ช่วงปลายปีอย่างนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของเทศกาลลดหย่อนภาษี ที่ผ่านมาภาครัฐได้สนับสนุนให้ประชาชนมีเงินออมและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต รวมถึงเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ด้วยเหตุผลหลักๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และค่าครองชีพในปัจจุบัน

พูดถึงเรื่องภาษี หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจยาก แต่ภาษีถือเป็นรายจ่ายที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจำเป็นต้องรู้ มาดูกันว่าเรามีรายได้ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีหรือไม่ ส่วนแรกคือเงินได้ที่ต้องเสียภาษี คือเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส บำเหน็จบำนาญ อันถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 40(1) และ 40(2) แห่งประมวลรัษฎากร การคำนวณภาษีเงินได้จะคิดจาก “เงินได้สุทธิ” โดยนำเงินได้ที่ต้องเสียภาษีหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 40 ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 60,000 บาท และหักค่าลดหย่อนต่างๆ ถ้าเงินได้สุทธิมากกว่า 150,001 บาทต่อปี จึงจะเข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี

สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไป ซึ่งค่าใช้จ่ายที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้นมีหลายรูปแบบ เช่น การเลี้ยงดูบิดามารดา การดูแลลูก การซื้อประกันชีวิต การซื้อกองทุนต่างๆ เป็นต้น ก่อนจะนำยอดเงินได้ที่เหลือทั้งหมดไปคำนวณเพื่อเสียภาษีตามโครงสร้างอัตราภาษีจึงเมื่อวางแผนภาษีต้องทำให้ครอบคลุม เพื่อประโยชน์สูงสุดกับตัวเราเอง

สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี เรามาทำความเข้าใจตัวอย่างค่าลดหย่อนที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการวางแผนการเงิน เพื่อบรรเทาภาระภาษีกันก่อนครับ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้หักค่าลดหย่อนได้ โดยนำเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมาหักค่าลดหย่อน ดังนี้

  • ค่าลดหย่อนสำหรับเบี้ยประกันชีวิตที่คุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไม่เกิน 100,000บาท และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ไม่เกิน 200,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย จ่ายตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท

ทั้งนี้ด้วยโครงสร้างทางสังคมไทยที่เปลี่ยนไป คนแต่งงานช้า และมีบุตรน้อยลง ส่งผลให้โครงสร้างประชากรไทยในอนาคตมีแนวโน้มว่า จำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในขณะที่ประชากรผู้สูงอายุจะมากขึ้น ดังนั้นเป้าหมายของคนวัยทำงานตอนนี้ คงไม่พ้นเรื่องของการออม การลงทุนเพื่ออนาคต และการวางแผนเกษียณอายุสำหรับคนโสด

ผมมีเคล็ดลับเพิ่มเติมในการวางแผนอย่างรอบด้านจากบมจ.กรุงเทพประกันชีวิต มาฝากครับ เริ่มกันที่ตัวช่วยวางแผนลดหย่อนภาษี ตลอดจนแนะนำการออมรูปแบบต่างๆ ที่คนไทยควรรู้เพื่อวางแผนการเงินหรือวางแผนลดหย่อนภาษี

การวางแผนภาษี ด้วยการทำประกันชีวิตนั้น มีประโยชน์ทั้งในแง่ของความคุ้มครองแก่ตนเองและคนที่รัก ช่วยบรรเทาความเสี่ยงและปกป้องชีวิต รายได้ และยังเป็นเงินออมในยามที่ต้องการ หรือประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ช่วยในการออมและให้ผลตอบแทนที่มั่นคง รวมถึงประกันชีวิตแบบบำนาญที่ช่วยในการสะสมเงินไว้ใช้ยามเกษียณด้วย ถือเป็นการวางแผนการเงินและการเกษียณที่ให้ผลตอบแทนในอนาคตที่มั่นคง มั่นใจได้ว่าจะยังคงมีเงินใช้ทุกเดือนแม้ในวันที่ไม่ได้ทำงานแล้ว และที่สำคัญควรเริ่มทำตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน เพราะยิ่งอายุน้อย เบี้ยประกันก็ถูกกว่าและมีเวลาเก็บออมนานกว่า

ส่วนจะเลือกอย่างไรจึงจะเหมาะสมนั้น ควรพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความคุ้มครองชีวิต ระยะเวลาการชำระเบี้ยประกัน จำนวนเงินบำนาญที่ได้รับ ระยะเวลาการจ่ายเงินบำนาญ รวมไปถึงความยืดหยุ่นของการชำระเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับตัวเอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการและสามารถเดินตามเป้าหมายที่วางไว้ได้โดยไม่ติดขัด

ที่สำคัญเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมจากประกันชีวิตทั่วไป สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท ในกรณีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีของเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาทแรก หรือยังใช้สิทธิ์ไม่เต็มจำนวน แต่หากใช้สิทธิ์ 100,000 บาทแรกแล้ว เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเพิ่มได้อีกไม่เกิน 200,000 บาท หรือไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ โดยประกันชีวิตแบบบำนาญต้องตรงตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ครับ

– กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

– จ่ายเงินบำนาญเป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ โดยจ่ายเท่ากันทุกงวด หรือจ่ายในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเอาประกันก็ได้

– ช่วงอายุการจ่ายเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี ถึง 85 ปี หรือมากกว่านั้น

– ต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์

เมื่อมีหลักประกันให้กับชีวิตแล้ว เราควรมีการลงทุนเพื่อบริหารเงินให้งอกเงยควบคู่กันไปด้วย เช่น การทำประกันแบบออมทรัพย์ หรือการเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และสุงสุดไม่เกิน 500,000 บาท หรือเลือกลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่เป็นการลงทุนต่อเนื่องจนอายุ 55 ปี ซึ่งนำมาลดหย่อนได้ นอกจากนี้ยังมีค่าลดหย่อนจากเงินประกันสังคมอีกด้วย ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และเมื่อรวมกับเงินสมทบกบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ ครูโรงเรียนเอกชนและเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท

ทั้งหมดนี้ หากมีการวางแผนการเงินที่ดีแล้ว ตัวช่วยเหล่านี้จะให้ประโยชน์ถึง 2 ต่อ ทั้งช่วยบรรเทาภาระภาษี และเป็นเงินออมสร้างฐานะให้กับชีวิตในอนาคต

อีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญในการวางแผนการเงินและวางแผนภาษีของคุณ คือ เลือกขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการเงินของสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ ที่พร้อมช่วยวางแผนการเงินรอบด้าน คำนวณเป้าหมายที่คุณต้องการออกมาเป็นรูปธรรม และแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิตรูปแบบต่างๆ เช่น สะสมทรัพย์ บำนาญ และผลิตภัณฑ์กองทุนจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม

โดยรวมแล้วเราก็มักพ่ายแพ้ต่อความต้องการเฉพาะหน้าทางการเงิน และเลือกที่จะเก็บและลงทุนหลังจากที่เหลือจากการใช้ (ที่ปกติก็คงไม่ค่อยมีใคร “ใช้แล้วเหลือ”เพราะเห็นมีแต่ “ใช้จนหมด”) นำไปสู่ความประมาทในทางเศรษฐกิจของตัวเองในที่สุด เมื่อชีวิตดำเนินไปเราจึงจะมารู้ถึงคุณค่าของการ “วางแผนทางการเงิน” และการมี “หลักประกัน” เอาตอนที่เราได้เงินคืนกลับมาในช่วงบั้นปลาย แต่เวลานั้นหลายๆ คนก็จะบอกว่า เสียดายมากที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รู้จักวางแผน หาไม่แล้วคงได้เกษียณอายุอย่างสบาย หรือแม้แต่ “เออร์ลี่” รีไทร์ ได้เร็วกว่านี้

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเริ่มต้นลงมือทำในสิ่งที่สวนทางกับอารมณ์ความรู้สึกเรา แล้วเริ่มต้นบริหารเงินกันเมื่อไหร่มากกว่า เพราะการวางแผนการเงินหรือวางแผนภาษีนั้นไม่ใช่เรื่องยากแถมยังได้ประโยชน์รอบด้าน ทั้งปัจจุบันและอนาคต สิ่งสำคัญ คือ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ครับ!!! ททท. ทำทันที!!!

สัมมามาร์เก็ตติ้ง
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ใน