ย้อนกลับไปในปี 2556 หรือราว 13 ปีที่แล้ว ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ได้ออกหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด”

หนังสือที่ขายดีที่สุดของศูนย์หนังสือแห่งจุฬาฯ เป็นเวลานับปี และทุกวันนี้ถ้าพิมพ์ใหม่ก็เชื่อว่ายังมีคนอยากหามาอ่านอยู่

แต่ตอนนี้เราไม่สามารถหาซื้อหนังสือนั้นได้แล้ว เพราะตัว ดร.เอกก์ เอง ที่เป็นคนห้ามสำนักพิมพ์ผลิตเล่มใหม่

เหตุผลเพียงเพราะ “ลูกค้าซึ่งเป็นหัวใจของการตลาดนั้น เปลี่ยนทุกวัน”

ลูกค้าในวันนั้นไม่ได้เป็นเหมือนลูกค้าในวันนี้ หนังสือการตลาดเมื่อสิบปีที่แล้ว ก็ไม่สามารถใช้ในบริบทปัจจุบันได้เหมือนกัน องค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

โดยในหนังสือ “อัจฉริยะการตลาด 0.1” เล่มล่าสุดของ ดร.เอกก์ พูดถึงหลักการตลาดที่เปลี่ยนไปอยู่ 3 ข้อใหญ่ ๆ

  1. ลูกค้า 1 คน 50 มิติ

สมัยก่อน ลูกค้า 1 คน = 1 มิติพฤติกรรม ใช้ชีวิต ใช้โซเชียลแบบเดียว

แต่ในวันนี้ลูกค้าคนเดียว กลับมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น

ใน Google เป็นคนขี้สงสัย หาข้อมูลทุกอย่าง
ใน Facebook เป็นแค่คนที่ไถฟีดไปเรื่อย ๆ
ใน Instagram เป็นคนช่างคุย ชอบแชตกับเพื่อน คอมเมนต์รูปเพื่อน
ใน TikTok เป็นคนเสพวิดีโอ ไม่อ่าน Text เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าหนึ่งคน ในหนึ่งแพลตฟอร์มอาจมีได้ถึง 5 มิติ

แล้วถ้าลูกค้าคนนั้นเล่นอยู่ใน 10 แพลตฟอร์ม อาจมีทั้งหมดได้ถึง 50 มิติของพฤติกรรม

เพราะงั้นการตลาดแบบเดิม ที่ทำแค่โปสเตอร์เดียว caption เดียว วิดีโอเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์แล้ว

ในหนังสือแนะนำให้ใช้ Data-driven Marketing และ Personalization มาแก้ปัญหานี้

นำข้อมูลของลูกค้ามาดูว่าบนแต่ละแพลตฟอร์มเขาทำอะไร แล้วออกแบบแคมเปญที่ตรงกับบริบทนั้น ๆ

  1. เรื่องที่เคยต้องใช้คน อาจไม่ต้องใช้คน

สมัยก่อนจะทำงานโฆษณาหนึ่งชิ้น ต้องมีทีมหลายคน

ทำคลิป 1 คลิปต้องมีคนวางแผน ถ่าย ตัดต่อ ใส่ซับไตเติล ฯลฯ

แต่วันนี้ AI ได้เข้ามาทำหน้าที่ทดแทนได้ทั้งทีม

แพลตฟอร์ม AI Marketing บางตัวสามารถไปถึงขั้นวางโครงกลยุทธ์ แนะนำวิธียิงโฆษณา ไปจนถึงวิเคราะห์ผลให้ทันที

บทบาทของมนุษย์กำลังขยับจากคนลงมือทำทุกอย่างไปเป็นคนออกแบบโจทย์ ตัดสินใจ และดูแลความเป็นมนุษย์ของงาน

ดร.เอกก์ มองว่า ไม่ว่า AI จะเก่งแค่ไหนในปัจจุบัน แต่เขายังไม่มีความเป็นมนุษย์อย่างบริบูรณ์

ไม่มีทางเข้าใจบริบทเชิงวัฒนธรรม มุกตลก หรือศีลธรรมได้ 100%

อย่ายึดติดกับ มนุษย์ 100% หรือ AI 100% ให้คิดถึง “มนุษย์ + AI” เสมอ

  1. Creative อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีข้อมูลรองรับด้วย

การตลาดที่จะดึงดูดคนได้ ต้องสร้างสรรค์ เป็นแคมเปญที่เก๋ โดดเด่น และไม่เหมือนใคร

แต่วันนี้ความคิดสร้างสรรค์นั้น ต้องยืนอยู่บนข้อมูล (Data Driven Creativity)

ข้อมูลที่ดี ช่วยนักการตลาดกล้าคิด กล้าลอง แบบมีทิศทาง

ความสร้างสรรค์ที่ดี ช่วยให้ข้อมูลมีชีวิต และคนอยากฟัง

Creative แบบไม่มี Data ทำให้แคมเปญน่าสนใจ แต่ไม่มีผลกับธุรกิจ

Data เยอะแบบไม่มีความ Creative ก็เป็นได้แค่รายงานตัวเลขที่ไม่มีคนสนใจ

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาตลอด ทำให้มีคำถามขึ้นมาในกลุ่มนักการตลาด
“นักการตลาดที่ดีในยุคนี้ ยุคที่การตลาดกลายพันธุ์ เราต้องทำตัวแบบไหน”

ดร.เอกก์ มองว่าสิ่งที่เป็นตัวอย่างตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุดคือ “หมึกยักษ์”

สัตว์ที่อยู่มาแล้วเป็นล้านปี วิวัฒนาการได้ตลอดเวลา

และมี 4 ข้อ ตรงกับสิ่งที่นักการตลาดยุคใหม่ต้องมี

  1. หมึกยักษ์มีสายตาที่ดี

หมึกยักษ์มองเห็นได้กว้างในทะเลลึก เห็นสภาพแวดล้อมล่วงหน้า

นักการตลาดต้องเห็นให้ไกลกว่าคนอื่น เห็นว่าอนาคตของลูกค้าจะเป็นอย่างไร เทรนด์ใหม่ ๆ พฤติกรรมเปลี่ยนไปทางไหน เทคโนโลยีอะไรกำลังจะเข้ามา

  1. หมึกยักษ์มีสมองที่ดี

หมึกยักษ์นับว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ฉลาดมากในท้องทะเล

นักการตลาดต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากวางแผน แก้ปัญหาต่าง ๆ ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว

ต้องคิดถึงลูกค้า ธุรกิจ เทคโนโลยี และสังคม ไม่ใช่แค่ “ขายได้วันนี้พอ”

  1. หมึกยักษ์มี 8 หนวด

หมึกยักษ์มีหนวดหลายเส้น ทำหลายอย่างได้พร้อมกัน

นักการตลาดต้อง Multitask ได้เช่นกัน ทำได้ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ข้ามแพลตฟอร์มก็ต้องได้

พูดกับ Gen Z ไป Gen X ได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน

ทำทุกอย่างอย่างมีระบบ และพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

  1. หมึกยักษ์แปลงร่างเก่ง

หมึกยักษ์สามารถเปลี่ยนสีเปลี่ยนลายให้เหมือนสภาพแวดล้อมได้ในเสี้ยววินาที

โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วในระดับเสี้ยววินาที

นักการตลาดที่คิดได้ มองเห็น ทำเป็น แต่ “ไม่ยอมเปลี่ยน” จะหายไปจากแถวในที่สุด

ดร.เอกก์ ทิ้งท้ายในบทนี้ว่า

“นักการตลาดกลายพันธุ์ที่หนังสือเล่มนี้อยากชวนให้เป็น จึงเป็น ‘หมึกยักษ์’

ที่มีทั้งสายตายาวไกล สมองที่เปิดรับข้อมูล หนวดที่ทำหลายอย่างได้พร้อมกัน

และความสามารถในการแปลงตัวเองให้ทันกับโลก”