หากคุณยังไม่เข้าใจเรื่อง Blockchain ขอแนะนำให้อ่าน 2 บทความนี้ก่อน >> รวมทุกอย่างที่ต้องรู้ “BLOCKCHAIN” และ Blockchain is coming … ศึกษาให้ดี ก่อนจะสายไป
และถ้าคุณเข้าใจแล้ว ขอเข้าเรื่องเลยละกัน จากงานสัมมนาที่ Dtac ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เชิญ Alex Tapscott มาพูดเรื่อง Blockchain Revolution ซึ่ง Alex ได้พูดถึงการ Revolution ของทั้งภาครัฐ และเอกชนว่าทำอย่างไร ถึงจะนำ Blockchain มาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด

1.สร้างการเข้าถึงให้คนที่ขาดโอกาส (Including billions of people in the global economy)
ข้อแรกก็คือ การสร้างการเข้าถึงให้กับคนที่ห่างไกล ซึ่งปัจจุบันมี 2.5 พันล้านคนที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร หรือบัญชีเพื่อใช้ในการชำระเงินต่างๆ เพราะฉะนั้นถึงได้สมาร์ทโฟน หรือได้อินเตอร์เน็ตพวกเขาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
หากอยากให้ Blockchain สำเร็จต้องสร้างระบบที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำเรื่อง National ID จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และจะมาเกื้อหนุนกับ Blockchain ในอนาคต
ในเคนย่า ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีบัญชีธนาคาร แต่ทุกคนมีมือถือ ฉะนั้นเครือข่ายโทรศัพท์ M-Pesa จึงใช้เครือข่ายของพวกเขาในการสร้างระบบชำระเงินขึ้นมา ซึ่งถึงแม้ระบบจะไม่ใช่ Blockchain แต่ระบบนี้ก็สามารถผลักดัน 40% GDP ของประเทศให้เกิดขึ้นได้
“นี่คือพลังของการเข้าถึง”

2.ปกป้องทรัพย์สิน ด้วยการบันทึกที่ไม่มีวันหาย(Protecting rights through immutable records)
70% ของประชากรบนโลก คิดว่าพวกเขามีกรรมสิทธิ์ และที่ดินเป็นของตนเอง แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป ตอนกีฬาโอลิมปิคที่บราซิล คนหลายพันคนต้องอพยพจากบ้านของตนเอง บ้านที่พวกเขาอยู่มาทั้งชีวิต เพื่อสร้างสนามกีฬา เพียงเพราะว่ารัฐบาลประกาศว่า จริงๆแล้วที่ตรงนั้นเป็นของรัฐบาล เช่นเดียวกับปัญหาที่ดินในฮอนดูรัส ที่รัฐบาลกับประชาชนมีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน
ส่วนในเฮติ รัฐบาลจัดเก็บข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์ในรูปแบบของเอกสาร และคอมพิวเตอร์ ไว้ในอาคารเพียงหลังเดียว หลังจากแผ่นดินไหว อาคารนั้นก็ได้รับความเสียหาย และข้อมูลก็เช่นกัน
การปกป้องสิทธิ์เหล่านี้จะเข็มแข็งขึ้น หากมีการนำ Blockchain มาใช้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ข้อมูลที่ใส่ลงไปนั้นต้องตรวจสอบได้ และมีคุณภาพ เพราะหากข้อมูลนั้นผิด ก็ผิดไปตลอดกาล

3.สร้างเศรษฐกิจแห่งการแบ่งปันที่แท้จริง (Creating a true sharing economy)
Sharing Economy คือเศรษฐกิจในอุดมคติ เพราะถ้าเราสามารถบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราจะสามารถลดต้นทุน และนำเงินไปทำอย่างอื่นได้
ลองคิดดูว่าถ้ารถยนต์ส่วนตัวมีผู้นั่งเต็มประสิทธิภาพ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงที่พักในราคาย่อมเยา อิสระทางเศรษฐกิจจะเปิดกว้างขนาดไหน
ลองดูระบบของ Uber เป็นตัวอย่าง การสร้าง Identity, Reputation, Contracting และ Payment ระบบเหล่านี้สามารรันบน Blockchain ได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลทุกอย่างส่งผ่านบริษัท คนขับรถ และผู้โดยสาร

4.กำจัดตัวกลางทางธุรกรรมการเงิน (Ending the remittance rip-off)
600,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คือจำนวนเงินที่ถูกส่งออกจากประเทศที่พัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา และค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 10% สำหรับเฮติจำนวนเงินที่ส่งกลับประเทศนี้คิดเป็น 25% ของ GDP สำหรับฟิลิปปินส์คิดเป็น 13% ของ GDP
Alex เล่าว่าเขาเคยพูดคุยกับผู้หญิงชาวฟิลิปปินส์ ย้ายมาทำงานที่ Toronto เธอต้องรับเงินค่าจ้างเป็น Check จากนั้นก็ต้องเอาเงินไปขึ้นที่ธนาคาร จากนั้นเธอต้องนั่งรถไปอีกฟากของเมือง เพื่อไปตลาดฟิลิปปินส์ที่มีเคาน์เตอร์ของ Western Union อยู่ รอคิวอีกเป็นชั่วโมง เพราะเป็นวันเงินเดือนออก จากนั้นก็ยื่นเงินสดเพื่อส่งเงินกลับประเทศให้แม่ของเธอที่มานิลา ซึ่งก็ต้องรออีก 5-7 วันเพื่อรับเงิน ความทรมานก็คือไม่มีทางรู้เลยว่าเงินจะมาถึงเมื่อไหร่… เธอต้องทำแบบนี้ทุกๆเดือนมาเป็นเวลา 25 ปี
แต่ด้วยแอพ Abra เจ้านายสามารถส่งเงินเข้าบัญชีธนาคาร จากนั้นเธอสามารถส่งเงินให้แม่ของเธอได้ทันที จากค่าธรรมเนียม 9-10% เหลือเพียง 0.25% ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา และเพิ่มความปลอดภัยให้ชีวิตได้อย่างพลิฟฝ่ามือ

5.ประชาชนมีอำนาจในการปกป้องข้อมูลส่วนตัว Enabling citizens to own and monetize their data (Protect Privacy)
ปัจจุบันทุกคนหวงความเป็นส่วนตัวกันมาก เพราะข้อมูลทุกอย่างนั้นมีค่า แต่เมื่อคุณออนไลน์แล้ว ทุกอย่างแทบไม่มีคำว่าส่วนตัว “ชื่อ อายุ ครอบครัว การศึกษา รายได้ Passport เครดิต” สิ่งเหล่านี้ถูกลิงค์ไว้กับชื่อของคุณ
แต่ด้วย Blockchain คุณสามารถสร้างร่างจำลองของคุณได้ ยกตัวอย่างเช่น ร่างการเงิน ร่างการทำงาน ร่างทั่วไป ร่างโซเชียลมีเดีย แต่ละร่างจะถูกแยกออกจากกัน ฉะนั้นเวลาคุณจะสมัครโซเชียลมีเดียคุณก็เลือกร่างโซเชียลในการสมัคร เวลาคุณจะทำงานคุณก็ใช้อีกร่างหนึ่งที่มีแต่ข้อมูลการทำงาน
วิธีการนี้เราสามารถปกป้องข้อมูลของเราได้ดียิ่งขึ้น เลือกได้เลยว่าเราจะใช้ข้อมูลส่วนไหน

6.สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตทรัพย์สินทางปัญญา Ensuing compensation for the creators of value
ถ้าคุณเป็นนักแต่งเพลงสมัย 1980-1990 หากเพลงของคุณขายได้ 1 ล้านชุด คุณจะได้เงิน $45,000 แต่ในปัจจุบัน ถ้าเพลงของคุณถูกเล่นบน Spotify 1 ล้านครั้ง คุณจะได้เงิน $36 ใช่ครับ สาม-สิบ-หก เหรียญ สำหรับคนสร้างคอนเทนต์ นี่คือหายนะ แทนที่อินเตอร์เน็ตจะช่วยให้ศิลปินมีสิทธิ์ในผลงาน หรือขายได้มากขึ้น กลับทำให้ผลงานของพวกเขากลายเป็นของฟรี
แต่ด้วย Blockchain ของ Mycelia ภายในเพลงจะมีลิขสิทธิ์ฝังไว้ ทันทีที่มีคนฟังเพลง ซื้อเพลง เอาเพลงไปใช้ในโฆษณา ค่าลิขสิทธิ์จะถูกแบ่งไปยังค่ายเพลง นักดนตรี และคนเขียนเพลง โดยตรงไม่ผ่านตัวกลาง ซึ่งทำให้รวดเร็วและสร้างรานได้มากขึ้น แต่ปัญหาเรื่องการ Copy เพลงก็ไม่สามารถแก้ได้
7.Creating the halcyon days of entrepreneurship
บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก มักจะมีโรงงานเป็นของตัวเอง มักจะมีไลน์ธุรกิจสินค้าที่เกื้อหนุนกัน สาเหตุก็เพื่อลดต้นทุน แต่ด้วย Smart Contract ของ Blockchain ในอนาคตผู้ประกอบการสามมารถเข้าถึง Supply ทุกอย่าง ด้วยความรวดเร็ว เชื่อถือได้ และลดค่านายหน้าได้มาก
เมื่อผู้ประกอบการเอาเวลาไปพัฒนาเรื่องที่ตัวเองถนัดจริงๆ อุตสาหกรรมก็จะเกิด Value มากขึ้น
8.Reinventing government
หน่วยงานรัฐบาลทุกประเทศเต็มไปด้วยข้อมูล ฉะนั้นการนำ Blockchain มาใช้จะช่วยรักษาข้อมูลให้ปลอดภัย ง่ายต่อการใช้ และหากใช้ Smart Contract กับนักการเมือง ก็สามารถบริหารความโปร่งใสได้มากขึ้นเช่น หากนักการเมืองบริหารโครงการไม่ได้ตามเป้า ก็อาจถูกหักเงินเดือน ถูกลดคะแนน หรือถ้าโครงการลงทุนไม่เป็นไปตามแผน ก็ไม่สามารถเบิกงบงวดหน้าได้ เป็นต้น
นี่คือสิ่งประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังเฝ้ามองกันอยู่ และ Alex Tapscott ก็ได้รวบรวมและสรุปมาให้เราฟังกัน หากสนใจก็ไปหาหนังสือที่ Alex เขียนกันได้นะครับ
หาฟังเพิ่มเติมได้ที่ Talks At Google</a
