เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานเกินรอ คนธรรมดา (ที่มีตังมากสักหน่อย) ไม่ต้องเป็นมนุษย์อวกาศ ก็สามารถไปท่องอวกาศได้แล้ว ผมเชื่อว่ามนุษยชาติคงสามารถบุกอวกาศและไปตั้งถิ่นฐานในดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้สำเร็จภายในทศวรรษหน้า ทั้งนี้เพราะชาติมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน สหภาพยุโรป ต่างแข่งกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่มหาอำนาจตัวน้อย (คิดเอาเอง) อย่างประเทศไทย ก็ยังประกาศว่าจะส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์…จริง ๆ

โรคระบาดร้าย โควิด-19 ที่แผลงฤทธิ์มาร่วมสองปี ฆ่าคนตายทั่วโลกเป็นล้าน สำหรับประเทศไทย (ในวันที่เขียนบทความนี้) ยอดคนตาย 141 คน คนป่วยหมื่นกว่าคน ผู้ป่วยสะสมสามแสนกว่าคน หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวัน เราคงต้องจำทนอยู่กับเจ้าโรคร้ายนี้ไปอีกนานพอสมควร ตราบใดที่ยังมีคนทำมาหากินกับวัคซีนที่ใช้มาสร้างภูมิคุ้มกัน และเจ้าโรคร้ายก็เก่งที่จะพลิกแพลงสายพันธุ์หลบหลีกไปเรื่อย แบบที่เรียกว่าไล่ไม่จน

แต่ใช่ว่าเจ้าโรคร้ายจะสร้างปัญหาให้ชาวโลกมากมาย หากมองในด้านดี (แบบบวกสุด ๆ) โควิด-19 เป็นตัวเร่งอย่างสำคัญที่ทำให้เราต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดและไปต่อได้

การที่ต้องเว้นระยะห่าง การปิดเมือง ปิดประเทศ จำกัดการเดินทาง การทำงานที่บ้าน ทำงานคนเดียว การป้องกัน สุขอนามัย ฯลฯ ทำให้การทำงานในปัจจุบันและอนาคตจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี และคนทำงานต้องพัฒนาทักษะ ความเก่ง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมอ่านรายงานของ World Economic Forum เรื่อง The Future of Jobs Report ระบุว่า กว่า 44% ของธุรกิจทั่วโลก (ประมาณ 17 ประเทศ) คาดหวังว่าประสิทธิภาพของพนักงานจะต้องพัฒนาไม่เพียงแต่ด้านวิชาการ (Academic Skills) เท่านั้น แต่ต้องพัฒนาทักษะการทำงาน (Soft Skills) ที่จำเป็นต่อการเติบโตขององค์กร

Bill McDermott ซึ่งเป็น CEO ของ ServiceNow บริษัทซอฟต์แวร์ของสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวไว้ว่า

“โลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีแต่มนุษย์ยังสำคัญ การเชื่อมโยงใด ๆ ที่ไม่พึ่งพามนุษย์จะถือว่าไม่มีการเติบโตเลย เพราะอย่างน้อย ๆ อัลกอริทึม (Algorithm) ของหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีอื่นก็ไม่สามารถทดแทนมนุษย์ได้ เพียงแต่มนุษย์เราต้องพัฒนาตัวเองในสิ่งที่เทคโนโลยีทำไม่ได้”

ประชากรโลกในปัจจุบัน มนุษย์ใน Gen Z (คนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2538-2552) และ Gen Millennial หรือ Gen Y (คนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2523-2539) เป็นแรงงานหลักในการพัฒนาประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องพัฒนา Soft Skills ไม่ว่าจะเรียนวิชาการ (Academic) มาด้านใดก็ตาม

ทั้งนี้ใช่ว่าคนใน Gen อื่น ๆ ไม่ต้องพัฒนาทักษะ Soft Skills ที่ว่านี้ เพียงแต่อาจจะไม่จำเป็นต้องแข่งขันมากนัก เอาแบบว่าพัฒนาแบบช้าหน่อย ค่อยเป็นค่อยไป ก็พอได้ โดยเฉพาะ Gen Baby Boomer (คนที่เกิดระหว่าง พ.ศ. 2489-2507)

ทักษะที่จำเป็นต้องมีหากต้องการไปต่อ

  1. การคิดเชิงวิเคราะห์ (Analytical and Critical Thinking)

ในอดีตหลายคนอาจจะมองว่าทักษะด้านนี้จำเป็นสำหรับผู้บริหารหรือพนักงานที่ทำงานด้านวิจัย วางแผนงาน เท่านั้น แต่ในปัจจุบันและอนาคต ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์หรือเชิงวิพากษ์ถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญและมีค่าที่สุด เป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เหตุผลก็เพราะว่าการทำงานในปัจจุบันและอนาคตเต็มไปด้วยข่าวสาร ข้อมูล แบบที่เรียกว่า Big Data ทำให้คนทำงานที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้ตรรกะเหตุผลในการวิเคราะห์ ตีความ ประเมิน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนมาก พูดง่าย ๆ ว่ารู้จักเลือก รู้จักใช้ รู้จักย่อยข้อมูลให้เหมาะสม เกิดประสิทธิผลกับงานที่ทำ

  1. การบริหารจัดการด้วยตนเอง (Self-management)

การทำงานระยะไกล ทำงานที่บ้าน ทำงานด้วยตนเอง ยังคงอยู่ต่อไปแม้ว่าโรคระบาดร้ายจะถูกปราบจนจบสิ้น เพราะทำให้ต้นทุนการประกอบการของธุรกิจลดลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เกิดการสูญเสียเวลาและการทำงานว่างเปล่า (อู้งาน) การทำงานจะวัดกันด้วยผลงาน ประสิทธิผลของงานมากกว่าระยะเวลาของการทำงาน เพราะฉะนั้น การบริหารจัดการตนเอง การมีวินัย แรงจูงใจ ความรับผิดชอบ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การรู้จักปรับตัว การยืดหยุ่น ความอดทนต่อความเครียดเป็นเรื่องจำเป็นในการทำงานที่ทุกองค์กรต้องการ พูดไปแล้ว เหนื่อยจริง ๆ สำหรับการทำงานในโลกยุคใหม่ แต่มันเป็นสภาพบังคับแบบไม่มีตัวช่วยจริง ๆ

  1. ความฉลาดทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Intelligence)

การควบคุมอารมณ์ในการทำงานเป็นเรื่องจำเป็นในการทำงานกับคนจำนวนมาก แบบว่าวีนพร่ำเพรื่อจนไม่มีใครอยากทำงานด้วย เมื่อต้องทำงานคนเดียว เรื่องการบริหารจัดการอารมณ์ตนเองก็ยังจำเป็น นอกจากนี้ ยังต้องรู้จักเข้าใจสังคม รู้ว่าอะไร ควรพูด อะไรควรทำ ในการทำงานประสานกับผู้อื่น ความสามารถในการติดต่อสื่อสาร ไม่ใช่รู้จักพูดเท่านั้น ต้องรู้จักกระแสสังคม รู้โอกาสและจังหวะอีกด้วย

  1. ความเป็นผู้นำ (Leadership)

หมดสมัยการทำงานแบบ “มีนายคอยสั่งให้ทำโน่น ทำนี่” เพราะการทำงานรูปแบบใหม่ วัดกันที่ผลของงาน ประสิทธิผลของงาน การทำงานเป็นตัวของตัวเอง รับผิดชอบตนเอง เป็นนายตนเอง คือการกระจายอำนาจไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่ง ผู้บังคับบัญชาหรือนายต้องปรับตัวเป็น “ตัวช่วย” คอยแนะนำให้คำปรึกษาและคอยกำกับให้พนักงานทำงานไปสู่จุดหมายที่ตกลงกัน เพราะฉะนั้นพนักงานทุกคนจึงเป็นผู้นำตัวจริงในงานที่ทำ งานที่รับผิดชอบ

  1. ความรู้ด้านดิจิทัล (Digital Litercy)

การทำงานในปัจจุบันและอนาคตพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างมากและจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบเผลอเป็นตกกระบวน ไปต่อไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความทุกคนต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีทุกเรื่อง แต่ทุกคนต้องมีทักษะในการเลือกและใช้เทคโนโลยีที่เหมาะกับงานที่ทำ ต้องตามเทคโนโลยีให้ทัน อย่างน้อยก็ควรมีความรู้พื้นฐานในเทคโนโลยีนั้น ๆ เช่น ศักยภาพของแอปพลิเคชันต่าง ๆ บล็อกเชน ฯลฯ

ตราบใดที่โลกยังพัฒนา มนุษยชาติยังไม่หยุดคิด ไม่หยุดแข่งขัน การแย่งชิงทรัพยากร ภัยคุกคามจากโรคระบาด ฯลฯ ทำให้เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องและนำมาใช้ คนที่ทำงานต้องพัฒนาทักษะ (ความเก่ง) ให้ทัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเลิศในทุกเรื่องแต่จำเป็นต้องรู้ในทุกเรื่อง และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในงานที่ทำแบบจริง ๆ

Jack Ma มหาเศรษฐีชาวจีน ผู้ก่อตั้ง Alibaba Group เคยกล่าวว่า “หากคุณสามารถทำงานให้คนอื่นได้ 8 ชั่วโมงต่อวัน คุณก็ควรทำงานเพื่อตนเองอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน”

หมายความว่า คนเราต้องพัฒนาตนเองอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน เพราะ Jack Ma และเจ้าพ่อเทคโนโลยีอีกหลายคน คิดกันแบบนี้ จึงไม่แปลกเลยหากผมจะสรุปว่า เราต้องพัฒนาทักษะตนเอง อย่างน้อยก็ประมาณที่ผมสาธยายไปในบทความตอนนี้ และคงจะมากกว่านี้ เพราะเทคโนโลยีมันไม่รอใครจริง ๆ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน