให้ความร่วมมือกับเรามากยิ่งขึ้น

 4  ปีผ่านไป เธอไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง เพราะสามารถสร้างรายได้และเม็ดเงินกำไรเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

แผน 9 ปี ถูกแบ่งเป็น 3 ช่วง  1. คือช่วงสร้างฐาน 2. ช่วงเทกออฟ 3. โมเดลเปลี่ยนเรียบร้อย ทุกคนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน 

ทุกอย่างกำลังเดินไปด้วยดี แต่ในช่วงเทกออฟนั่นเองดุสิตธานีก็เจอกับมรสุมโควิด-19 ซึ่งทำให้แผนงานทุกอย่างต้องมีการปรับเปลี่ยนกันใหม่ทั้งหมด

“ตอนแรกก็คิดว่าคงเหมือนปี 2008 ที่เกิดโรคซาร์ส ในกลุ่มเอเชีย ใช้เวลาประมาณ 6 เดือนธุรกิจก็กลับมาปกติได้  เลยคิดว่าประมาณเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว ทุกอย่างก็น่าจะกลับมาได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น”

เราได้กำหนดแผนสำรอง เอ บี ซี เอาไว้ ถ้าเปิด ก.ค. 2563 ได้ต้องเตรียมอะไรอย่างไร ถ้าเปิดไม่ได้ต้องเลื่อนไปไตรมาส 3 หรือ 4  หรือถ้าเปิดได้ต้นปี 2564 ต้องทำอย่างไร

“ที่สำคัญในระหว่างนั้นเมื่อนักท่องเที่ยวเป็นศูนย์ และเรามีนโยบายไม่ทิ้งพนักงาน แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ซัปพอร์ต การปรับโมเดลเดินหน้าสร้างรายได้ผ่าน non-room business เลยเกิดขึ้น”

ครั้งนี้ความยากก็คือท่ามกลางความเครียดกังวลเรื่องวิกฤตโควิด-19 ทำอย่างไรจึงจะจูงใจและกระตุ้นพนักงานให้เข้าใจถึงสถานการณ์ และร่วมมือที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้

 ภาพของศุภจีที่เป็นซีอีโอลงมายืนเคียงข้างพนักงาน ทอดไข่ดาวขายข้าวกล่องเลยเกิดขึ้น

เป็นถึงซีอีโอทำไมต้องลงมาผัดก๋วยเตี๋ยว ขายข้าวกล่องเอง

การที่เราจะทำการสื่อสารได้ชัดเจนและจูงใจพนักงานได้ดีที่สุด เรามีความเชื่อว่าต้องอยู่กับเขาตรงนั้นและอยู่ในสภาพเดียวกันกับเขา

“ที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องลงไปช่วยเจียวไข่  ขายก๋วยเตี๋ยวเองหรอกค่ะ เพราะไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ขายของได้มากขึ้น แต่เป็นการช่วยทุกคนให้ใจชื้นขึ้น อย่างน้อยก็มีเราอยู่ข้าง ๆ”   

วันนี้ที่โรงแรมต่าง ๆ ในเครือดุสิตต่าง ๆ มีอาหารหลากหลายขาย เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวไข่เจียว ข้าวเหนียวหมูปิ้ง สลัด ที่หัวหินพื้นที่มากหน่อยก็มีออแกนิกส์ ฟาร์ม เป็นศูนย์เรียนรู้แห่งใหม่ ทุกอย่างต้องคิด ต้องปรับไปเรื่อย ๆ ขายในโรงแรมไม่ได้ ก็ออกมาขายหน้าโรงแรม

ไม่ได้เป็นการทำแค่เฉพาะกิจ ไม่ได้เป็นแค่กิมมิก แต่เป็นการทำระยะยาว เราจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ เพราะถ้ายึดติดอยู่กับห้องพักอย่างเดียวรายได้ไม่เพียงพอแน่นอน

 งานเล็ก ๆ ก็ต้องทำ งานใหญ่ต้องวางแผน

ผละจากหน้าเตา เธอก็เข้าห้องประชุม เพราะมีงานใหญ่ใน 3 เรื่องหลัก ๆ ที่ต้องบริหารจัดการ คือ 1. เรื่องการหาเงินสร้างรายได้ ในบริบทอื่น ๆ  2. เรื่องการไดเวอร์ซิฟายไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ และ 3. เรื่องของคน

“ในเรื่องรายได้ตอนนี้เรายังลงทุนนะคะไม่ได้หยุด แต่เราเลือกลงทุนในธุรกิจที่ได้ผลเลย  การไปสร้างโรงแรมใหม่อีก 2-3 ปี กว่าที่จะมีรายได้เราจะหยุด ไม่ทำ นอกจากโครงการที่เดินหน้าไปกว่าครึ่งแล้ว เช่น ดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค เราต้องเต็มที่เพราะโครงการนี้จะกลับมาทำให้มีฐานะที่มั่นคงมากยิ่งขึ้นใน 2-3 ปีข้างหน้า”

ปัจจุบันกลุ่มดุสิตธานีบริหารโรงแรมและรีสอร์ตรวมทั้งหมด 340 แห่งใน 16 ประเทศ แบ่งเป็นโรงแรมและรีสอร์ต 44 แห่ง  วิลล่าหรูให้เช่า 296 แห่ง

 ดุสิตเป็นเจ้าของเอง 10 แห่ง คือที่ไทย 8 แห่ง มัลดีฟส์ 1 แห่ง และฟิลิปปินส์ 1 แห่ง

 

ปีที่ผ่านมายังมีการเปิดโรงแรมใหม่หรือเปล่า

ยังเปิดค่ะ เพราะเรายังมองว่าในวิกฤตธุรกิจโรงแรมยังมีโอกาสใน 3 เรื่องหลัก ๆ คือ 1. คนจะสนใจในเรื่อง  Wellness มากยิ่งขึ้น 2. ต้องการ Unique experience 3. การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

“เราก็เอา 3 ตัวนี้มาเป็นตัวตั้งว่าถ้าเช่นนั้นถ้าจะเปิดโรงแรมต้องอยู่ใน 3 คาแรกเตอร์นี้มีนักท่องเที่ยวแน่นอน โดยเราไม่จำเป็นต้องหยุด”

 ปีที่แล้วเปิดไป 8 โรงแรม 5 โรงแรมเป็นแบรนด์ของดุสิตเอง อีก 3 โรงแรมเป็นแบรนด์ที่ไปบริหารให้คนอื่น 

โรงแรมแรกอยู่ที่ซูโจว ประเทศจีน ซึ่งตอนนี้รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนให้คนในประเทศเขานับพันคนเที่ยวในประเทศ เป็นโรงแรมที่เราเน้นเรื่องเวลเนส เช่นเดียวกับโรงแรมใหม่ที่สิงคโปร์ที่อยู่ในสนามกอล์ฟ     

ปีที่ผ่านมาในมิดเดิลอีสต์ดุสิตไม่ได้ปิดโรงแรมเลย ปิดบ้างในช่วงสั้น ๆ เพราะที่นั่นปัญหาเรื่องโควิดน้อยมาก ไปเที่ยวไหนในโลกไม่ได้ก็ไปมิดเดิลอีสต์ และเราเปิดใหม่ 2 แห่งคือที่กาตาร์ และโดฮา    

 “ปีนี้ก็ยังมีแผนที่จะเปิดอีก 4-5 โรงแรม ที่ประเทศจีน และจะเปิดโรงแรมที่ 11 ในจีน เดือนเมษานี้”

ดุสิตธานีมีจุดแข็งเรื่องของอาหาร กำลังต่อยอดในเรื่องนี้อย่างไร   

 ตอนนี้เราลงทุนในระยะยาวเรื่องอาหารหลายอย่าง เช่น การทำพวกเครื่องปรุงกลางส่งไปให้โรงแรมของเราเอง ที่ทุกวันนี้มีอยู่ 16 ประเทศ ใน 340 แห่ง ไปทำเรื่องคราวด์คิทเช่น

หรือในเรื่องของ Catering ที่ลงทุนทั้งในเมืองไทย และในประเทศเวียดนาม นอกจากรายได้ที่จะเพิ่มเข้ามายังเป็นการกระจายความเสี่ยงด้วย เพราะที่เวียดนามมีการดูแลในเรื่องโควิดค่อนข้างดี  

ในสายธุรกิจการศึกษาประมาณเดือนกันยา-ตุลา จะเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างจากวิทยาลัยดุสิตธานี  และเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต เป็นการสอนทำอาหารหลักสูตรสั้น ๆ เมื่อเรียนจบจะมีระบบคลาวด์ คิทเช่น มีระบบแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ให้เขาใช้  เพื่อให้สามารถขายอาหารได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน

ผู้นำต้องปรับตัวอย่างไรในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เห็นทางออกบ้างแต่ยังไม่ชัดเจน

ต้องตั้งสติให้มั่น ๆ ค่ะ เพราะโควิด-19 กระทบในหลายมิติ และระยะเวลาก็ยาวนานมาก  ผู้นำจำเป็นอย่างมากที่ต้องเปิดกว้างในการพูดคุย และเรียนรู้   

“เน้นในเรื่องการสื่อสารให้หนักที่สุด ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเรายังไปต่อได้ เรายังไปไหว  และต้องให้ความชัดเจนว่าตอนนี้เรากำลังพบกับอะไร แล้วต้องจริงใจด้วย หลบไม่ได้ ปิดไม่ได้”

ที่สำคัญต้องไม่ทิ้งในเรื่องของแผนธุรกิจ แต่ว่าต้องมีการปรับ และต้องมีแผนสำรองเข้ามา เพราะสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอีกเยอะ

เธอย้ำว่า

“ในทุกองค์กรบริบทของการทำงานแตกต่างกันไป แต่ทุกแห่งต้องทำงานกับคน  ถ้าทำงานกับคนได้ สามารถสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ และผู้นำต้องไปอยู่ในใจเขา เชื่อว่าจะสามารถฝ่าวิกฤตทุกอย่างไปได้แน่นอน

 

 


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer