เมื่อโควิด-19 คือวิกฤต ที่ทำให้ธุรกิจเกือบหวิดไม่รอด

แล้วจะทำอย่างไร เพื่อประคองให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้บนความท้าทายใหม่ ๆ

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แนะนำแนวทางออกของธุรกิจในยุคโควิด-19 จะต้องประกอบไปด้วย 4A ได้แก่

A ที่ 1

Assess ประเมินศักยภาพและความพร้อม

ขั้นตอนแรกในการเอาตัวรอดของธุรกิจ คือการเร่งประเมินศักยภาพและความพร้อม 3 ด้าน ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อประเมินความพร้อมในการอยู่รอดต่อไปในธุรกิจ

พชร แนะนำว่า การสร้างความพร้อมทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย

ความพร้อมด้าน เงินทุน ถือเป็นปัจจัยแรกที่ธุรกิจต้องประเมิน ทั้งเงินสดและระยะเวลาที่สามารถดำเนินกิจการโดยไม่มีรายได้เข้ามาหมุนเวียนเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง รวมทั้งต้องวิเคราะห์ต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่อเดือนในปัจจุบัน

การประเมินเงินทุน โดยจะต้องประเมินอยู่บน 2 สถานการณ์ คือ

สถานการณ์ที่ดีที่สุด และสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพื่อพิจารณาหาจุดตัดสินใจในการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เช่น การปรับลดขนาดธุรกิจ หรือการเร่งหาเงินทุนสำรอง เป็นต้น

สำหรับ เทคโนโลยี  เช่น Cloud Computing หรือ Software-as-a-Service มาปรับใช้ เสริมสร้างความยืดหยุ่นและลดต้นทุนการดำเนินงาน

ด้าน บุคลากร เสริมขีดความสามารถผ่านการยกระดับทักษะ ควบคู่กับการนำทักษะเดิมมาปรับปรุงและพัฒนาให้พร้อมรับมือกับการแข่งขันหลังวิกฤต เช่น ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ทักษะการคิดวิเคราะห์ และทักษะการปรับตัวและเปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นอกจากบุคลากรจะมีความสามารถเพิ่มขึ้นยังเป็นการเพิ่มระดับความผูกพันและความจงรักภักดีต่อองค์กรด้วย

 

A ที่ 2

Alleviate บรรเทาผลกระทบเพื่อต่ออายุธุรกิจ

การปรับลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อรักษากระแสเงินสดไว้ให้นานที่สุด เป็นหลักการสำคัญในการประคองธุรกิจท่ามกลางภาวะวิกฤต เพื่อให้สามารถนำเงินทุนเหล่านั้นไปบรรเทาผลกระทบด้านต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยควรดำเนินการควบคู่กับการมองหาแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้น

การทำ Alleviate ที่สำคัญประกอบด้วย

การสร้างความยืดหยุ่นด้านค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนต้นทุนคงที่ หรือ Fixed Cost  ซึ่งมักเป็นต้นทุนระยะยาวและไม่ก่อให้เกิดรายได้

ช่วยเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของธุรกิจ จะต้องปรับ Fixed Cost ให้กลายเป็นต้นทุนแปรผันตามรายได้ หากไม่มีรายได้ก็จะไม่มีรายจ่ายเกิดขึ้น เช่น การเลือกจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาดูแลโครงการต่าง ๆ เพื่อลดการจ้างพนักงานประจำ การหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานบางขั้นตอน รวมถึงการนำเทคโนโลยีบางประเภท เช่น Cloud Computing หรือ Software as a Service เข้ามาใช้เพื่อลดต้นทุนด้านเทคโนโลยี

การมองหาเงินทุนสำรอง จากแหล่งเงินทุนสำรองหรือเข้าร่วมโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถาบันการเงิน เช่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อสำหรับ Small Business พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสมมารองรับการดำเนินธุรกิจ   

 

A ที่ 3

Adjust การปรับตัวให้รอดพ้นจากวิกฤต

เมื่อโควิด-19 ได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มาพร้อมกับความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลง

สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อให้สินค้าและบริการยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกของลูกค้า ธุรกิจจึงต้องปรับในเรื่องของ

ความสามารถในการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์และบริการให้เข้ากับอุปสงค์ของลูกค้า พชรมองว่าภาวะวิกฤตทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าเปลี่ยนไป กำลังซื้อลดลง เกิดการมองหาสินค้าและบริการที่มีความคุ้มค่าสูงมาทดแทน

ธุรกิจจึงต้องปรับตัวเพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ เช่น การปรับลดราคาสินค้า เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเกิดความสนใจและตัดสินใจซื้อทันที หรือการจัดแคมเปญการตลาด เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้ารับทราบถึงสินค้าหรือบริการรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการมากขึ้น

การประยุกต์ใช้ข้อมูล ด้วยการนำ Big Data เข้ามาปรับใช้จะทำให้ธุรกิจสามารถตัดสินใจเพื่อวางกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเพื่อพิจารณางบประมาณในการทำการตลาดให้ตรงจุด และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้ทราบว่าใครคือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อ เพื่อที่จะสามารถคาดการณ์ยอดขายได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนำเสนอให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

 

A ที่ 4

Augment เสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินงาน

เมื่อวิกฤตคลี่คลายและกำลังซื้อเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ธุรกิจที่มีเงินทุนและศักยภาพการดำเนินงานมากเพียงพอควรลงทุนเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และทรัพยากรคนคุณภาพสูง เพื่อเร่งสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันก่อนธุรกิจอื่น

พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยการมองหาแหล่งรายได้ใหม่จากทั้งลูกค้ากลุ่มใหม่ และกลุ่มที่มีความต้องการซื้อในสินค้าหรือบริการนั้นแล้วแต่เป็นลูกค้าของแบรนด์คู่แข่ง ผ่านการนำเสนอ ‘จุดขาย’ ที่จะทำให้คนทั้งสองกลุ่มกลายมาเป็นลูกค้าของบริษัท

ส่วนธุรกิจที่ยังไม่มีความพร้อมสำหรับการลงทุนทุกด้านในช่วงเวลาเดียวกัน อาจเริ่มจากการลงทุนในส่วนที่จะเสริมศักยภาพการดำเนินงานให้กับธุรกิจได้มากที่สุดเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงทยอยลงทุนให้ครบถ้วนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ

พชร แนะนำต่อว่า Augment ในส่วนของการขยายฐานลูกค้าใหม่ สามารถทำได้โดยนำเสนอสินค้า บริการ และสิทธิประโยชน์ที่มีความแตกต่างผ่านช่องทางการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้โดยตรง เช่น การทำการตลาดในรูปแบบ Personalized Marketing  และการทำการตลาดผ่านช่องทาง Email Marketing  โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับบริษัท และดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยซื้อสินค้าและบริการดังกล่าวมาก่อน  และลูกค้าจากแบรนด์คู่แข่งให้หันมาซื้อสินค้าและบริการของบริษัทแทน   

การลงทุนเพื่อสร้างแต้มต่อให้ธุรกิจ ผ่านการลงทุนเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อเสริมความได้เปรียบ สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันหลังวิกฤต ส่วนธุรกิจที่มีศักยภาพค่อนข้างจำกัดอาจเริ่มลงทุนในส่วนที่จะสามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้มากที่สุดเป็นอันดับแรก โดยข้อดีของการลงทุนในช่วงนี้ คือมีอัตราต้นทุนค่าเสียโอกาส อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าการลงทุนในภาวะปกติ

วางแผนปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรด้วยการขยายบุคลากรคุณภาพ เพื่อให้มีความพร้อมให้การทำงานเป็นไปอย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพสูงสุดได้ทันทีหลังสถานการณ์คลี่คลาย องค์กรจึงควรมีแผนในการสรรหาบุคลากรคุณภาพสูงเข้ามาร่วมงานที่เหมาะสม เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับธุรกิจ พร้อมทั้งแผนในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงานในด้านต่าง ๆ

เพราะกุญแจสำคัญของการเอาชนะวิกฤต คือ ความพร้อมในการปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ธุรกิจสามารถฟันฝ่าความท้าทายและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด พร้อมต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ จาก New S-Curve เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนองค์กรในอนาคต

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน