ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของประชากรโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เมื่อคนมีอายุยืนยาวขึ้นทำให้ทั่วโลกกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศไทยหากมีการติดตามข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขด้านประชากรจากหน่วยงานของภาครัฐ จะเห็นได้ว่าจำนวนประชากรกว่า 66 ล้านคนนั้น มีจำนวนผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ประมาณ 6.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 9.9 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ทั้งนี้ ภาครัฐได้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2563 ประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.4 ซึ่งถือว่าเป็นการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์เลยทีเดียว
สาเหตุที่ดิฉันต้องนำเสนอตัวเลขด้านประชากรศาสตร์ในฉบับนี้ เพราะต้องการบอกว่าภาคธุรกิจควรปรับตัวอย่างไรเพื่อให้สามารถรองรับความต้องการบริโภคจากลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่ใช่เฉพาะลูกค้าในประเทศไทยเท่านั้น หากนักการตลาดมีการติดตามสถิติทางด้านประชากรของภูมิภาคอาเซียน จะพบว่าจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีมากถึง 36.9 ล้านคนเลยทีเดียว ซึ่งในจำนวนนี้สิงคโปร์มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุด รองมาคือประเทศไทย
หากมองในแง่ของโอกาสทางธุรกิจแล้วเชื่อว่าผู้ประกอบการและนักการตลาดจะต้องมีการวาง กลยุทธ์การทำงาน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว แม้ว่าที่ผ่านมามีธุรกิจหลายแห่งได้ผลิตสินค้าและบริการสำหรับตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่ในอนาคตอันใกล้นี้จำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรืออาจไม่สามารถตอบสนองได้ตามที่กลุ่มลูกค้าได้คาดหวัง เนื่องจากความต้องการของลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุในปัจจุบัน จะแตกต่างจากผู้สูงอายุรุ่นคุณย่าคุณยายยุคก่อนหน้านี้ ที่เคยชินกับการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย อาศัยอยู่ในสังคมชนบท หรือส่วนใหญ่ไม่ต้องการความทันสมัย ซึ่งแตกต่างจาก กลุ่มผู้สูงอายุยุคใหม่ที่เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับโลกที่มีความทันสมัยกว่า
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้สูงอายุในยุคดิจิตอลส่วนใหญ่คือกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เมื่อต้องก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ ผู้สูงอายุเหล่านี้อาจไม่ได้ต้องการหยุดชีวิตตัวเองเพื่ออยู่กับบ้านเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีคนที่ต้องการนำเงินที่เก็บมาทั้งชีวิตเพื่อใช้ในการท่องเที่ยว การทำบุญ หรือแม้แต่การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ได้ปิดกั้นผู้สูงอายุ เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันก็ได้ทราบว่ามีการขยายอายุเกษียณของบางองค์กร ที่เปิดโอกาสให้พนักงานสามารถทำงานต่อได้ถึงอายุ 65 ปี เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ยังมีศักยภาพ มีความรู้และความสามารถ ฯลฯ และคงจะเคยเห็นว่าที่ปรึกษาของธุรกิจต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นผู้สูงวัยทั้งสิ้น ที่สำคัญรายได้ของคนกลุ่มนี้สูงกว่าบุคคลทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ต้องการปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุ นอกจากจะต้องคำนึงถึงความต้องการของคนกลุ่มนี้ กล่าวคือ จะต้องปรับปรุงการการออกแบบสินค้าให้ใช้งานง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ถ้าเป็นสินค้ากลุ่มอาหารจะต้องรสชาติเหมาะสมกับผู้สูงอายุ ฯลฯ นอกจากนี้แล้วจะต้องเน้นศึกษาพฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มนี้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากแต่ละช่วงอายุนั้นมีความต้องการบริโภคและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน
สำหรับธุรกิจที่ต้องการขายสินค้าให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่งเกษียณ กล่าวคืออายุระหว่าง 60-69 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจะมีการเกษียณอายุการทำงานทุก ๆ ปี และเป็นกลุ่มที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง บางคนยังสามารถทำงานได้และไม่ต้องการอยู่กับบ้านเฉยๆ เนื่องจากมีความรู้และความสามารถเฉพาะด้าน กลุ่มนี้บางส่วนไปทำงานเป็นที่ปรึกษาในบริษัทเอกชนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูง ทั้งจากรายได้จากการเกษียณ เงินเก็บสะสม หรือเงินจากการลงทุนต่าง ๆ ทั้งยังมีรายได้ที่ดีจากการทำงานด้านที่ปรึกษา ลูกค้ากลุ่มนี้จึงมีความสนใจและต้องการดูแลตนเองให้มีสุขภาพดี บางคนดูไม่ออกว่าอายุเกิน 60 ปีแล้ว เนื่องจากใส่ใจกับการดูแลตัวเอง ดังนั้น ธุรกิจประเภทอาหารเสริมเพื่อสุขภาพและความงามน่าจะมีโอกาสที่ดี
สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 70-79 ปี กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ทำงานไม่ไหวแล้วและต้องการพักผ่อนอยู่กับบ้าน หรือเดินทางท่องเที่ยวบ้าง ที่สำคัญลูกค้ากลุ่มนี้บางท่านมีโรคประจำตัว ทั้งที่เป็นหนักและเริ่มต้นเป็นโรคโน่นโรคนี้บ้างแล้ว ดังนั้น ภาคธุรกิจที่ต้องการตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ จะต้องเน้นเรื่องการป้องกันและรักษาสุขภาพเป็นหลัก เช่น ธุรกิจเพื่อสุขภาพ โรงพยาบาล หรือการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น อีกกลุ่มคือผู้สูงอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป ธุรกิจที่เหมาะกับลูกค้ากลุ่มนี้คือ โรงพยาบาล สถานดูแลคนชรา ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ
ดังนั้น การออกแบบกลยุทธ์การทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับลูกค้ากลุ่มนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ แฝงอยู่ด้วยเสมอ เนื่องจากผู้สูงอายุกลุ่มนี้มักจะมีผู้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็นคนทำหน้าที่ดูแลหรือลูกหลานก็ตาม ดังนั้น อาจะมีการสอดแทรกบริการที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ควรมีบริการเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น ทั้งนี้ มีข้อแนะนำว่ากลยุทธ์การทำงานของผู้ประกอบการและนัก การตลาดจะต้องสอดแทรกความหลากหลายของบริการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ซึ่งจะต้องอำนวย ความสะดวกสำหรับลูกค้าทุกเพศทุกวัย แม้ว่าสินค้าจะผลิตมาสำหรับผู้สูงอายุ แต่โอกาสที่ลูกค้ากลุ่ม อื่น ๆ จะเข้ามาเป็นลูกค้าก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะคนซื้ออาจเป็นบุตรหลาน เป็นต้น
นอกจากนี้แล้ว นักการตลาดจะต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาพฤติกรรมของผู้สูงอายุ ซึ่ง ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพสูง และการตัดสินใจซื้อนั้นจะต้องมีการอ้างอิงเหตุผลที่จำเป็นต่อการซื้อ เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้จะไม่สนใจกลยุทธ์ที่ใช้อารมณ์กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ดังนั้น ภาคธุรกิจ ที่ต้องการจะหาโอกาสในการขยายตลาดใหม่ไปสู่ผู้สูงอายุ จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมว่ากลุ่มสินค้าใดบ้างที่ลูกค้าให้ความสนใจและมีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าแนวโน้มของธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพคือธุรกิจที่น่าจะมีการขยายตัวที่ดีในอนาคต ซึ่งภาคธุรกิจที่ต้องการประสบความสำเร็จในการขายจะต้องรู้ว่าสิ่งใดเหมาะกับผู้สูงอายุและสิ่งใดไม่ควรอยู่ในอาหาร เช่น อาหารเพื่อสุขภาพต้องไขมันต่ำ ไม่มีคอเลสเตอรอล น้ำตาลน้อยหรือไม่ใส่เลย เป็นต้น
สุดท้ายขอย้ำกว่า ไม่ใช่ธุรกิจอาหารเท่านั้นแต่ทุกสิ่งในชีวิตประจำวัน สามารถประยุกต์และพัฒนาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุ เครื่องสำอางและสมุนไพร เครื่องมือทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ การท่องเที่ยวและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้สูงวัย ฯลฯ หากสามารถออกแบบให้อยู่ภายใต้ความรู้สึกถึงความรักและความห่วงใยท่าน รับรองว่าจะเป็นโอกาสที่ดีทางการตลาดอย่างแน่นอน
@Differentiate Dimension
รศ. กฤติกา คงสมพงษ์
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ใน

