กระแสของ Digital Transformation ทำให้ใครต่อใครเริ่มกังวลกันแล้วว่า อนาคตเราจะอยู่รอดหรือไม่ Kilorun
ในเมื่อดิจิทัลเข้ามาแก้ไข Pain point ได้ดีกว่ารูปแบบอนาล็อก เห็นชัดว่าคลื่นนวัตกรรมได้ซัดให้หลายๆธุรกิจจมหายไป และอีกหลายธุรกิจที่กำลังจ่อคิวตามไป Kilorun
คำถามสำคัญของการพูดคุยวันนี้ หนึ่งในนั้นจะมีธุรกิจ “อีเวนท์” หรือไม่
“ไม่หาย มีแต่ดีขึ้น”
เป็นคำตอบที่ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ยืนยันตั้งแต่ประโยคแรกสนทนา
“หลายคนก็ถามผมแบบนี้ นั่นเพราะคุณมองว่าอีเวนท์มีฟังก์ชันแค่เรื่องการสื่อสาร ถ้ามุมนี้มุมเดียว แน่นอนอีเวนท์ก็ต้องถูก Disrupt แน่ๆ เพราะคุณส่งไลน์ ส่งอีเมล โพสเฟซบุ๊กก็ได้ ทำอีเวนท์ทำไม แต่จริงๆอีเวนท์มันไม่ได้มีแค่นั้นไง
มนุษย์เราไม่ได้ต้องการแค่เมสเซส เราต้องการประสบการณ์ เราต้องการอยู่ในสถานที่นั้น เราต้องการอยู่ในกิจกรรมด้วยตัวเราเอง เราต้องการเลือกสินค้าด้วยตัวเอง เราต้องการดื่มด่ำกับบรรยากาศ เราต้องการแสดงสถานะภาพแสดง สถานภาพ รสนิยมของเรา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ดิจิทัลไม่สามารถทดแทนได้ ผมยืนยันว่าอีเวนท์ไม่มีทางหายไปไหน”

Experience Event พลาดงานนี้ก็คงไม่มีอีกแล้ว
ตรงกันข้าม ดิจิทัลกลับทำให้ธุรกิจอีเวนท์เติบโตมากขึ้น แต่ “หัวหน้าหมู่บ้าน Creative” ย้ำว่ากุญแจสำคัญของอีเวนท์ คือต้องสร้าง Value Added หรือ“ประสบการณ์ล้ำค่า” ให้กับผู้บริโภคได้
“ดูอย่างอุ่นไอรักสิ ทำไมประสบความสำเร็จ จะมีโอกาสสักกี่ครั้งในชีวิตที่คุณได้ใส่ชุดไทยถ่ายรูปกับสถานที่สวยๆกับบรรยากาศทุกคนแต่งตัวที่เหมือนย้อนไปในยุครัชกาลที่ 5 นี่ล่ะคือสิ่งที่อีเวนท์ที่จะประสบความสำเร็จต้องให้ความสำคัญ หรือยกตัวอย่างศิลปินต่างๆ เมื่อก่อนขายเทปขายซีดี เดี๋ยวนี้ขายคอนเสิร์ต ขายอีเวนท์ เพราะการดู Live มันไม่มีอะไรมาแทนได้ไง ต่อให้ Live เฟซบุ๊กแต่มันก็เทียบกับดูหน้าเวทีไม่ได้”
“ผมเพิ่งไปงาน Tomorrowland ที่เบลเยี่ยมมา นี่เป็นงาน EDM ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผมเห็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คนที่มาเขาไม่ได้สนใจแค่ศิลปิน แต่เขามาเสพบรรยากาศ มาดื่มด่ำกับไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกับใช้ชีวิตอีกโลกหนึ่ง เป็นงานที่เต็มไปด้วยกิมมิคที่ไม่สามารถหาได้ที่อื่น คุณสามารถมาได้กับเพื่อน มากับครอบครัว ทุกอย่างถูกสร้างสรรค์มาเพื่อคำว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมา เปิดจองแค่16 ชั่วโมงตั๋วก็ถูกจองหมดจากคนทั่วโลก”
“เพราะฉะนั้นอีเวนท์มันจึงเป็นเรื่องของการค้นหาไลฟ์สไตล์เพื่อที่จะสร้างประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุด ถ้าพลาดก็หาได้อีกยากหรือไม่มีอีกแล้ว ตรงนี้ล่ะคือหัวใจสำคัญของการทำอีเวนท์”
KILORUN วิ่งแบบนี้ไม่มีใครเหมือน
ยุทธศาสตร์ของอินเด็กซ์ก็จะขับเคลื่อนในลักษณะ Own Event หรือเป็นผู้จัดงานเองมากขึ้น ผลงานสำคัญของอินเด็กซ์ฯปีที่ผ่านมา คือการจัดฮอยอัน อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน 2017 ที่ ประเทศเวียดนาม ซึ่งจับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ชอบออกกำลังกาย กับชอบเดินทาง ซึ่งงานนั้นที่ผ่านมาถือเป็นการ “เบิกร่อง” ได้ดีมาก ล่าสุดปีนี้อินเด็กซ์ฯ ได้ต่อยอดด้วยการจัดงานวิ่ง KILORUN 2018 THE RUNNING FESTIVAL OF FOOD | FUN | FRIENDS | FAMILY ซึ่งเป็นงานที่หลายคนจับตาเฝ้ารอ กับเทศกาลงานวิ่งที่ไม่ซ้ำใคร

โดย “Kilo” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกิโลเมตรแต่หมายถึงกิโลกรัมด้วย หากปกติเราคงเคยเจอวิ่งแบบแข่งทำเวลา ชมบรรยากาศยามเช้า ชมพระอาทิตย์ แต่นี่แข่งทำน้ำหนัก! วิ่งเบาๆเคล้ากับแกล้ม เปลี่ยนจากชมเป็นชิม อาหาร ขนม ที่เป็นซิกเนเจอร์ของสถานที่นั้นๆ ที่เป็นไอคอนของหลายๆประเทศ เรียกว่าเอาเรื่องวิ่ง กิน เที่ยว เป็นเรื่องเดียวกัน
สำหรับรูปแบบการวิ่งมี 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.ประเภท KG (กิโลกรัม) จะเป็นเส้นทางการเดิน-วิ่ง ที่วัดผลด้วยกิโลกรัมทำน้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ 0.5 KG และ 1 KG ก็จะได้รับเหรียญรางวัลแบบไม่ซ้ำใคร ในงานจะประกอบด้วยอาหารชั้นนำของเมืองไทยและร้านอาหารชื่อดังระดับมิชลินสตาร์ เป็น Signature รสเลิศของแต่ละเมือง พร้อมชมบรรยากาศสวยๆ ตามเส้นทางเดิน โดยเส้นทางจะผ่านสถานที่ท่องเที่ยว (Iconic Attractions) ที่น่าสนใจ สำหรับเส้นทางกรุงเทพผ่านไปแล้วในวันที่ 24-25 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งงานประสบความสำเร็จมาก โดยมีนักวิ่งเข้าร่วมงานกว่า 2,600 คนทีเดียว

“นี่คือประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ซึ่งนอกจากได้กิจกรรมเพื่อสุขภาพแล้วยังได้เรื่องวัฒนธรรมอาหารการกินของแต่ละชาติ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ต่างประเทศ”
“ถ้าคุณจับไลฟ์สไตล์ผู้คนได้ คุณก็จะเห็นว่าอีเวนท์มันคือคำตอบของธุรกิจ ผมจัดงานวิ่งที่เวียดนามเสร็จ มีแต่คนถามถึงว่าเมื่อไหร่จะมีอีก จะจัดที่ไหน ซึ่งตอนนี้ที่ดีลไว้แล้ว 2 ที่ ทั้ง “Kilorun บาหลี” จะจัดขึ้นช่วงวันที่
2-3 มิ.ย. และ “Kilorun โอซาก้า” จะจัดขึ้นช่วงวันที่ 29-30 ก.ย.เป็นสถานีต่อไป เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว รอติดตามกัน”
อีเวนท์ของประเทศไทยโตได้ ต้องหลุดกับดักวัฒนธรรม
อย่างที่เขาบอกตั้งแต่แรก อีเวนท์ที่ประสบความสำเร็จต้องสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคให้ได้ ซึ่งประเทศไทยเองก็มีต้นทุนวัฒนธรรมที่สามารถประยุกต์พัฒนาต่อยอดได้ไกลระดับโลกอย่าง Tomorrowland ได้
“จริงๆ ประเทศไทยเหมาะมากในการมีมหกรรมอีเวนท์ระดับโลกแบบ Tomorrowland อย่าลืมว่าเราเองก็มีประเพณีสงกรานต์ที่ไม่มีประเทศใดมี แต่ทำไมพอพูดถึงสงกรานต์ถึงมีแค่สีลม ข้าวสาร เซ็นทรัลเวิลด์ ผมเชื่อว่า
อีเวนท์อย่างงาน S2O สามารถต่อยอดสเกลให้ใหญ่กว่านี้ได้ ไม่ควรจำกัดแค่ RCA แต่ควรใช้ Iconic Attractions สำคัญในบ้านเรา ที่พอพูดปุ๊บ ฝรั่งเขาก็อยากมาอยู่แล้ว วัดวาอาราม มันสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องทำให้เป็น ทำให้เหมาะสม มันอาจจะยากตรงนี้ แต่ถามว่าควรทำไหม ผมฟันธงว่าควร”
เรามักยึดติดกับความเชื่อเดิมๆที่จำกัดความสร้างสรรค์ เอะอะก็ว่าขัดกับวัฒนธรรม ขัดกับจารีตเก่าโบราณ ผมมองทุกอย่างมันมีพลวัตขับเคลื่อนของมัน ระหว่างการสร้างสรรค์ให้มันเกิดประโยชน์ กับการรักษาแบบเดิมแล้วปล่อยให้มันตาย อย่างไหนคุณว่าดีกว่ากัน
ในฐานะ “ครีเอทีฟอีเวนท์”อันดับหนึ่งของประเทศ เขามองว่า Digital Transformation ไม่ได้มา Disrupt ธุรกิจอีเวนท์ แต่จะช่วยส่งเสริมให้อีเวนท์ที่น่าสนใจ เป็นที่รู้จักและเข้าถึงอีเวนท์นั้นได้ง่ายมากขึ้น
ตราบใดที่มนุษย์มีไลฟ์สไตล์ อีเวนท์ไม่มีทางตาย
อ่านเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ คลิก
ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
Related