เป็นแรงผลักดันให้เดินหน้า – ทุกครั้งที่นิ่งนอนใจเลื่อนงานยังไม่ถึงเส้นตายออกไปก่อน มวลความกังวลขนาดมหึมาจะก่อตัวขึ้นในความคิดทันทีที่รู้ตัวว่า “หากไม่ทำให้เสร็จ ตัวเรานี้แหละเสร็จแน่” สังเกตไหมว่าหากรู้ตัวชื่อเสียงที่สร้างมาจะเสื่อมเสีย ปิด Job ไม่ได้หรืออดเลื่อนขั้น คุณจะผลักดันให้เดินหน้าทำงานเต็มกำลัง จนมารู้ตัวอีกทีงานก็เสร็จเรียบร้อยพร้อมความภาคภูมิใจที่ได้มา นี่เองคือประโยชน์ข้อแรกของการแปลงความกังวลให้เป็นพลัง
ปลุกความกล้าไม่หวั่นงานท้าทาย – ระหว่างที่ความกังวลวนอยู่ในหัว เมื่อถึงจุดตกผลึกคุณย่อมคิดได้ว่า “เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน” ซึ่งจะตุ้นให้กล้าออกมาจากพื้นที่คุ้นเคย (Comfort Zone) ทำเรื่องที่ไม่เคยมาก่อนและทุ่มไปทางใดทางหนึ่งแบบไม่ประนีประนอมกับตัวเองอีกต่อไป โดยผลที่ได้หลังงานเสร็จถ้าประสบความสำเร็จคือความสร้างสรรคหรือแนวทางทำงานใหม่ๆ ส่วนถ้าล้มเหลวก็ยังไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดเพราะอย่างน้อยคุณก็ได้รู้ว่าสามารถไปต่อไปถึงไหนหากกรอบที่ตั้งไว้มานานพังทลายลง
เตือนว่าต้องรอบคอบกว่าเดิม – เมื่อถูกความกังวลรุกเข้ามาประชิดตัว นั่นเป็นสัญญานว่าถ้าถอยอีกก้าวเดียวคุณก็จะตกลงไปกระแทกกับความล้มเหลวอย่างจัง แต่ถ้ายังไหวตัวทัน แปลงความกังวลเป็นพลังได้ นอกจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 และสติจะทำงานเต็มที่แล้ว ความรอบคอบก็จะเต็มเปี่ยมในทันที รู้ได้เลยว่าสิ่งไหน ทางไหนที่ ‘ใช่’และอะไรใช้เล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุด
เพิ่มความตรงต่อเวลา – ภาวะการรับรู้เวลาบกพร่องจะหายขาดโดยฉับพลันที่เกิดความกังวล เพราะ ณ ขณะนั้นคุณจะตระหนักแล้วว่าหากอยากได้ความสำเร็จมาครองต้องทำงานให้เสร็จทันกำหนดส่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณถึงตื่นเช้า แต่งตัวดีและใช้สมองกับสองมือสร้างสุดยอดผลงานได้เสมอทุกครั้ง หลังสามารถแปลงความกังวลให้เป็นพลัง
ช่วยให้มีสายตาของคนช่างสังเกต – ประโยชน์ข้อถัดมาถ้าคุณสามารถแปลงความกังวลเป็นพลังได้คือ สังเกตเห็นรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ทั้งที่จะช่วยพาไปสู่ความสำเร็จและจุดสะดุดที่สร้างความล้มเหลว ขณะเดียวกันความกังวลเหล่านี้ยังทำให้คุณมีวิสัยทัศน์ มองขาดว่าจะติดต่อคนไหนและใครที่ควรเลี่ยงเพื่อให้งานลุล่วง
ไม่ชนทางตันระหว่างทำงาน – ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความกังวลไม่ต่างจากขุมพลังซึ่งจะเป็นประโยชน์ทุกครั้งถ้าใช้เป็น โดยถ้าใครยิ่งมีมากก็เป็นไปได้ว่า ทักษะในการคิดพลิกแพลงก็จะมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งทำให้เมื่อนำไปปฏิบัติจริงจึงมีน้อยครั้งที่เหล่าคนขี้กังวลจะชนเข้ากับทางตัน และบางครั้งสิ่งที่ได้มาระหว่างทำงานเมื่อนำไปพัฒนาต่ออาจกลายเป็นนวัตกรรม
ไร้ความหวั่นไหว มีไฟลุยต่อได้เกิน 100 – หากกังวลนั่นหมายความว่าคุณใส่ใจกับงาน ไม่ว่าอุปสรรคตรงหน้าจะหนักหนาแค่ไหน ต่อให้ถูกผลักจนล้มสักกี่ครั้งก็ไม่ท้อ ไม่หวั่นไหว ก็ยังเดินต่อไปหยุดจนกว่าปัญหาจะคลี่คลายและงานลุล่วง แม้คนอื่นอาจมองว่าเป็นถูกบีบให้ต้องเอาตัวรอดในนาทีสุดท้ายก็ตาม
ไม่เปิดจุดอ่อนให้คู่แข่งได้เห็น – ในสถานการณ์ที่งานหนักเป็นสองเท่าจากทั้งการส่งงานให้ทันเส้นตายและต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่ง ความกังวลจะทำให้คุณพัฒนาตัวเองให้พร้อมเต็มที่เพื่องาน ติดอาวุธให้ตัวเองจนไร้จุดอ่อนและขณะเดียวกันยังเล็งเห็นจุดอ่อนของฝั่งตรงข้ามอีกด้วย จนในที่สุดถึงเส้นชัยก่อนคู่แข่งอย่างเหนือชั้น
เป็นเวลาคุยกับตัวเอง – ประโยชน์ข้อสุดท้ายของความกังวลคือเปิดโอกาสให้คุณได้คุย ได้ปรึกษา ได้ประเมินตนเอง ทั้งเพื่อพัฒนาจุดแข็งและกำจัดจุดอ่อน เพราะคุณคือคนที่รู้จักตนเองดีที่สุด โดยทุกครั้งที่ได้โอกาสนี้ควรใช้ให้คุ้ม สนทนากับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ เพื่อให้เก็บไว้ใช้เป็นบทเรียน จัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น / entrepreneur
