ย้อนไปกลางปี 2020 ธุรกิจน้อยใหญ่ทั่วโลกต่างเผชิญผลกระทบจากวิกฤตโควิดรอบแรก โดยหนึ่งในธุรกิจที่ร่วงหนักสุดคือสายการบิน สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้มหาเศรษฐีหลายคนต้องคิด-วิเคราะห์-แยกแยะว่า ธุรกิจไหนจำเป็นต้องเก็บไว้ และธุรกิจไหนที่ต้องขายออกไปบ้างเพื่อนำเงินมากู้วิกฤต

ณ เวลานั้นการขายหุ้นก้อนใหญ่ของ Virgin Galactic บริษัทท่องอวกาศในเครือ Virgin เพื่อประคองไม่ให้สายการบิน Virgin Atlantic สายการบินใหญ่ในเครือล้มละลายตาม Virgin Australia ไป คือการบอกโดยนัยว่าธุรกิจด้านอวกาศยังไม่มีความจำเป็น

ทว่าอีก 1 ปีต่อมา เมื่อสถานการณ์โควิดโดยเฉพาะในสหรัฐฯ ทุเลาและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว Virgin Galactic ก็เหมือนนกฟินิกซ์บินออกมาจากกองเพลิง บินแซงขึ้นอวกาศทั้ง SpaceX และ Blue Origin บริษัทคู่แข่งที่ก่อตั้งมาก่อน ประเดิมทริปทัวร์อวกาศได้เป็นบริษัทแรก

ต่อมา Blue Origin ของ Jeff Bezos มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกผู้ก่อตั้ง Amazon ก็กู้หน้าประเดิมทริปแรกตามไป และในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีอีกสองความเคลื่อนไหวสำคัญที่เชื่อมโยงกันเกิดขึ้น คือการประเดิมภารกิจแรกของ Virgin Orbit บริษัทพาดาวเทียมสู่วงโคจรในเครือ Virgin ที่แตกออกมาจาก Virgin Galactic อีกที

และการที่โครงการพัฒนาดาวเทียมอินเทอร์เน็ตของ Amazon อ้าแขนรับทีมงานของ Facebook ในธุรกิจเดียวกันแบบยกทีม นี่เป็นการยืนยันว่ากิจการด้านอวกาศตั้งแต่ปล่อยจรวด พาดาวเทียมสู่วงโคจรและทัวร์อวกาศเริ่ม Take-off แล้ว และมีแนวโน้มเติบโต

ล่าสุดเทรนด์นี้ถูกตอกย้ำอีก ด้วยการที่ Porsche SE บริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ในเครือยานยนต์ Volkswagen ประเดิมลงทุนใน Isar Aerospace บริษัทสตาร์ทอัปด้านการปล่อยจรวดและพาดาวเทียมสู่วงจรในเยอรมนี

Porsche SE ร่วมลงทุนในการระดมทุนรอบล่าสุดของ Isar Aerospace มูลค่า 75  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,500 ล้านบาท) และได้หุ้นส่วนน้อยมาครอง

Lutz Meschke หัวเรือใหญ่ฝ่ายบริหารจัดการ การลงทุนของ Porsche SE เชื่อว่าเป็นการลงทุนที่คุ้ม และเล็งเห็นว่า Isar Aerospace ที่ตั้งเป้าประเดิมภารกิจแรกในปี 2022 มีศักยภาพในการขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญด้านกิจการอวกาศของยุโรป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ Porsche SE น่าสนใจในหลายด้านๆ เริ่มจากเป็นการรุกสู่กิจการอวกาศของกลุ่มทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์

ตามด้วยเป็นการยืนยันถึงความ ‘เนื้อหอม’ ของ Isar Aerospace ที่ก่อตั้งโดยนักศึกษาวิศวกรรมในเยอรมนีเมื่อ 3 ปีก่อน และมีบริษัทใหญ่ ๆ แห่งอื่น ๆ เช่น Airbus รวมถึงอดีตผู้บริหารของ SpaceX มาร่วมลงทุน จนได้รับฉายาว่าเป็น SpaceX ฝั่งยุโรป

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ทำให้ดีลนี้ของ Porsche SE ถูกจับตามอง คือแนวโน้มการปล่อยจรวดและพาดาวเทียมสู่วงโคจร ที่จะมีราคาเอื้อมถึงได้มากขึ้น เพราะขนาดของดาวเทียมจะลดลงแต่จำเป็นมากขึ้นตามการเติบโตของการเชื่อมต่อสัญญาณกับอุปกรณ์ใกล้ตัว

ประกอบกับความต้องการมีดาวเทียมเป็นของตัวเองของบริษัทเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการบริหารจัดการอภิมหาข้อมูล (Big Data) รวมไปถึงการขยายตัวของการทัวร์อวกาศ

ท่ามกลางการคาดหมายว่าในปี 2027 ธุรกิจปล่อยจรวดและพาดาวเทียมสู่วงโคจรจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มเป็น 35,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ดังนั้นบริษัทที่ออกตัวลงทุนก่อนอย่าง Porsche SE จึงจะได้เปรียบ เก็บดอกผลได้ก่อนและมากกว่านั่นเอง/cnn, dw, gizmodo, yahoo



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน