บรรจุภัณฑ์แก้วเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เครื่องดื่ม ยาและเครื่องมือแพทย์ โดย GlobalData Plc. ออกมาคาดการณ์มูลค่าตลาดบรรจุภัณฑ์แก้วในประเทศไทย จะเติบโตขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากบรรจุภัณฑ์จำนวน 14,725 ล้านหน่วย ในปี 2567 จากเดิมในปี 2563 ที่มีการใช้จำนวนบรรจุภัณฑ์แก้วทั้งสิ้น 13,360 ล้านหน่วย

ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสริมกำลังความพร้อมในการผลิต ทั้งในด้านจำนวนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงพัฒนานวัตกรรมและคุณภาพสำหรับการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ชื่อของ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC เป็นที่รู้จักในฐานะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ในไทย และภูมิภาคอาเซียน

BGC ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในประเทศเป็นหลัก และส่งออกไปยังทั่วโลก รวมทั้งประเทศในกลุ่ม CLMV  สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย บรรจุภัณฑ์แก้วของบริษัทฯ จะมีตั้งแต่การออกแบบตามที่ลูกค้าต้องการ และบรรจุภัณฑ์แก้วรูปแบบมาตรฐานที่ใช้ได้ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นขวดเบียร์ ขวดบรรจุเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ (Soft drinks) บรรจุภัณฑ์แก้วสำหรับบรรจุอาหาร บรรจุภัณฑ์แก้วกำจัดแมลงและยา และบรรจุภัณฑ์แก้วอื่น ๆ เช่น เครื่องดื่มให้พลังงาน, สุรา เป็นต้น

แม้อุตสาหกรรมการผลิต เครื่องอุปโภคบริโภคจะได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ประเทศ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทฯ ยังสามารถเติบโตอย่างโดดเด่นและฟื้นตัวแข็งแกร่งจากปีที่ผ่านมา โดย Q2/64 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 3,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 122 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นถึง 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถนำผลกำไรไปต่อยอดและลงทุนพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินธุรกิจของ BGC ได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา โดยบริษัทฯ เพิ่งเปิดตัว ศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ Technology and Innovation Center (TIC) ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์รวมของหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และบริษัทวิจัยจำนวนมาก ทำให้นักวิจัยจากแต่ละหน่วยงานมีโอกาสได้พบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ นำไปสู่การต่อยอดความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละแขนง บนพื้นที่ที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ โดยภายในพื้นที่ของศูนย์ TIC จะมีทั้งห้องปฏิบัติการงานวิจัยและมีระบบ simulation หรือระบบจำลองกระบวนการผลิต มีขนาดพื้นที่ทั้งหมด 1,020 ตรม.

ศูนย์ TIC ใช้เงินลงทุนก่อสร้างประมาณ 25 ล้านบาท เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยสำนักงาน ห้องปฏิบัติการ และห้องทดลองระดับ Pilot Scale ที่สร้างขึ้นเพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับความต้องการของตลาด ซึ่งการลงทุนของ BGC ในครั้งนี้ ตอกย้ำการให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพของการผลิตบรรจุภัณฑ์ก่อนปล่อยออกสู่ตลาด นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังลงทุนในส่วนอุปกรณ์เครื่องมือในการวิจัย สำหรับห้องปฏิบัติการอีกกว่า 30 ล้านบาท   

สำหรับห้องปฏิบัติการจะมีอยู่ทั้งหมด 10 ห้อง รวมถึงห้องสำหรับการวิเคราะห์ทดสอบต่าง ๆ โดยภายในศูนย์ TIC จะมีเครื่องที่เรียกว่า Scanning Electron Microscope ซึ่งเป็นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดผลิตภัณฑ์สำหรับปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต รวมถึงยังมีเตาหลอมไฟฟ้า 3 เตา ที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,700 องศา สำหรับใช้ในการทดลองพัฒนาบรรจุภัณฑ์แก้ว

ภายในศูนย์ TIC มีทีมผู้เชี่ยวชาญครบครัน ทั้งนักวิจัย วิศวกร และนักวิเคราะห์ทดสอบ โดยผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ TIC ที่ทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ในระดับ Ph.D. คิดเป็นจำนวนถึง 30% ของทีมบุคลากรภายในศูนย์ทั้งหมด ที่ร่วมคิดค้น วิจัยและพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แก้วกับหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำในไทยและต่างประเทศ โดยมีแผนที่จะเพิ่มบุคลากรอีก 2 เท่า ภายในปี 2568 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพทางการแข่งขันของธุรกิจ

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นให้ศูนย์ TIC เป็นศูนย์กลางแห่งการวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เป็นไปในทางเกื้อกูลกันของวงจรการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ให้ประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ตัวอย่างของผลงานการวิจัยที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์มีอยู่หลากหลาย อาทิ แก้วที่ทำความสะอาดได้ด้วยตัวเอง และยังกำจัดกลิ่นอับและฆ่าเชื้อโรค, เครื่องเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบหมายเลขแม่พิมพ์ (เบอร์โมลด์) หรือ หมายเลขแม่พิมพ์ใต้ขวด, Oxygen sensor ระบบตรวจสอบประสิทธิภาพการเผาไหม้ในตอนผลิตขวดแก้ว ณ เตาหลอมแก้วและรางน้ำแก้ว และขวด Lightweight เป็นต้น

ปัจจุบัน BGC ผลิตขวดแก้วป้อนเข้าสู่ตลาดจากแนวโน้มความต้องการที่ลูกค้าคำนึงถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างการใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ซ้ำอีกครั้ง เพื่อลดปริมาณขยะล้นโลก และสอดรับกับเทรนด์รักษ์โลก ให้ความสำคัญกับสร้างความยั่งยืน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

นอกจากการพัฒนาบรรจุภัณฑ์แก้ว BGC ยังอยู่ในระหว่างพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อื่น เช่น ลูกฟูก ด้วยการศึกษาและพัฒนานวัตกรรรมการผลิตให้มีความแข็งแกร่งและคงทน มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านคุณสมบัติ รับน้ำหนักได้มากขึ้น ทนต่อความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศได้ดียิ่งขึ้น ฯลฯ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนิยมนำไปทำเป็นกล่องลูกฟูก ที่นำไปใช้บรรจุสิ่งของกันอย่างแพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมและการขนส่ง

ขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกและฉลากฟิล์ม ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ BGC ได้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมฉลากฟิล์มหดรัดรูป (Shrinkable Film Label) ที่มีข้อดีตรงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้นวัตกรรมการผลิตจากเม็ดพลาสติกที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลพลาสติกที่ใช้งานแล้ว 30% ซึ่งเป็นการช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติกใหม่ โดยเป็นการพัฒนาฟิล์มที่เรียกว่า ฟิล์ม rPET ซึ่งสอดรับกับความต้องการของผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ รวมถึงเจาะกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

BGC มีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น รักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งการผลิตและจำหน่าย รวมถึงคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์รายอื่น ๆ โดยในปี 2564 ประมาณการยอดขายสินค้าที่เป็นนวัตกรรมมีมากถึงร้อยละ 17 ของยอดขายรวม และบริษัทฯ ยังมีเป้าหมายที่จะเพิ่มให้เป็นร้อยละ 25 ของยอดขายรวมในปี 2568 สอดรับการเติบโตของธุรกิจที่มีการยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตร และอนุสิทธิบัตร เพิ่มขึ้น 60% ของปีที่ผ่านมา นั่นหมายถึงว่า บริษัทฯ ผลิตบรรจุภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ BGC จะก้าวสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อสร้างยอดขายแตะ 25,000 ล้านบาท ภายในปี 2568


หมายเหตุ: (1)เงินลงทุนในการก่อสร้างประมาณ 30 ล้านบาท เป็นการลงทุนตลอดที่ตั้ง R&D มาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี

References :
-ร่างแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนของ BGC จาก สำนักงาน ก.ล.ต.
https://www.longtunman.com/28038
https://positioningmag.com/1322796
https://www.brandage.com/article/12756/BGC



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน